Chapter 6907
6920 / 6921
7 min read
Chapter 6907 Tree Demon
Published Apr 7, 2026, 01:13 PM
**บทที่ 6907: ปีศาจพฤกษา**
“หลงเฉิน ข้าได้ยินมาว่าวิหารมรรคาเซียนชาแห่งนี้หาใช่เพียงไร่ชาขนาดมหึมา แต่มันยังเป็นค่ายกลมหาเร้นลับสวรรค์อันสลับซับซ้อน ผู้ใดที่ไม่แตกฉานในศาสตร์แห่งค่ายกลย่อมมิอาจย่างกรายเข้าไปได้ และหากผู้ใดคิดบังอาจบุกรุกด้วยกำลัง ย่อมต้องเผชิญกับการจู่โจมของเหล่าปีศาจพฤกษาอันน่าสะพรึงกลัว ว่ากันว่าแม้แต่เทพจอมราชันย์ผู้ครอบครองสองปรากฏการณ์ก็ยังต้องทิ้งชีวิตไว้ภายใต้กรงเล็บของพวกมัน” ฉือยวี่ถงเอ่ยเตือนพลางทอดสายตามองไปยังไร่ชาที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาด้วยความหวั่นเกรง
ซินยวี่กล่าวเสริมขึ้นว่า “วิหารมรรคาเซียนชาเก็บตัวลึกลับมาโดยตลอด แทบมิเคยข้องแวะกับโลกภายนอก การจะได้พบพานศิษย์ของที่นี่ในโลกกว้างนั้น ยากเย็นยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร หรือการตามหาขนหงส์เขากิเลนเสียอีก”
ในใต้หล้านี้ สำนักศึกษาเทิดสรวง วิหารมรรคาเซียนชา และวังเทพสุรา ต่างได้รับการยกย่องให้เป็นสามแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญ แม้สำนักศึกษาเทิดสรวงจะมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ทว่านั่นกลับเป็นเพียงการโอ้อวดตนเองเสียมากกว่า
สำนักศึกษาเทิดสรวงอาศัยความลึกลับและสันโดษของวังเทพสุราและวิหารมรรคาเซียนชามาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างบารมีให้ตนเอง โดยฉวยโอกาสที่ทั้งสองแห่งมิใส่ใจในลาภยศทางโลก หากเป็นเพียงการยกระดับฐานะทั่วไปก็คงพอทำเนา แต่หลงเฉินกลับสังเกตเห็นถึงเจตนาแอบแฝงที่ชั่วร้ายกว่านั้น คนพวกนี้หาใช่คนดีที่ควรคบหา
“ค่ายกลพรรค์นี้จะหยุดยั้งเจ้าหกผู้นี้ได้รึ? คอยดูเถอะ ข้าจะทำลายค่ายกลนี้ให้ย่อยยับเอง!” เจ้าหกเขียวแผดคำรามอย่างลำพองจากบนบ่าของหลงเฉิน
แม้เจ้าหกเขียวจะมีมิตรภาพเล็กน้อยกับเหยียนลี่หลังจากประมือกัน แต่มันก็ยังคงเลือกที่จะเกาะกุมอยู่บนไหล่ของหลงเฉินอย่างมั่นคง สำหรับมันแล้ว มีเพียงผู้ที่เก่งกาจและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์เช่นหลงเฉินเท่านั้นที่คู่ควรจะเป็นที่เหยียบยืน เหยียนลี่ยังขาดคุณสมบัตินั้นไปไกล
หลงเฉินปรามเสียงเรียบ “อย่าได้ก่อเรื่อง ข้ายังเป็นหนี้บุญคุณวิหารมรรคาเซียนชาอยู่ ดังนั้นพวกเราต้องสำรวมและแสดงความเคารพให้มาก”
เจ้าหกเขียวกรอกตาไปมาพลางกล่าวอย่างหยามหยัน “เจ้าก็เป็นหนี้ข้าเหมือนกัน ไม่เห็นเจ้าจะสำรวมหรือนบนอบกับข้าแบบนี้บ้างเลย!”
“อย่างที่ข้าเคยบอก ระหว่างเราคือผลประโยชน์ มิใช่มิตรภาพ” หลงเฉินตอบกลับอย่างไม่ไยดี
หลังจากนั้น หลงเฉินนำพาทุกคนมุ่งหน้าเข้าสู่เขตไร่ชา เพียงแค่เข้าใกล้ กลิ่นหอมกรุ่นของใบชาก็ลอยละล่องมาปะทะนาสิกก่อนที่เท้าจะเหยียบย่างเข้าไปเสียอีก
กลิ่นหอมนั้นรุนแรงและลึกล้ำจนฉือยวี่ถงและซินยวี่ถึงกับร่างโงนเงน สติสัมปชัญญะพร่าเลือนจนเกือบจะสิ้นสติลงตรงนั้น
“ระวัง! กลิ่นหอมนี้แฝงไว้ด้วยความผันผวนของกฎเกณฑ์ที่สามารถปั่นป่วนจิตวิญญาณได้ ยากนักที่จะต้านทาน!” จื่อโหนวร้องเตือนเสียงเครียด
“พี่สาวทั้งสอง นี่คือ ‘สุรากุ้ยฮวาสงบจิต’ ของข้า มันสามารถช่วยสยบความผันผวนของกฎเกณฑ์ได้!” ศิษย์สตรีคนหนึ่งจากวังเทพสุราเอ่ยขึ้นพลางยื่นขวดสุราเล็กๆ ให้พวกนางคนละขวด
ฉือยวี่ถงและซินยวี่ถึงกับตื่นตะลึง สุราจากเจ็ดสิบสองเมืองก็นับว่ามีค่ามหาศาลแล้ว แต่นี่คือสุราที่กลั่นกรองโดยศิษย์สายตรงของวังเทพสุรา จะล้ำค่าเพียงใดมิมองข้ามได้ ฉือยวี่ถงรู้สึกตื้นตันใจจนมิกล้ารับไว้ “อ๊ะ... ของล้ำค่าเช่นนี้ ผู้น้องจะรับไว้ได้อย่างไร...”
ทว่าซินยวี่กลับหัวเราะร่าและรับมาอย่างเปิดเผย นางยังช่วยดึงมือฉือยวี่ถงให้รับขวดสุรานั้นไว้ “ขอบคุณท่านพี่มาก!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ศิษย์สาวจากวังเทพสุราก็คลี่ยิ้มบาง “สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงของนอกกาย พี่สาวอย่าได้เกรงใจไปเลย!”
ฉือยวี่ถงจึงกล่าวขอบคุณและเปิดขวดออก นางต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าภายในขวดบรรจุสุราไว้นับพันลิตร กลิ่นหอมจรุงใจขจรขจายออกมาทันทีที่เปิดฝา เพียงแค่สูดดม ความมึนงงที่เคยกดทับอยู่ก็จางหายไปจนสิ้น
หลังจากดื่มลงไปเพียงอึกเดียว ร่างกายของนางก็กลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่า พลังของสุราไหลเวียนไปทั่วร่าง ดุจดั่งม่านพลังอันอบอุ่นที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณไว้ สุราชนิดนี้หาใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่มันคือยาเทพขนานเอกดีๆ นี่เอง
“โอ้โห ฝีมือการหมักสุราของท่านพี่ช่างล้ำลึกประหนึ่งวิชาเทพ!” ซินยวี่เอ่ยชมเปาะ
ศิษย์สาวผู้นั้นยิ้มอย่างเขินอาย คำชมของซินยวี่ที่แฝงไปด้วยความจริงใจทำให้ใจของนางพองโต
“ข้าละอายใจนักที่อ่อนแอถึงเพียงนี้” ฉือยวี่ถงกล่าวด้วยสีหน้าขัดเขิน
พวกนางยังมิทันได้ย่างกรายเข้าสู่ใจกลางวิหารมรรคาเซียนชาด้วยซ้ำ ในขณะที่คนอื่นๆ ยังปกติดี แต่พวกนางกลับแทบเอาตัวไม่รอด
“นั่นเป็นเพราะพวกเจ้ายังมิเคยผ่านการนองเลือดและความเจ็บปวดที่แท้จริง พลังจิตวิญญาณของพวกเจ้ายังเติบโตได้อีกไกล เมื่อเห็นจุดอ่อนของตนเองแล้วย่อมสามารถแก้ไขได้ มิใช่เรื่องแย่อันใด” หลงเฉินเอ่ยปลอบใจ
จากนั้นเขาจึงหันไปทางจื่อโหนวและกล่าวว่า “แต่สำหรับพวกเจ้าที่เหลือ ระดับจิตใจแทบจะบรรลุถึงขั้นไร้ตำหนิ พวกเจ้าฝึกฝนกันมาอย่างไรหรือ?”
“พี่... พี่ชายหลงเฉิน ข้ามิกล้ารับคำชมนั้นหรอก ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมรดกตกทอดของท่านเทพสุรา ความจริงแล้วพวกเราเองก็มิอาจเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเหตุใดมันจึงทรงพลังเช่นนี้ ข้าจึงมิอาจตอบคำถามของท่านได้” จื่อโหนวกล่าวอย่างเก้อเขิน
ในเมื่อหลงเฉินเรียกเขาว่าพี่ชาย จื่อโหนวก็มิอาจเรียกหลงเฉินว่าผู้อาวุโสหรือท่านผู้สูงส่งได้อีกต่อไป หลงเฉินยิ้มบางๆ เมื่อเห็นว่าจื่อโหนวยังมคุ้นชิน แต่เขารู้ดีว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางเอง
เมื่อพวกเขาก้าวผ่านประตูเข้าสู่ไร่ชา ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้นชาที่เคยขึ้นสะเปะสะปะกลับเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ทอดตัวเป็นแนววกวนจนกลายเป็นเขาวงกตขนาดมหึมา
ทุกคนสัมผัสได้ถึงห้วงมิติและกาลเวลาที่บิดเบี้ยวพร่าเลือน ทิศทางที่ก้าวเข้ามาเลือนหายไป กระทั่งวันเวลาก็มิอาจบอกได้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
“เกมเด็กเล่นพรรค์นี้ เจ้าหกเบื่อแล้ว พวกเจ้าเล่นกันไปเถอะ ข้าจะนอนพักสักงีบ” เจ้าหกเขียวเอ่ยพลางหลับตาลง
หลงเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่เจ้าตัวป่วนเงียบปากลงได้เสียที “ตามมา” เขาเอ่ยนำพาทุกคนก้าวเข้าสู่เขาวงกต
ทุกครั้งที่ผ่านพ้นส่วนหนึ่งของเขาวงกต สภาพแวดล้อมรอบกายจะแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าหลงเฉินกลับมิใส่ใจความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขายังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสุขุมประหนึ่งเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านของตนเอง ไม่มีการลังเลแม้แต่ในทางแยกที่ซับซ้อน จนกระทั่งผ่านไปหลายชั่วยาม ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็พลันสว่างไสวขึ้น
ทางเดินสายตรงปรากฏแก่สายตา สองข้างทางขนาบด้วยต้นไม้ยักษ์ที่ออกผลส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ กลิ่นนั้นเย้ายวนใจจนแทบจะอดรนทนไม่ไหวต้องคว้ามากินเสียเดี๋ยวนั้น
“ผลไม้พวกนี้หอมเหลือเกิน หากนำไปหมักสุราคงจะ...” ศิษย์คนหนึ่งของวังเทพสุราพึมพำด้วยความละโมบ
แต่ที่นี่คือเขตแดนของวิหารมรรคาเซียนชา หากคิดจะเด็ดผลไม้ก็ต้องขออนุญาตก่อน หลงเฉินนำพาทุกคนเดินต่อไปตามทาง กลิ่นหอมจากต้นผลไม้นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทุกคนกำลังเคลิบเคลิ้ม หลงเฉินและจื่อโหนวกลับเริ่มขมวดคิ้วแน่น แม้จะมิได้กล่าวคำใดออกมา
ขณะที่เดินไปนั้น โลกอันเจิดจรัสพลันดับวูบลงสู่ความมืดมิด ผลไม้ที่เคยหอมหวานกลับกลายเป็นกลุ่มหมอกทมิฬอันหนาแน่นที่ควบแน่นเป็นใบหน้าอสุรกายกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ
“นี่คือภาพลวงตาหรือ? ไม่ใช่! มันคือการโจมตีทางจิตวิญญาณ!” ฉือยวี่ถงแผดร้องพลางร่ายมุทราอย่างรวดเร็ว
ประกายไฟสีทองลุกโชนพุ่งเข้าใส่หมอกทมิฬ ทว่านางกลับต้องตื่นตะลึงเมื่อเปลวเพลิงนั้นพุ่งทะลุผ่านความมืดมิดไปโดยไร้ซึ่งการปะทะ การโจมตีของนางมิอาจระคายเคืองพวกมันได้เลย
“โซ่ตรวนสุญตาพิฆาตใจ!”
ซินยวี่ตวาดก้อง โซ่ตรวนพลันพุ่งออกมาจากความว่างเปล่าเสียดแทงเข้าใส่ใบหน้าอสุรกายเหล่านั้นจนพวกมันกรีดร้องลั่น ทว่านางยังมิทันได้ดีใจ
ต้นไม้รอบกายพลันขยับไหว กิ่งก้านสาขาและเถาวัลย์พุ่งทยานเข้าใส่ทุกคน ดุจดั่งคมกระบี่ที่หมายจะปลิดวิญญาณในพริบตา!
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.