Chapter 165
166 / 1173
13 min read
Chapter 165: No! Even though you had to do it, this is too much! (5)
Published Apr 8, 2026, 01:04 AM
“พวกมันยังไม่ตายรึ?”
“สวรรค์! พวกมันรอดออกมาจากที่นั่นได้อย่างไร?”
“...เดี๋ยวก่อน เช่นนั้นแล้ว... ศาสตราเทวะเล่า?”
ทันทีที่คำว่า ‘ศาสตราเทวะ’ ถูกเอ่ยขึ้น บรรยากาศโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ในตอนแรก พวกเขายังคงทึ่งและประหลาดใจที่คนจำนวนมากสามารถรอดชีวิตจากการถล่มทลายครั้งใหญ่นั้นมาได้
ทว่า...เมื่อตระหนักได้ว่าคนเหล่านั้นอาจกลับออกมาพร้อมกับศาสตราเทวะ เปลวเพลิงแห่งความละโมบก็เริ่มลุกโชนขึ้นในใจของแต่ละคน
“จะเอายังไงดี?”
“ยังจะถามอีกรึ?! ก็ต้องชิงมันมาสิ! ที่พวกเรารออยู่ที่นี่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่รึไง?”
“แต่ว่า...นั่นมันคนของบู๊ตึ๊งกับพรรคกระยาจกนะ ไม่ใช่คู่ต่อกรที่รับมือง่ายๆ”
“ดูสภาพพวกมันสิ! คิดว่าตอนนี้พวกมันอยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้หรือ?”
ความละโมบได้เข้าครอบงำจิตใจและบดบังเหตุผลจนสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำกล่าวที่ว่า ‘ยิ่งผลประโยชน์มหาศาลเท่าใด ศีลธรรมก็ยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น’
และยอดคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างกัน
แต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่มีผู้ใดมาที่นี่ด้วยเจตนาอันดีงามอยู่แล้ว เหตุผลเดียวที่พวกเขายังไม่ยอมตัดใจจากศาสตราเทวะทั้งที่ไม่สามารถเข้าสู่สุสานกระบี่ได้นั้นมีเพียงหนึ่งเดียวมิใช่หรือ?
นั่นเพราะพวกเขาเตรียมพร้อมที่จะสังหารและแย่งชิงมันมาเป็นของตน
เดิมที การสำรวจเสาะหาสมบัติล้ำค่าเช่นนี้มักจะจบลงด้วยรูปแบบเดียวกันเสมอ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่ระบุว่าผู้ที่ค้นพบก่อนคือเจ้าของ สมบัติที่ปรากฏขึ้นบนโลกหล้าล้วนต้องผ่านสมรภูมิโลหิตเพื่อตัดสินผู้ครอบครองที่แท้จริง
ประกายความละโมบฉายชัดในแววตาของเหล่าจอมยุทธ์ พวกเขาสบตากันราวกับคิดเรื่องเดียวกัน ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าล้อมกรอบปากหลุมอย่างรู้กัน ผู้คนที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากหลุมย่อมไม่ใช่เป้าหมายที่รับมือง่าย ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือการจัดการกับตัวหัวแข็งเสียก่อน
หนึ่งในผู้ที่ล้อมวงอยู่ตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“ยินดีด้วยที่รอดชีวิตกลับมาได้ ท่านนักพรตฮอซันจา ใช่หรือไม่?”
เปลือกตาของฮอซันจากระตุกเล็กน้อย
“แล้วท่านคือ?”
“ไม่จำเป็นต้องบอกชื่อข้า เพราะมันไม่สำคัญ”
หงต้ากวงที่เฝ้าดูอยู่ยิ้มออกมา
“ตานซาหง ทวนอัสนี ข้าได้ยินว่ามันอยู่แถบเจ้อเจียง แต่ดูเหมือนจะมาที่นี่ด้วยเช่นกัน”
ฮอซันจาเหลือบมองหงต้ากวง แล้วหันกลับไปจ้องตานซาหง
“ท่านคือจอมยุทธ์ตาน”
ตานซาหงขมวดคิ้ว มันไม่ต้องการให้ชื่อของตนเป็นที่รู้จักของสำนักบู๊ตึ๊ง แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ช่วยไม่ได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า หัวหน้าสาขาหงรู้จักชื่อข้าด้วย ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ข้าขอถามท่านสักเรื่องได้หรือไม่?”
“เชิญ”
“ศาสตราเทวะอยู่ที่ใด?”
ฮอซันจากล่าว
“เห็นสภาพพวกเราเช่นนี้แล้ว ท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
“หมายความว่าพวกท่านยอมทิ้งสมบัติเพื่อเอาชีวิตรอดออกมาสินะ?”
“มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เราจะหยิบฉวยสิ่งใดติดมือมาได้” ฮอซันจากล่าวอย่างหนักแน่น “และในนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่ควรค่าแก่การถูกเรียกว่า ‘ศาสตราเทวะ’ อีกแล้ว กาลเวลาสองร้อยปีทิ้งไว้เพียงเศษเหล็กผุพังและเปราะบาง ต่อให้ขุดขึ้นมาได้ มันก็ไม่ใช่อาวุธที่พวกท่านคาดหวังอย่างแน่นอน”
“หึ”
ตานซาหงขมวดคิ้ว
“น่าเสียดายจริงๆ แต่ท่านก็รู้...ยุทธภพนี้มันโหดร้าย จะให้เชื่อลมปากของผู้อื่นง่ายๆ คงไม่ได้กระมัง?”
“แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
ตานซาหงยิ้มเย้ย
“ขอให้พวกเราได้ค้นตัวเหล่านักพรต หากท่านมั่นใจในคำพูดของตนจริง เรื่องแค่นี้คงไม่มีปัญหาสินะ?”
“เจ้าสารเลว!”
“จะยอมให้พวกมันทำตามใจชอบรึ?”
คำตอบไม่ได้มาจากฮอซันจา แต่เป็นเสียงของเหล่านักพรตที่อยู่รอบกายเขา
การยอมให้ค้นตัวไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจอมยุทธ์ด้วยกันแล้ว มันไม่น่าเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะยอมปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แม้จะไม่พบสิ่งใดก็ตาม การยอมให้ใครเข้าใกล้จนถึงขั้นค้นตัวได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยื่นชีวิตของตนให้แก่ศัตรู
การยอมให้ค้นตัวในสถานการณ์นี้ไม่เหมือนการประลองฉันมิตร แต่เป็นการต่อสู้ที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง
และนั่นคือสิ่งที่ตานซาหงต้องการ
“แล้วถ้าพวกเราไม่อนุญาตเล่า?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านนักพรต ท่านต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปฏิเสธ ในสภาพที่อ่อนล้าถึงเพียงนี้ พวกท่านจะรับมือพวกเราทั้งหมดไหวหรือ?”
แววตาของตานซาหงเย็นเยียบลง
“หากไม่อยากตาย ก็ส่งทุกสิ่งที่ได้มาจากข้างในมาให้หมด แล้วข้าจะไว้ชีวิต แต่หากไม่ยอมส่งมาโดยดี พวกเจ้าจะต้องตาย แล้วข้าก็จะไปเก็บของจากศพของพวกเจ้าเอง”
“ไอ้เวรนี่อยากตายนักรึไง?!”
“...คิดให้ดี... เอ๊ะ?”
ตานซาหงเบิกตากว้างเมื่อได้ยินเสียงนั้น
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนพื้นตลอดมาพลันทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มวิ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา
‘อะไรวะนั่น??’
ตานซาหงไม่อาจเข้าใจได้ เขาเอียงคอด้วยความสับสน เหตุใดเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวจึงกล้าวิ่งเข้ามาหาดงจอมยุทธ์อย่างบ้าบิ่นถึงเพียงนี้?
และยังมีเรื่องที่แปลกประหลาดกว่านั้น
เขากำลังทำเรื่องบ้าคลั่งถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีใครเลยที่ขึ้นมาจากสุสานพร้อมกับเขาพยายามจะหยุดยั้ง
แม้แต่ฮอซันจาก็ยังเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
‘มันจะทำอะไรกันแน่?’
ในขณะที่ตานซาหงเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ร่างของเด็กหนุ่มที่วิ่งมาพลันทะยานขึ้นฟ้า ก่อนจะร่อนลงตรงหน้าตานซาหงพอดี
‘หา?’
ด้วยความตกใจ มันถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ใบหน้าของบุรุษตรงหน้ายังคงเคร่งขรึมและฉายแววความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ร่างกายยังคงเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ทว่าไออุ่นประหลาดที่แผ่ออกมาจากกายกลับดูขัดแย้งกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด ขัดใจ และฉุนเฉียวอย่างสิ้นเชิง
“เจ้า...”
“อะไรนะ? ถ้าไม่อยากตาย แล้วจะให้ทำอะไรนะ?”
“ฮะ... ฮ่าฮ่า เจ้าศิษย์น้อย นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่เจ้าจะเข้ามายุ่งเกี่...”
ผลัวะ!
ในชั่วพริบตา สติของตานซาหงพลันดับวูบ และโลกทั้งใบของเขาก็กลายเป็นสีดำสนิท
และเมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือท้องฟ้าสีคราม
‘ท้องฟ้า?’
‘ทำไมข้าถึงมองเห็นท้องฟ้า?’
ในวินาทีนั้นเอง
“อ๊ากกกกกกกก!”
ความเจ็บปวดแสนสาหัสในบริเวณที่บุรุษมิควรถูกโจมตีโดยเด็ดขาดพลันแล่นปราดเข้าจู่โจม ความเจ็บปวดที่ทำให้ชายชาตินักรบต้องหลั่งน้ำตา
“อั่ก! อ๊ากกกกก! อ๊ากกกกกกกก!”
ตานซาหงร่วงลงกระแทกพื้นและชักดิ้นชักงอไปมา แล้วเขาก็พลันตระหนักได้
ไอ้เด็กนั่น... ไม่สิ ไอ้บ้านั่น... มันเตะเข้าที่หว่างขาของเขาจนตัวลอยขึ้นฟ้า!
ตุ้บ!
ร่างที่เคยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าบัดนี้ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น สิ่งเดียวที่แตกต่างคือบุรุษที่เคยยืนผงาดอย่างองอาจ บัดนี้กลับนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดบนพื้นดิน
“อ้อ จริงสิ? พวกเจ้าอยากได้ศาสตราเทวะใช่ไหม?”
'ไม่! ของพรรค์นั้นตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว! พาข้าไปหาหมอที! ข้าว่าไข่ข้าคงแตกไปแล้ว...'
พรึ่บ!
ชองมยองกระชากคอเสื้อของชายผู้นั้นขึ้นมา
“ในเมื่ออยากได้ศาสตราเทวะนัก ก็ควรจะได้สมใจ! มันอยู่ข้างล่างนั่น เจ้าลงไปหามันเองก็แล้วกัน”
“เอ๊ะ?”
ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก็โยนร่างนั้นลงไปในหลุมทันที
“อ๊ากกกกก!”
ร่างของตานซาหงปลิวละลิ่วผ่านอากาศ ก่อนจะร่วงดิ่งลงไปในหลุมที่ชองมยองและคนอื่นๆ เพิ่งปีนขึ้นมา
เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังดังแว่วมา ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด
เอื้อก
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
และชองมยองก็หันมามองพวกเขาแล้วเอ่ยถาม
“ใครอยากได้ศาสตราเทวะอีก?”
ในเวลาเดียวกัน
เคร้ง! เคร้ง!
เหล่าจอมยุทธ์ที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างชักอาวุธของตนออกมาพร้อมกัน
แต่บางคนที่ขวัญกระเจิงไปกับภาพที่ได้เห็นเมื่อครู่ ก็ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับชองมยองและเริ่มถอยห่างออกไป
และฮอซันจาก็กล่าวขึ้น
“ข้าขอเอาชื่อเสียงของบู๊ตึ๊งเป็นประกัน”
“…”
“พวกเราไม่ได้นำสิ่งใดออกมาด้วย และข้างล่างนั่น...ไม่มีศาสตราเทวะที่พวกท่านคิดอยู่เลย มีเพียงของที่ดูคล้ายคลึง แต่ข้าไม่คิดว่ามันจะรอดพ้นจากการถล่มมาได้ ป่านนี้คงแหลกละเอียดไปแล้ว ข้ามั่นใจว่ายังมีบางคนที่อยากได้อาวุธและอาจจะขุดหามันที่นี่ อาจจะใช้เวลาเป็นปีๆ แต่ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะเจออะไรบางอย่าง”
ทุกคนต่างกลั้นหายใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงอันเย็นเยียบนั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ เมื่อผู้อาวุโสแห่งสำนักบู๊ตึ๊งถึงกับเอาชื่อเสียงมาเป็นเดิมพัน
“จะ-จะให้พวกเราเชื่อได้อย่างไร?”
“หมายความว่าท่านจะไม่เชื่อคำพูดของบู๊ตึ๊งงั้นรึ?”
ทุกคนเงียบกริบ
หากเป็นก่อนหน้านี้ พวกเขาคงไม่ใส่ใจคำพูดเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
“ดังที่ท่านเห็นสภาพของพวกเราในตอนนี้ ไม่มีที่ใดให้ซุกซ่อนของเช่นนั้นได้ หรืออยากจะให้พวกเราถอดผ้าคลุมออกให้ดู?”
เหล่าผู้ที่เริ่มได้สติกลับคืนมาในที่สุดก็เห็นด้วย
ศาสตราเทวะ...
ไม่ว่ามันจะเป็นกระบี่หรือทวน... มันคือสิ่งใดก็ตามที่มีรูปลักษณ์เป็นอาวุธ แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเพ่งมองเพียงใด ก็ไม่เห็นวี่แววของอาวุธใดๆ เลย
สำนักบู๊ตึ๊งซึ่งน่าจะได้มันมาเป็นกลุ่มแรก บัดนี้ก็ยังคงถือกระบี่ประจำตัวของตนอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น...
“ใครอยากจะตรวจค้นอีกบ้าง? ห๊ะ! ข้าเป็นคนไม่ค่อยมีเวลา รีบๆ ออกมา!”
ไอ้หนุ่มนั่นมันน่ากลัวเกินไป
พวกเขาเห็นกับตาตัวเองว่ามันโยนคนลงไปในหลุมได้อย่างไร้ปรานี แล้วใครจะกล้าต่อกรกับมันอีก?
“กลับกันเถอะ”
“เออ ข้าเหนื่อยแล้ว!”
เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่เป็นใจ พวกเขาคิดว่าการถอยออกไปจากที่นี่น่าจะเป็นประโยชน์กว่าการถูกชายผู้นั้นจับโยนลงไปในหลุม
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะสามารถต่อกรกับคนทั้งหมดที่กลับมาจากสุสานกระบี่ได้หรือไม่ แต่โอกาสที่จะพ่ายแพ้มีสูงกว่า ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ฝูงชนเริ่มถอยห่างออกไปอย่างช้าๆ ชองมยองที่มองดูอยู่กัดฟันกรอด
‘สุดท้ายแล้ว ยุทธภพก็เป็นเช่นนี้เอง’
เขาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งมานานแล้วว่าเขาไม่อาจคาดหวังสิ่งใดจากที่นี่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากคนพวกนี้มีมโนธรรมอยู่บ้าง ฮวาซานก็คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้
ชองมยองถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วกระโดดกลับลงไป
ตั่ก!
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าศิษย์พี่แห่งฮวาซาน แล้วมองไปยังฮอซันจา
แม้ว่าพวกเขาจะผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกัน แต่ในแววตาของทั้งสองฝ่ายกลับไม่มีความขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่เลย
ชองมยองไม่จำเป็นต้องเก็บความแค้นต่อสำนักบู๊ตึ๊ง และฮอซันจาก็รอดชีวิตมาได้เพราะชองมยอง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะต้องถือสาหาความเช่นกัน
“ศิษย์น้อย”
“ขอรับ”
“ขอบคุณ”
ฮอซันจากล่าว
“ขอบคุณเจ้าที่ช่วยให้ข้ารอดชีวิต”
“อืม ท่านก็ทำได้ดีเช่นกัน”
ชองมยองเหลือบมองลงไปเบื้องล่างแล้วถอนหายใจลึกๆ
‘พวกเขาทำงานหนักที่สุด แต่กลับไม่ได้อะไรเลย’
ฮอซันจาเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าขมขื่นราวกับคิดเรื่องเดียวกัน
“พวกเราจะกลับบู๊ตึ๊ง เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความโลภของพวกเราเอง พวกเราไม่เข้าใจสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แต่กลับไล่ตามสิ่งอื่นเพราะความละโมบ บางทีนี่อาจเป็นผลกรรมที่สาสมแล้ว”
ช่างเป็นคำพูดที่สูงส่งยิ่งนัก
“เจ้าได้พิจารณาข้อเสนอของข้าแล้วหรือยัง ศิษย์น้อย?”
“มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น ข้าคือศิษย์แห่งฮวาซาน”
และนั่นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ฮอซันจาที่มองชองมยองอยู่พยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“จริงสินะ ข้าเดาไว้แล้ว บางทีศิษย์น้อยอาจเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
“มีแต่คนเสแสร้งเช่นท่านเท่านั้นที่จะพูดเช่นนี้”
“หึหึ เสแสร้ง...เสแสร้งอย่างนั้นรึ จริงๆ เลย”
ฮอซันจาส่ายศีรษะ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“สำนักบู๊ตึ๊งจะจดจำนามของฮวาซานไว้”
“…”
“ข้าหวังว่าเราจะไม่มีวันต้องกลายเป็นศัตรูกัน”
คำพูดของเขาค่อนข้างนุ่มนวล แต่ก็แฝงไปด้วยคำเตือน ทว่าชองมยองไม่คิดจะตอบโต้ เขาเหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไรอีกแล้ว
“เช่นนั้น”
คณะของบู๊ตึ๊งเคลื่อนตัวจากไป
หลังจากนั้น ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ จากสุสานกระบี่ก็เริ่มทยอยจากไปพร้อมกับความผิดหวัง
เมื่อเทียบกับคนที่รออยู่ข้างนอกแล้ว พวกเขาคงจะทำใจกับความผิดหวังได้ง่ายกว่า เพราะพวกเขาได้เห็นกับตาแล้วว่าไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในสุสานกระบี่เลย
และสุดท้าย...
“มังกรเทวะแห่งฮวาซาน พวกเราเหนื่อยล้าเกินกว่าจะกลับลั่วหยางในวันนี้ได้ ขอให้พวกเราได้พักที่ประตูฮวายองสักคืนเถิด”
“...ถึงท่านจะเป็นขอทาน แต่นี่มันหน้าไม่อายเกินไปหน่อยรึ?”
“ถือว่าทำบุญกับพวกเราเถอะ ขืนเดินทางกลับตอนนี้ มีหวังได้ตายกลางทางแน่”
ชองมยองถอนหายใจ
พรรคกระยาจกคือผู้ที่คอยช่วยเหลือผู้อื่นในยามคับขัน การขุดทางขึ้นมานั้นยากลำบากยิ่ง แต่พวกเขาก็ทำ และความพยายามของพวกเขาก็เป็นรองเพียงบู๊ตึ๊งและชองมยองเท่านั้น
“เจ้าประตูอยู่ที่นั่น ไปถามเขาเองสิ”
ชองมยองชี้ไปที่วีลีซาน ซึ่งอีกฝ่ายก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใครเล่าจะปฏิเสธคนของพรรคกระยาจกได้ ไปกันเถอะ พวกเราจะเลี้ยงสุราอาหารท่านเอง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองชีวิตใหม่”
“โอ้! ขอบคุณท่านเจ้าประตู!”
สมาชิกพรรคกระยาจกทุกคนยิ้มกว้าง
ชองมยองถอนหายใจแผ่วเบาแล้วหันไปมองเหล่าศิษย์พี่ของตน
แพคชอนเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าผิดหวัง
“สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย”
“ทั้งหมดเป็นเพราะไอ้เวรนั่นคนเดียว”
ฮวาซาน บู๊ตึ๊ง หรือแม้แต่พรรคกระยาจก...
พวกเขาทั้งหมดล้วนตกหลุมพรางของโอสถเทวะที่ตายไปเมื่อสองร้อยปีก่อน
“ค่อก”
ชองมยองเกาหัวอย่างแรง
‘ข้าจะบ้าตายอยู่แล้ว!’
หากชายผู้นั้นปรากฏตัวต่อหน้าเขาตอนนี้ เขามีความคิดที่จะซ้อมมันสามวันสามคืนไม่หยุด แต่โอสถเทวะได้ตายไปแล้ว และไม่มีที่ใดให้เขาระบายความโกรธนี้ได้
ชองมยองสงบสติอารมณ์ลงแล้วพูดอย่างท้อแท้
“...ไปกันเถอะ”
“อืม”
“เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ข้ากำลังหงุดหงิดสุดๆ ไปดื่มเหล้ากันทันทีเลย”
“ศิษย์จะดื่มเหล้ารึ?”
“แล้วท่านจะไม่ดื่มหรือ?”
“...ข้าจะดื่ม”
“ไปกันเถอะ”
ชองมยองเคลื่อนไหว และเหล่าศิษย์คนอื่นๆ ของฮวาซานก็เดินตามเขาไปพร้อมกับเสียงถอนหายใจ
พวกเขาควรจะพอใจกับความจริงที่ว่าพวกเขาได้เรียนรู้สิ่งที่ดี
และเหล่าศิษย์ฮวาซานผู้ซึ่งเข้าไปในสุสานกระบี่ด้วยความคาดหวัง ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจบการทดสอบและกลับไปมือเปล่า
พวกเขาทุกคน
แม้แต่ชองมยอง
นั่นคือสิ่งที่ทุกคนรู้สึกในวินาทีนั้น
พวกเขาไม่อาจได้อะไรกลับไปเลย
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.