ตอนที่ 187
141 / 175
อ่าน 9 นาที
Chapter 187: Kira’s Grief & Resolve
เผยแพร่เมื่อ 27 มี.ค. 2569 03:10
Chapter 187: ความโศกเศร้าและความมุ่งมั่นของคิร่า
ลมหายใจของคิร่าสะดุด ชื่อนั้นดูเหมือนจะติดอยู่ในลำคอของเธอ เป็นสิ่งที่เธอไม่ต้องการให้มันหลุดรอดออกมา เธอพยายามกลืนน้ำลาย ลำคอของเธอขยับให้เห็นได้ชัด แต่ความโศกเศร้ากลับกำลังตะเกียกตะกายพุ่งขึ้นมา
"ช...ชื่อของเขาคือคอร์ก" เธอพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือ การควบคุมที่เธอพยายามรักษาสุดชีวิตเริ่มจะพังทลายลง "เขาเป็นเสาหลักของเผ่าเวย์น่าร์ เป็นหนึ่งในนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่า เขา... เขาคือคนที่สอนฉันให้สะกดรอยตามวิญญาณแมวป่าตัวแรก เขาเหมือนพี่ชายของคนครึ่งเผ่า ทุกคน... ทุกคนเคารพเขา"
เธอหยุดพูด ดวงตาของเธอเหม่อลอยขณะที่ความทรงจำหลั่งไหลเข้ามา เธอคงเห็นภาพเขาหัวเราะอยู่ข้างกองไฟรวม หรือกำลังสอนวิธีเหลามีดกระดูกให้เธอ หรือยืนหยัดอย่างองอาจเพื่อต้านทานการบุกรุกครั้งก่อน
วังวนความจำของโซล... หอสมุดคริสตัลแห่งใหม่ในหัวของเขา... ฉายภาพเหตุการณ์นั้นขึ้นมาใหม่อย่างชัดเจนจนน่าใจหาย นั่นคือข้อเสียของการมีความจำดี คือการอยากลืมแต่กลับทำไม่ได้ เขาเห็นแสงสีทองของหมีตัวนั้นถูกฉีกกระชาก เขาเห็นหัวใจถูกกระชากออกมาจากอก เขาเห็นรอยยิ้มที่แสนเศร้าและเข้าใจทุกอย่างนั้น
"เขาไม่ควรตาย" เธอสะอื้น คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วและร้อนรน "อย่างน้อยก็ไม่ควรเป็นแบบนั้น เขาคือ... เขาคือคอร์ก ไม่มีทางที่เขาจะตายได้หรอก" เธอมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำ "ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวเขาก็กลับมาพร้อมรอยยิ้มโง่ๆ ที่น่ารำคาญนั่นแหละ เขาชอบแกล้งเล่น นี่คงเป็นหนึ่งในมุกตลกของเขาแน่ๆ ฉันหมายถึง... เขาคือคอร์ก ไม่มีทางที่เขาจะตาย"
เธอพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อทำตัวเป็นนักรบที่อดทนตามที่เผ่าเรียกร้อง แต่ดวงตาของเธอกลับเริ่มเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา เธอพยายามกะพริบตาไล่น้ำตาและยกมือขึ้นเช็ดหน้า แต่มันก็เหมือนกับการพยายามใช้มือเปล่าหยุดเขื่อนที่กำลังแตก
น้ำตาหยดหนึ่งไหลเป็นทางผ่านคราบเลือดบนแก้ม ตามมาด้วยอีกหยด และอีกหยด จนกลายเป็นสายธาร เธอหลับตาแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดที่เป็นมนุษย์เหลือเกิน
เธอหลุดเสียงสะอื้นเล็กๆ ที่แตกสลาย ตามมาด้วยความโศกเศร้าที่พรั่งพรู เธอตัวงอลง มือทั้งสองข้างกุมท้องราวกับถูกแทง เธอพยายามอย่างหนักที่จะเป็นนักรบ เป็นคนที่มี "หัวใจดั่งหิน" แต่ความเศร้านั้นเป็นดั่งคลื่นที่ไม่ได้สนใจในยศถาบรรดาศักดิ์หรือศักดิ์ศรีใดๆ
เมื่อเห็นดังนั้น โซลสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ในอดีตชาติเขาเป็นเพียงคนที่ใช้ชีวิตผ่านหน้าจอ เขาดูโศกนาฏกรรมเพื่อ "ความบันเทิง" และมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องดราม่าเกินจริงเสมอมา แต่การได้มายืนอยู่ตรงนี้ ในป่าออร์ราธที่หนาวเหน็บ พร้อมกับกลิ่นเลือดที่ยังติดอยู่บนผิวหนัง เขาได้สัมผัสกับอารมณ์ที่โศกนาฏกรรมใดๆ ก็ไม่เคยสร้างขึ้นมาได้
เขาก้าวไปข้างหน้า สองก้าวยาวๆ เพื่อร่นระยะห่าง ก่อนที่คิร่าจะถอยหนีหรือกล่าวขอโทษอีกครั้ง โซลยื่นมือออกไปและดึงตัวเธอเข้ามากอด
เขาไม่ได้ทำด้วยความสง่างามเยี่ยงนักรัก หรือด้วยเหตุผลที่เสื่อมทราม แต่มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหวที่งุ่มง่ามและหนักแน่น
"ปลดปล่อยมันออกมา" โซลกล่าว เสียงของเขาดังก้องเบาๆ อยู่เหนือศีรษะของเธอ เขารวบตัวเธอไว้ในอ้อมแขน ปกป้องเธอจากลมหนาวบนสันเขา "ร้องไห้ออกมาเถอะ ไม่เป็นไรหรอกที่จะร้อง ไม่มีใครเห็นนอกจากฉัน ไม่มีใครจะรู้ และจะไม่มีใครพูดอะไรทั้งนั้น"
เธอตัวแข็งทื่อในทันที สัญชาตญาณนักรบของเธอกรีดร้องให้ผลักเขาออกไป ให้ชักดาบออกมา ให้รักษาระยะห่าง แต่โซลไม่ยอมปล่อย เขาโอบกอดเธอด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่ยอมลดละ แผ่นอกของเขาเป็นดั่งกำแพงความอบอุ่นที่มั่นคงท่ามกลางร่างกายที่สั่นเทาของเธอ
เธอพยายามขัดขืนอย่างอ่อนแรง แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของโซลนั้นช่างน่าหลงใหล และที่สำคัญกว่านั้น... เขารู้สึกปลอดภัย ในโลกที่เต็มไปด้วยกรามคู่และเล็บพิษ เขาเป็นสิ่งเดียวที่มั่นคงเหลืออยู่
การขัดขืนกินเวลาเพียงสามวินาทีเท่านั้น
คิร่าทิ้งตัวลงซบเขา มือของเธอขยุ้มเนื้อผ้าสีขาวส่องประกายที่เสื้อทูนิคของเขา นิ้วมือจิกเข้าไปในกล้ามเนื้อที่หนาแน่นบริเวณแผ่นหลังของเขา เธอซุกหน้าลงกับอกของเขาแล้วปล่อยเสียงกรีดร้องที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงกรีดร้อง... แต่มันเป็นเสียงโหยหวนอันน่าใจหายที่แสดงถึงการสูญเสียอย่างถึงที่สุด เป็นเสียงของหญิงสาวที่ได้เห็นวีรบุรุษของเธอถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เป็นหญิงสาวที่เหนื่อยล้ากับการต้องเข้มแข็งในโลกที่ต้องการเพียงแค่จะฆ่าเธอเท่านั้น
เธอร้องไห้ให้คอร์ก เธอร้องไห้ให้พี่น้องที่เธอได้เห็นถูกฉีกกระชากจากกัน เธอร้องไห้ให้กับความหวาดกลัวจากการบุกรุก และความจริงอันหนาวเหน็บว่าบ้านของเธอไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
โซลทำเพียงแค่กอดเธอไว้ เขาไม่ได้พูดปลอบประโลมด้วยคำสวยหรู เขาไม่ได้บอกเธอว่า "ทุกอย่างเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลที่ดี" และไม่ได้บอกว่า "เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น" เพราะเขารู้ดีว่ามันจะไม่เป็นเช่นนั้น เขาเพียงแค่นืนอยู่ตรงนั้น เป็นสมอเรือที่มั่นคงท่ามกลางป่าสีเงิน ปล่อยให้น้ำตาของเธอเปียกชุ่มเสื้อผ้าจากแดนสวรรค์ของเขา
ขณะที่เขายืนอยู่ ดวงตาสีแดงฉานมองออกไปทั่วป่าที่เงียบสงัดและเรืองแสง โซลรู้สึกถึงความมุ่งมั่นของเขาที่กลายเป็นสิ่งที่เย็นเยียบและคมกริบ
*ฉันเข้าใจแล้ว* เขาคิดขณะขบกรามแน่น *ความฝันเรื่องการเป็น "จอมราชันย์" มันไม่ใช่แค่เรื่องของฮาเร็มหรือปราสาทหิน แต่มันคือการมีอำนาจที่มากพอจะทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก*
เขานึกถึงสัตว์ป่าเกรย์บรูทที่มีกรามคู่ นึกถึงเยลโลว์สตอล์กเกอร์ที่มีเล็บพิษ
*ถ้าฉันจะเป็น "เทพเจ้า" แล้วล่ะก็* โซลสาบานในใจ กระชับอ้อมกอดคิร่าให้แน่นขึ้นอีกนิด *งั้นฉันจะเป็นเทพเจ้าประเภทที่เผาผลาญพวกปีศาจให้สิ้นซากจากป่านี้ ฉันจะสร้างโลกที่เด็กสาวอย่างเธอไม่ต้องมาสะอื้นบนอกคนแปลกหน้า เพียงเพราะวีรบุรุษของพวกเธอถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่เศษเนื้อ*
เขามองดูเนื้อผ้าส่องประกายบนทูนิคของเขา... ของขวัญจากเทพธิดาที่ถูกขับไล่ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้
"ฉันอยู่นี่แล้ว" โซลกระซิบที่เส้นผมของคิร่า
เธอไม่ได้ตอบ ร่างกายของเธอยังคงสั่นเทาจากการระเบิดอารมณ์ครั้งสุดท้าย แต่เธอก็ไม่ได้ผลักเขาออก ในป่าออร์ราธที่มืดมิดและเรืองแสง รายล้อมไปด้วยวิญญาณของนักรบนับร้อย โซลรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นสิ่งเดียวที่มั่นคงที่เหลืออยู่สำหรับเธอ
ในที่สุด เสียงสะอื้นก็เปลี่ยนเป็นเสียงหอบหายใจติดขัด คิร่าไม่ขยับตัวไปพักใหญ่ ใบหน้ายังคงซุกอยู่ที่อกของเขา ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ป่าอีกครั้ง
หลังจากเวลาผ่านไปราวกับนิรันดร์ ในที่สุดคิร่าก็ถอยห่างออกมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นดิน แต่ความตื่นตระหนกในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งที่ว่างเปล่าและเหนื่อยล้า เธอมองไปที่เสื้อทูนิคของโซลที่บัดนี้เสียหายไปด้วยเลือด ฝุ่น และความโศกเศร้าของเธอเอง
"ฉัน... ฉันทำเสื้อคุณพังหมดแล้ว" เธอพึมพำ เสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ
โซลมองลงไปที่เนื้อผ้าสีขาวส่องประกายแล้วยักไหล่ "มันก็แค่เสื้อผ้า คิร่า ฉันหาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้"
เขายื่นมือไปเช็ดคราบฝุ่นออกจากแก้มของเธอ สัมผัสของเขานุ่มนวลอย่างน่าประหลาดสำหรับชายผู้ที่กำลังทำตัวเข้มงวดกับเนีย เอวาร่า และไอซีเลีย
"เดินไหวไหม?"
คิร่าสูดหายใจสั่นๆ แล้วพยักหน้า เธอเอื้อมมือไปจับดาบกระดูกเพื่อเช็กให้มั่นใจว่ามันยังอยู่ดี พลังของ "นักรบ" ค่อยๆ กลับคืนสู่ท่าทางของเธอ แม้ว่าบัดนี้จะเจือปนไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งและโศกเศร้า เธไม่ได้จับมือเขา แต่เลือกที่จะพยุงตัวเองขึ้นด้วยพลังของเธอเอง
"ไหว เผ่าของฉันอยู่ไม่ไกล เราต้องไปถึงแนวเขตก่อนที่พวกสตอล์กเกอร์จะได้กลิ่นเรา"
เธอมองมาที่เขา ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงฉานของเขา มีบางอย่างเปลี่ยนไปในสายตาที่เธอมองเขา... ความระแวงยังคงอยู่ แต่มันถูกฝังอยู่ใต้ชั้นของหนี้บุญคุณอันลึกซึ้งและเงียบงัน
"ขอบคุณนะ โซล สำหรับ... ทุกอย่าง"
เธอมองย้อนกลับไปทางสันเขา และใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงอีกครั้ง เธอคิดถึงเหล่านักรบที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง... เหล่าพี่น้องนับร้อยที่กำลังถูกฉีกกระชากเพื่อยับยั้งไม่ให้การบุกรุกขยายตัว
"เราต้องไปกันแล้ว" คิร่ากล่าว พลางเก็บดาบแต่ยังคงเฝ้าระวังตัว "การโจมตีถูกผลักดันกลับไปโดยเหล่านักรบผู้กล้าของเผ่าเรา แต่ป่านี้ยังคงเต็มไปด้วยพวกหลงเหลือ ถ้าฝูงสตอล์กเกอร์มาเจอเราที่นี่โดยที่ขาของฉันยังไม่ชาร์จพลังเต็มที่ เราตายแน่"
"เราจะไปที่ไหนกัน?" โซลถาม
"ไปที่เผ่าของฉัน" เธอกล่าวพลางชี้ไปยังกลุ่มต้นไม้ขนาดใหญ่ในระยะไกล "ผู้อาวุโสคงอยากเจอคนที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า และเชื่อฉันเถอะ คุณเองก็อยากเจอพวกเขาเหมือนกัน และคุณไม่มีทางรอดในออร์ราธได้แม้แต่คืนเดียวหากไม่มีการคุ้มครองจากชนเผ่า"
"แต่ฟังฉันให้ดีนะ 'โซล'... ถ้าหากนั่นคือชื่อของคุณจริงๆ พวกเวย์น่าร์ไม่ต้อนรับคนแปลกหน้า ถ้าผู้อาวุโสคิดว่าคุณเป็นภัยต่อเผ่า เตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดไว้ได้เลย"
โซลหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและไพเราะ "ฉันคงผิดหวังแย่ถ้าพวกเขาต้อนรับคนแปลกหน้าอย่างง่ายดายขนาดนั้น"
เธอหันหลังและเริ่มออกวิ่งเหยาะๆ ผ่านป่าที่เต็มไปด้วยใบไม้สีเงิน การเคลื่อนไหวของเธอยังคงเปี่ยมไปด้วยความสง่างามของแมวป่า แม้ว่าจะเห็นได้ชัดว่าเธอเหนื่อยล้าเต็มที
โซลเดินตามเธอไป ในหัวของเขากำลังทำงานอย่างรวดเร็ว แม้เขาจะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ แต่เมื่อมองดูต้นไม้และผู้คนเหล่านี้ ก็ชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยู่ใกล้เผ่าโอซาริอย่างแน่นอน ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีพลังคล้ายภูตผี เผ่าพันธุ์อื่นๆ และ... บทสนทนาในใจของเขาหยุดลงเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแปลกประหลาดในสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพลังที่กระจุกตัวอยู่รอบๆ ขาของคิร่า
*ฉันต้องเรียนรู้วิธีที่พวกเขาอัญเชิญภูตเหล่านั้น* โซลคิด ความทะเยอทะยานเริ่มคุกรุ่นอยู่ในจิตใจ
พวกเขาเริ่มเดินทางผ่านป่าแฟนตาซีที่แปลกตา มอสที่เรืองแสงช่วยนำทางพวกเขา ขณะที่พวกเขาเดินลึกเข้าไป ต้นไม้ก็เริ่มหนาแน่นขึ้น เผยให้เห็นทัศนียภาพที่ทำให้โซลต้องหยุดกะทันหัน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.