Chapter 5150
5148 / 5804
13 min read
Chapter 5150, The Hunt
Published Apr 11, 2026, 02:31 PM
บทที่ 5152: การไล่ล่า
ผู้แปล: ศิลวินทร์ และ เพีย
ผู้ตรวจทานคำแปล: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน
บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: สิงห์แห่งเขาศิโยน และ เดล ไลเกอร์คีย์ส
---
เห็นได้ชัดว่าลู่อานเองก็ตระหนักดีว่าด่านทัพชิงคงจะต้องส่งคนออกตามหาเขาเป็นแน่แท้ และบุคคลผู้นั้นย่อมหนีไม่พ้นหยางไค่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงเขาผู้เดียวที่สามารถเดินทางผ่านม่านมิติอันปั่นป่วนได้อย่างอิสระ
ลู่อานพยายามหาทางออกจากม่านมิติแห่งนี้ด้วยตนเองแล้ว ทว่าแม้จะเป็นถึงปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปด เขากลับไม่สามารถหาเส้นทางกลับท่ามกลางห้วงอวกาศอันโกลาหลได้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่ออาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับเจ้าเมืองยังคงรบกวน ทำให้สภาพของเขาห่างไกลจากจุดสูงสุดอย่างมาก
ดังนั้น แทนที่จะดิ้นรนค้นหาทางออกอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า เขากลับเลือกที่จะนั่งรออย่างสงบ เพราะเชื่อมั่นว่าหยางไค่จะต้องมาพบเขาในไม่ช้า การอยู่นิ่งๆ ของเขายังช่วยให้หยางไค่สามารถระบุตำแหน่งได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
การค้นหาลู่อานและเดินทางกลับจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหยางไค่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อจงเหลียงซึ่งรอคอยอยู่ด้านนอกเห็นคนทั้งสองปรากฏกาย เขาก็อดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้ ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดแต่ละคนเปรียบเสมือนเสาหลักของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในการต่อกรกับตระกูลหมึกทมิฬ ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนของยอดฝีมือระดับนี้ในแต่ละด่านทัพใหญ่ก็มีไม่มากนัก การสูญเสียแต่ละครั้งจึงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ เขาจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นลู่อานปลอดภัยดี
ทว่าอาการบาดเจ็บของลู่อานก็มิได้เบาบาง เขาจึงรีบกลับไปพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายทันที
ในขณะเดียวกัน หยางไค่ก็ได้ออกเดินทางสู่ฐานทัพหน้าพร้อมกับสมาชิกหน่วยรุ่งอรุณที่เหลือ
ฐานทัพหน้าเปรียบเสมือนลิ่มเหล็กที่ถูกตอกลึกเข้าไปในใจกลางอาณาเขตของตระกูลหมึกทมิฬ ในมหาสงครามครั้งล่าสุดนี้ ด่านทัพชิงคงได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมจนน่าตกตะลึง ความสูญเสียมหาศาลของตระกูลหมึกทมิฬนั้นหนักหนาพอที่จะทำให้พวกมันไม่สามารถฟื้นตัวได้ในอีกอย่างน้อย 1,000 ปีข้างหน้า และกรอบเวลานั้นยังขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะสามารถทำลายฐานทัพหน้าแห่งใหม่ของด่านทัพชิงคงได้หรือไม่
หากด่านทัพชิงคงสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคงและกดดันอาณาเขตของตระกูลหมึกทมิฬได้เกือบครึ่งหนึ่ง ณ ที่แห่งนี้ ตระกูลหมึกทมิฬก็อาจไม่มีวันฟื้นคืนสู่ความแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกเลย แต่หากเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องสูญเสียฐานทัพหน้าไป ชัยชนะที่ได้มาก็จะด้อยค่าลงอย่างมหาศาล
ดังนั้น การดำรงอยู่ของฐานทัพหน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทั้งสองฝ่าย ทว่าพวกเขาไม่สามารถเพียงแค่ตั้งรับอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันได้ พวกเขาต้องเป็นฝ่ายรุก ไม่เช่นนั้นสุดท้ายก็จะถูกผลักดันกลับไป
ด่านทัพชิงคงได้ส่งทหาร 20,000 นายจากกองทัพครูเสดชุดก่อนหน้ามาแล้ว และบัดนี้ยังได้ส่งกำลังเสริมมาอีกกว่า 10,000 นาย โดยอาศัยค่ายกลจักรวาลสองแห่งที่หยางไค่ได้ติดตั้งไว้
ปัจจุบัน ที่ด่านทัพชิงคงเหลือเพียงกำลังพลที่จำเป็นขั้นพื้นฐานเท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกส่งออกมาด้านนอกทั้งหมด พวกเขาตั้งรับอย่างอดทนมานานหลายปี ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะเป็นฝ่ายรุก การตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงเต็มไปด้วยความกล้าหาญและดุดัน
กระนั้น การเคลื่อนทัพครั้งนี้ก็สมเหตุสมผล เพราะไม่จำเป็นต้องกังวลว่าด่านทัพชิงคงจะถูกโจมตีอีกต่อไป ในเมื่อตอนนี้พวกเขารุกคืบเข้าใกล้เมืองหลวงของตระกูลหมึกทมิฬ ศัตรูย่อมต้องพะวงกับการรับมือทัพที่อยู่ใกล้เมืองหลวงของตนมากกว่าจะหันไปเล่นงานด่านทัพชิงคง
ตระกูลหมึกทมิฬเองก็ไม่สามารถคาดหวังกำลังเสริมจากสมรภูมิอื่นได้เช่นกัน เพราะแต่ละสมรภูมิก็มีปัญหาของตนเองให้ต้องรับมือ ซึ่งก็ไม่ต่างจากฝ่ายมนุษย์ที่ไม่สามารถส่งกำลังเสริมขนาดใหญ่ให้แก่กันได้ ดังนั้น สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้ว นี่จึงเป็นการต่อสู้ที่ต้องพึ่งพาตนเองโดยสมบูรณ์
ขณะที่หยางไค่กำลังจัดตั้งค่ายกลจักรวาล เหล่าทหารที่ฐานทัพหน้าก็ได้พักฟื้นฟูร่างกาย และหลังจากที่กำลังเสริม 10,000 นายของด่านทัพชิงคงมาถึง โครงการก่อสร้างจำนวนมากก็ถูกริเริ่มขึ้น
หน่วยรบต่างๆ เริ่มออกลาดตระเวนรอบฐานทัพหน้า กวาดล้างสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ แม้แต่ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดก็ยังออกเคลื่อนไหว พยายามใช้โอกาสนี้กดดันตระกูลหมึกทมิฬให้ได้มากที่สุด
แน่นอนว่าตระกูลหมึกทมิฬย่อมไม่ยอมอยู่นิ่งให้โจมตีฝ่ายเดียว แม้พวกมันจะไม่ได้เปิดศึกขนาดใหญ่ แต่ก็ยังคงซุ่มโจมตีเป็นระลอกเล็กๆ อยู่เสมอ อันที่จริงแล้ว แทบทุกวันที่หน่วยรบที่ออกไปไกลจากฐานทัพหน้าเพียงเล็กน้อยจะถูกซุ่มโจมตีโดยตระกูลหมึกทมิฬ
เผ่าพันธุ์มนุษย์และตระกูลหมึกทมิฬได้ต่อสู้กันมานานนับแสนปีในห้วงอวกาศระหว่างด่านทัพชิงคงและฐานทัพหน้า เพียงแต่ครั้งนี้ ฝ่ายมนุษย์มีความได้เปรียบอย่างเด็ดขาด การซุ่มโจมตีเช่นนี้จึงแทบไม่มีความหมาย
ท้ายที่สุดแล้ว เหล่าเจ้าเมืองส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยรบของมนุษย์ยังมีเรือรบซึ่งมีความได้เปรียบอย่างสมบูรณ์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬจำนวนไม่มาก อันที่จริง หากหน่วยรบพบว่าตนเองตกอยู่ในวงล้อมที่อันตราย หรือต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งจนไม่อาจเอาชนะได้ ค่ายกลจิตวิญญาณป้องกันบนเรือรบก็จะช่วยปกป้องพวกเขาไว้ และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ยังมีค่ายกลจักรวาลบนเรือรบหมึกทมิฬชำระล้างที่จอดทอดสมออยู่ที่ฐานทัพหน้า ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถหลบหนีออกจากการต่อสู้ได้หากจำเป็น
ดังนั้น ตราบใดที่พวกเขายังมีโชคอยู่บ้างและสถานการณ์ไม่เลวร้ายจนเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงชีวิตของตนเอง
ในห้วงมิติอันว่างเปล่า เรือรบทะยานไปมาพร้อมกับลำแสงเจิดจ้าที่สาดส่องออกจากลำเรือ สมาชิกตระกูลหมึกทมิฬไม่อาจต้านทานการโจมตีอันทรงพลังได้ ร่างกายของพวกมันระเบิดออกเป็นม่านโลหิต
รอบๆ เรือรบ ร่างหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอย่างว่องไว กวาดล้างสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬที่กระจัดกระจายอยู่ด้วยเคล็ดวิชาลับของตนเอง
ภายในเวลาไม่นาน สมาชิกตระกูลหมึกทมิฬหลายร้อยตนก็ถูกสังหารสิ้น
เหมี่ยวเฟยผิงพริบกายกลับมายังเรือรบแสงอรุณด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากความยินดีหรือประหลาดใจในแววตา ด้วยการชำระล้างจากโลหิตและเปลวสงคราม เขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ไร้เดียงสาหรือประหม่าเหมือนครั้งแรกที่เขาต่อสู้กับตระกูลหมึกทมิฬอีกต่อไป
ภายใต้สถานการณ์ปกติ ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับหกเช่นเขาจะไม่ละทิ้งเรือรบเพื่อออกไปสังหารศัตรูโดยตรง เขาควรจะอยู่ภายในค่ายกลจิตวิญญาณป้องกันบนเรือรบ และใช้ค่ายกลโจมตีของมันเพื่อสร้างความเสียหาย
ทว่าการต่อสู้ในวันนี้แตกต่างจากปกติ พวกเขาเผชิญหน้ากับสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬที่กระจัดกระจายกันอยู่ จึงมีช่องว่างให้ยอดฝีมือระดับหกได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การต่อสู้โดยตรง
โดยปกติแล้ว ตระกูลหมึกทมิฬจะส่งกองทัพขนาดมหึมาออกมาพร้อมกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งคอยนำทัพ ดังนั้น แม้แต่ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับหกซึ่งไม่อาจถือว่าอ่อนแอก็ยังยากที่จะเอาชีวิตรอดในสมรภูมิอันโกลาหลนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเจ็ดจึงมักได้รับมอบหมายให้ควบคุมค่ายกลของเรือรบเป็นหลัก
แต่ในบรรดาสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬหลายร้อยตนที่หน่วยรุ่งอรุณเผชิญหน้าในวันนี้ มีเพียงตนเดียวที่เป็นขุนนาง และเขาก็ถูกสังหารอย่างรวดเร็วโดยเฝิงอิง ในขณะที่ส่วนที่เหลือแตกกระจัดกระจายราวกับเม็ดทราย ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับหกสองสามคนจึงอดไม่ได้ที่จะพุ่งออกจากเรือรบเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ และหยางไค่ก็ไม่ได้ห้ามพวกเขา
การปะทะกันเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้สามารถพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่งในห้วงมิติ เหล่าทหารแห่งฐานทัพหน้าต่างขนานนามภารกิจประเภทนี้ว่า ‘การไล่ล่า’ ยิ่งไปกว่านั้น การไล่ล่ายังไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับกลุ่มเล็กๆ ของตระกูลหมึกทมิฬเท่านั้น บางครั้งยังมีการจัด 'การล่าครั้งใหญ่' ซึ่งหลายหน่วยรบจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่สมาชิกตระกูลหมึกทมิฬที่กระจัดกระจาย ผลลัพธ์ก็คือตระกูลหมึกทมิฬเริ่มกังวลว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป กองทัพมนุษย์จะเริ่มรุกคืบเข้าสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ตระกูลหมึกทมิฬจึงถูกบีบให้ต้องรวบรวมยอดฝีมือส่วนใหญ่ไว้เพื่อป้องกันเมืองหลวง แน่นอนว่านั่นหมายความว่าพื้นที่ระหว่างด่านทัพชิงคงและฐานทัพหน้าจะไม่มีปรมาจารย์หมึกทมิฬที่ทรงพลังอยู่เลย
“หัวหน้าหน่วย ได้เวลาแล้ว” เฝิงอิงเตือนหยางไค่
หยางไค่พยักหน้า “กลับกันเถอะ เราออกมานานพอแล้ว”
เพื่อรับประกันประสิทธิภาพในการรบของทหารทุกคน ฐานทัพหน้าจึงได้กำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้น รวมถึงการจำกัดเวลาในการ ‘ล่า’ ของแต่ละหน่วยรบ และขอบเขตกิจกรรมที่พวกเขาสามารถปฏิบัติการได้
นี่เป็นมาตรการที่ออกมาเพราะเกรงว่าเหล่าทหารจะเพลิดเพลินกับการสังหารศัตรูจนเกินไป ซึ่งอาจเผยช่องโหว่และก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่จำเป็นได้
เป็นเวลาครึ่งปีแล้วที่หน่วยรุ่งอรุณออกเดินทางจากฐานทัพหน้าครั้งล่าสุด และพื้นที่ที่พวกเขาปฏิบัติการก็อยู่บริเวณขอบนอกสุดที่ได้รับอนุญาตตามกฎเกณฑ์เสมอมา แน่นอนว่าเป็นเพราะยิ่งออกไปไกลเท่าไหร่ จำนวนของสมาชิกตระกูลหมึกทมิฬก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
ครึ่งปีคือขีดจำกัดเวลาที่ฐานทัพหน้ากำหนดไว้ก่อนที่พวกเขาจะต้องกลับ หากเกินกว่านั้น แต้มบำเหน็จศึกจะไม่ถูกคำนวณ และอาจมีบทลงโทษ เช่น การส่งตัวกลับไปยังด่านทัพชิงคง แน่นอนว่าบทลงโทษดังกล่าวมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยของเหล่าทหารนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งเป็นแผนระยะยาว เป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาความสมบูรณ์และประสิทธิภาพในการรบของทหารที่ฐานทัพหน้าไว้
หลังจากต่อสู้มาครึ่งปี พวกเขาก็จะได้พักผ่อนในอีกครึ่งปีถัดไป เป็นการรักษาสมดุล
ตามคำสั่งของหยางไค่ สมาชิกหน่วยรุ่งอรุณเริ่มใช้กฎเกณฑ์เคลื่อนย้ายจักรวาลเพื่อกลับไป ในท้ายที่สุด เหลือเพียงหยางไค่คนเดียวที่ยังคงอยู่ เขานำเรือรบแสงอรุณเก็บเข้าไปในจักรวาลน้อยของตน หลังจากนั้นร่างของเขาก็พลันวูบไหวและหายตัวไป
กลับมาที่ฐานทัพหน้า บริเวณที่ตั้งของค่ายกลจักรวาล สมาชิกหน่วยรุ่งอรุณปรากฏกายขึ้นทีละคน ทันทีที่ปรากฏตัว พวกเขาก็เคลื่อนตัวหลีกทางอย่างชำนาญเพื่อไม่ให้รบกวนการเคลื่อนย้ายของผู้อื่นที่กำลังกลับมาเช่นกัน
“ไปพักผ่อนและบำเพ็ญเพียรกันเถอะ อีกครึ่งปีเราจะมารวมตัวกันอีกครั้ง” หยางไค่สั่งการและฝูงชนก็แยกย้ายกันไปทันที
จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังหอแต้มบำเหน็จศึก แต้มบำเหน็จศึกที่ได้จากการล่ามาตลอดครึ่งปีต้องได้รับการลงทะเบียน และเรือรบแสงอรุณก็ได้รับความเสียหายบางส่วน จึงจำเป็นต้องส่งไปยังหอหลอมยุทโธปกรณ์เพื่อซ่อมแซม
ณ จุดนี้ หยางไค่คุ้นเคยกับเส้นทางนี้เป็นอย่างดี เป็นเวลาสิบปีแล้วที่กองทัพสำรวจได้จัดตั้งฐานทัพหน้าแห่งนี้ และทุกครั้งที่เขากลับมาจากการล่า ในฐานะหัวหน้าหน่วยรุ่งอรุณ เขาต้องทำหน้าที่เหล่านี้ให้ลุล่วง
เมื่อมาถึงหอแต้มบำเหน็จศึกก่อน การลงทะเบียนผลงานทางทหารจะถูกบันทึกโดยปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับห้า ตำแหน่งเช่นนี้ไม่ต้องต่อสู้กับตระกูลหมึกทมิฬโดยตรง จึงมักถูกเติมเต็มโดยผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับต่ำที่สุด
การลงทะเบียนแต้มบำเหน็จศึกนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น สิ่งที่หยางไค่ต้องทำก็เพียงแค่แสดงหลักฐานการสังหารเท่านั้น
ถัดไป หยางไค่ไปยังหอหลอมยุทโธปกรณ์และส่งมอบเรือรบแสงอรุณ หลังจากนั้น เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเรือของตนอีกต่อไป เขาเพียงแค่ต้องมารับมันหลังจากผ่านไปครึ่งปี เมื่อหน่วยรุ่งอรุณจะออกไปล่าครั้งต่อไป
หอหลอมยุทโธปกรณ์กลายเป็นสถานที่ที่พลุกพล่านที่สุดในฐานทัพหน้าทั้งหมดในตอนนี้ ทว่าก็ช่วยไม่ได้ หน่วยรบต่างๆ ทยอยกันออกไปล่าศัตรู และกลับมาพร้อมกับเรือรบที่เสียหายซึ่งต้องการการซ่อมแซม เนื่องจากมีนักหลอมศาสตราจำนวนจำกัด หอหลอมยุทโธปกรณ์จึงยุ่งอยู่เสมอ
ในอดีต เมื่อด่านทัพใหญ่ถูกล้อมโดยตระกูลหมึกทมิฬ เหล่านักหลอมศาสตราจะยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่หลังจากสิ้นสุดการปิดล้อม พวกเขาก็จะมีเวลาพักผ่อน ทว่านั่นเป็นเพียงอดีต นับตั้งแต่มีการจัดตั้งฐานทัพหน้า เหล่านักหลอมศาสตราก็ยุ่งตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีเวลาพักผ่อนเลย
เมื่อฐานทัพหน้าสร้างกฎเกณฑ์ จำกัด ‘การล่า’ ไว้เพียงครึ่งปีและการบำเพ็ญเพียรอย่างน้อยครึ่งปีหลังจากนั้น พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงภาระงานของนักหลอมศาสตรามากนัก
ท้ายที่สุดแล้ว ครึ่งปีนั้นแทบจะไม่เพียงพอสำหรับนักหลอมศาสตราคนหนึ่งที่จะซ่อมแซมเรือรบให้เสร็จสมบูรณ์ได้
แม้ว่าตอนนี้หยางไค่จะเป็นถึงปรมาจารย์นักหลอมศาสตรา และสามารถซ่อมแซมปัญหาง่ายๆ ของเรือรบแสงอรุณได้ แต่ความเสียหายบางส่วนนั้นอยู่ที่ค่ายกลจิตวิญญาณ และเนื่องจากเขารู้เรื่องวิถีแห่งค่ายกลจิตวิญญาณเพียงน้อยนิด เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขอให้ปรมาจารย์ค่ายกลมาซ่อมแซม ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาส่งมันไปยังหอหลอมยุทโธปกรณ์
ขณะที่เขากำลังจะเดินกลับไปยังที่พัก เขาก็ได้ยินเสียงส่งกระแสจิต
เขาหันกลับและเคลื่อนที่ไปยังทิศทางหนึ่ง
ไม่นานเขาก็มาถึงโถงใหญ่แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งผู้บัญชาการทัพบูรพา ติงเย่า กำลังพูดคุยอยู่กับปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดคนหนึ่ง หลังจากแลกเปลี่ยนคำพูดกันสั้นๆ ปรมาจารย์ระดับแปดก็หันหลังและจากไป ในขณะที่ติงเย่าหันมามองหยางไค่
หยางไค่ประสานหมัดคารวะ “คารวะท่านขุนพล!”
ติงเย่าพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้ามีภารกิจให้เจ้า”
หยางไค่ทำสีหน้าเคร่งขรึมและตอบว่า “โปรดสั่งการมาได้เลย”
“ข้าต้องการให้เจ้ากลับไปยังด่านทัพชิงคงและไปรับคนผู้หนึ่ง”
“ไปรับคน?” หยางไค่ขมวดคิ้วด้วยความฉงนและถามว่า “ไปรับผู้ใดหรือขอรับ?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เมื่อถึงเวลาเจ้าจะเข้าใจเอง”
หยางไค่รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยกับคำสั่งที่แปลกประหลาดนี้และอดไม่ได้ที่จะคัดค้าน “ท่านขุนพล ให้ผู้บัญชาการกองพลระดับแปดทำหน้าที่คุ้มกันจะไม่ดีกว่าหรือ? ข้าเป็นเพียงระดับเจ็ด ต่อให้ข้าต้องการเก็บใครไว้ในจักรวาลน้อยของข้า อย่างมากก็ทำได้แค่กับผู้ที่อยู่ระดับหกหรือต่ำกว่า ข้าจะช่วยอะไรในกรณีนี้ได้?”
ติงเย่าเหลือบมองเขา “ข้าไม่ต้องการให้เจ้าใช้จักรวาลน้อยของเจ้าเก็บคนผู้นี้ ข้าเพียงต้องการให้เจ้านำทางมาที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้อยู่ในระดับแปด ปรมาจารย์ระดับแปดคนอื่นก็ไม่สามารถเก็บพวกเขาได้เช่นกัน และจะต้องเดินทางเคียงข้างกันไป”
“ระดับแปด?” หยางไค่ประหลาดใจ “ในเมื่อเป็นบุคคลในขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปด ข้าเชื่อว่าบุคคลผู้นั้นมีพลังมากพอที่จะรับประกันความปลอดภัยของตนเองได้ เหตุใดข้าจึงต้องไปรับพวกเขามาที่นี่ด้วย?”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.