Chapter 447
448 / 1173
11 min read
Chapter 447: Never Thought I Would Meet Someone Like This (2)
Published Apr 8, 2026, 01:06 AM
“อืมมม”
อิมโซบยองบรรจงปลดขนพยัคฆ์ออกจากอาภรณ์ของตนทีละชิ้น
“...หนังผืนนี้คงต้องทำใหม่เสียแล้ว”
คิ้วของเขาย่นเข้าหากันเล็กน้อยขณะทอดมองไปยังหนังเสือดาวที่คลุมเก้าอี้ของตน การสวมใส่หนักเสือดาวผืนใหญ่คุณภาพสูงบ่งบอกถึงอำนาจบารมีของจอมโจร เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากต้องใช้มัน ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร มันก็ยังคงสร้างความไม่สะดวกสบายอยู่ดี
และบัดนี้ ขนของมันก็เริ่มหลุดร่วง
“ท่านต้องการให้จัดหาผืนใหม่ที่มีลักษณะเหมาะสมมาให้หรือไม่?”
“ปล่อยมันไว้เถิด”
อิมโซบยองโบกมือปฏิเสธ
“ยังจำเป็นต้องคร่าชีวิตสัตว์ล้ำค่าเยี่ยงนั้นอีกหรือ? การงานของเราจะง่ายดายขึ้นเมื่อมีสรรพสัตว์อย่างพยัคฆ์อยู่ทั่วหุบเขา เราไม่ได้ผลิตอาหารใดๆ ทั้งยังสังหารพวกมันไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่หัวของพวกมัน... ฮี่ๆๆๆ!”
อิมโซบยองจามออกมาแล้วขยี้จมูก
“...ไม่ใช่เรื่องนี้เช่นกัน”
อิมโซบยองเงยหน้าขึ้นมองกวักมิน, พยัคฆ์ราตรีทมิฬ
“ใช่แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?”
“เหล่าครอบครัวโจรยอมรับศิษย์สำนักฮวาซานอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังเป็นมิตรอย่างยิ่ง”
“ข้าเดาไว้อยู่แล้ว”
อิมโซบยองพยักหน้า
“เพราะผู้คนย่อมเกิดความมั่นใจเมื่อได้เห็นกับตาตนเอง เจ้าหนุ่มนั่นทำได้ดีมาก”
“...ข้าขอถามบางอย่างได้หรือไม่?”
“แน่นอน”
พยัคฆ์ราตรีทมิฬเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“หากว่า...”
“เอาน่า ข้ารู้ว่าเจ้าจะถามอะไร ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น นั่นคือฝีมือที่แท้จริงของเขา”
“...”
“แล้วบอนชุงเคยฟังคำสั่งของผู้ใดด้วยหรือ?”
พยัคฆ์ราตรีทมิฬส่ายหน้า เป็นความจริงที่บอนชุงไม่ใช่คนที่จะยอมพ่ายแพ้โดยเจตนาเพียงเพราะอิมโซบยองสั่ง นี่ไม่ใช่เพราะขาดความภักดี แต่เป็นเพราะบอนชุงมีความคิดเป็นของตนเอง
แต่เมื่อคำถามหนึ่งมลายหายไป อีกคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาแทน
“แต่เขาดูไม่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยนี่ขอรับ”
“เจ้าไม่ควรตัดสินคนจากภายนอก”
อิมโซบยองแย้มยิ้มราวกับว่าเรื่องนี้ช่างน่าสนุกสนาน
“พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่าสนใจ”
บุรุษผู้นั้นหวนนึกถึงชองมยองแล้วถอนหายใจ
‘ข้าไม่เคยคาดคิดว่าคนท่าทางบอบบางถึงเพียงนั้นจะสามารถโค่นบอนชุงลงได้ในพริบตา’
มันคงพอจะเข้าใจได้หากเทพมังกรแห่งฮวาซานมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านพละกำลัง แต่ที่ถูกกล่าวขานถึงมีเพียงวิชาดาบของเขาเท่านั้น
มิใช่ว่ากันว่าเขาจะกลายเป็นเจ้ายุทธจักรกระบี่คนต่อไปหรอกหรือ?
แน่นอน การได้ใกล้ชิดกับคนเช่นนั้นเป็นเรื่องดี แต่ว่า...
ทันใดนั้น อิมโซบยองก็เอ่ยกับกวักมินที่กำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด
“แต่ว่า”
“ขอรับ?”
“บอนชุงอยู่ที่ใด? ข้าไม่เห็นเขาตั้งแต่เช้า”
“อา ที่น่าจะอยู่กับพวกฮวาซานขอรับ”
“โอ้?”
อิมโซบยองดูสนใจขึ้นมาทันที
“ข้ามั่นใจว่าความทะนงตนของเขาคงไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ข้าหวังว่าเขาจะใช้โอกาสนี้เรียนรู้วิชากระบี่ของเทพมังกรแห่งฮวาซาน”
และรอยยิ้มของเขาก็ขยายกว้างขึ้น
---
“น้ำ”
“...”
ดวงตาคู่โตเบิกโพลง
แปะ
“ถ้วยด้วย”
กร๊อบ!
เสียงกระดูกที่ถูกบิดดัดดังแว่วมาจากทางนั้น
แปะ
“ตามข้ามา”
อึก อึก
“อืมมม”
เขาพยักหน้าเล็กน้อยราวกับพึงพอใจ
“นวดไหล่ให้ข้า”
ราวกับทนต่อไปไม่ไหว บอนชุงขมวดคิ้วมุ่นอย่างล้ำลึก
สั่นสะท้าน
“อึ่ก, แค่ก!”
“...”
แบ็คชอนและกลุ่มของเขาที่เฝ้ามองอยู่ต่างคิดว่าภาพที่เห็นนั้นช่างเหลวไหลสิ้นดี
‘นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันอีก?’
ในที่สุด แบ็คชอนผู้หมดความอดทนจึงเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“...นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
ยุนจงถอนหายใจกับคำถามนั้น
“ว่ากันว่าการพ่ายแพ้ในการประลองพลังกายสำหรับลูกผู้ชายแล้วหมายถึงความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์”
“...แล้ว?”
“ข้าจะขอรับใช้ท่านในฐานะพี่ใหญ่”
เหงื่อเย็นเยียบผุดขึ้นบนหน้าผากของแบ็คชอน
“...พี่ใหญ่?”
“...ขอรับ”
“คนนั้น... กับคนนั้นน่ะหรือ?”
“ขอรับ”
แบ็คชอนมองบอนชุงราวกับว่าเขาเสียสติไปแล้ว บอนชุงคนดังกล่าว... กำลังนวดไหล่ให้ชองมยองอยู่
“...นี่มันไม่เหมือนพี่น้องแล้ว แต่เหมือนพ่อกับลูกมากกว่ากระมัง?”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ว่า...”
เขาถอนหายใจ
‘นี่มันอะไรกันแน่?’
“ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่มันสมเหตุสมผลแล้วหรือที่จอมโจรจะนับถือนักพรตเป็นพี่ใหญ่? ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้มันจะดูเข้ากันได้อย่างไรเมื่อมองจากรูปลักษณ์ภายนอก”
“ข้าก็พูดสิ่งเดียวกัน”
“แต่?”
“ลูกผู้ชายย่อมมีบางสิ่งที่เข้าใจตรงกัน”
“...”
แววตาของแบ็คชอนฉายความซับซ้อน
การได้เห็นบอนชุงที่ใช้มือข้างหนึ่งนวดไหล่ให้ชองมยอง ส่วนอีกข้างก็พัดวีให้อย่างนอบน้อม ทำให้แบ็คชอนรู้สึกปั่นป่วนในท้อง
‘เดี๋ยวนะ ปกติแล้วคนที่คอยพัดวีให้ไม่ใช่สตรีหรอกรึ?’
แนวคิดเรื่องภราดรภาพมันบิดเบี้ยวไปถึงเพียงไหนกัน?
“...ทำไมเขามีแต่สหายประเภทนี้กันนะ?”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราทุกคนรู้กันอยู่แล้วหรือ? พูดตามตรงนะ เพราะเขาสวมอาภรณ์ของนักพรตต่างหาก เขาถึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ลองจินตนาการดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาสวมใส่เสื้อผ้าปกติ”
“...”
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำพูดนั้นไม่ได้ผิดเลยแม้แต่น้อย
แม้ในขณะที่จิตใจของแบ็คชอนกำลังเน่าเปื่อย ชองมยองกลับรู้สึกสบายอารมณ์อย่างที่สุด
“ตัวก็โต แต่ทำไมเจ้าอ่อนแอปานนี้? ออกแรง! ออกแรงบีบเข้ามาอีก!”
“ขอรับ พี่ใหญ่!”
บอนชุงวางพัดลงแล้วเริ่มนวดไหล่ของชองมยองด้วยสองมือ
“หือ สดชื่นดีจริง”
ชองมยองไม่ต่างอะไรกับแมวที่นอนหงายท้องอย่างสบายใจ
“ถึงอย่างนั้น มือของเจ้าก็ใช้ได้ทีเดียว ไอ้หนู”
“...”
ดวงตาของบอนชุงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงขณะมองไปยังชองมยอง แบ็คชอนสะดุ้งเฮือก
‘เจ้าไม่ควรทำ...’
“ขอบพระคุณพี่ใหญ่ที่ชมขอรับ!”
แบ็คชอนโยนความกังวลทิ้งไป แล้วทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าอันว่างเปล่า
ข้าคาดหวังอะไรกันแน่?
---
ชองมยองยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น
“แต่มาที่นี่จะดีหรือ? ประมุขของเจ้าอาจจะผิดหวังได้นะ?”
“ในฐานะสมาชิกของกองกำลัง ความภักดีต่อกองกำลังกับการรับใช้พี่ใหญ่เป็นคนละเรื่องกันขอรับ!”
บอนชุงตัดบทแล้วกล่าวต่อ
“ข้าบอนชุงผู้นี้! ที่ผ่านมาได้พบเจอนักรบมามากมาย และไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใดที่ใช้เพียงพละกำลังล้วนๆ ข้าประทับใจในความเป็นชายชาตรีของท่านอย่างแท้จริง แล้วข้าจะไม่รับใช้ท่านพี่ได้อย่างไร?”
มันเป็นถ้อยแถลงที่จริงใจ
หากสถานการณ์ไม่เป็นเช่นนี้ และหากผู้ที่รับฟังไม่ใช่คนอย่างชองมยอง บางทีคนอื่นๆ อาจหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว แต่ความเป็นจริงนั้นโหดร้าย
แบ็คชอนหันกลับไปมองแบ็คซังด้วยสีหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้อย่างสิ้นเชิง
“ไม่สิ มันสมเหตุสมผลแล้วหรือที่เรื่องราวจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เพียงเพราะแพ้แค่ครั้งเดียว?”
“...ลูกผู้ชายที่แท้จริงย่อมมีบางสิ่งที่เข้าใจตรงกัน”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“มันไม่แตกต่างไปจากความคิดของเราไปหน่อยหรือ?”
พวกเขากำลังเป็นประจักษ์พยานด้วยตาตนเองว่าคนเขลาคิดกันอย่างไร
“ความภักดีที่แท้จริงนั้นอยู่เหนือสถานะทางสังคมและอายุ! จากนี้ไป ข้า บอนชุง ในฐานะผู้น้อยกว่าพี่ใหญ่ จะขอทุ่มเทสุดความสามารถ!”
เมื่อได้ยินเสียงอันดังของเขา โจกอลก็ยิ้มออกมา
“ว่ากันว่าพรรคมารส่วนใหญ่มักทำเรื่องเช่นนี้”
“หือ?”
“ใช่แล้ว หากคนสองคนทะเลาะกันแล้วเกิดเห็นพ้องต้องใจกันขึ้นมา พวกเขาก็จะกลายเป็นพี่น้องร่วมสาบาน และเมื่อจำนวนคนเพิ่มขึ้น พวกเขาก็จะแขวนป้ายประกาศตนว่าเป็นพรรคมาร”
แบ็คชอนส่ายหน้าพลางกุมขมับ
...อย่าพูดเรื่องเช่นนั้นออกมานะ
ข้ากลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง
ในระหว่างนั้น ชองมยองก็เอ่ยถาม
“แต่ข้ามีคำถาม?”
“เชิญถามได้เลยขอรับ พี่ใหญ่”
“ข้าคิดว่าประมุขป่าเขียวดูอ่อนวัยไปหน่อย? ภายนอกแล้ว เขาดูอ่อนกว่าเจ้ามาก”
“ขอรับ”
บอนชุงพยักหน้า
“เป็นเวลาไม่นานนักที่ประมุขคนปัจจุบันได้รับตำแหน่งต่อจากคนก่อน”
“หือ? เดี๋ยวนะ ตำแหน่งนี้สืบทอดทางสายเลือดหรือ?”
“โดยพื้นฐานแล้ว ป่าเขียวในตอนนี้เป็นเช่นนั้น ก่อนหน้านี้มันแตกต่างออกไป อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาร้อยกว่าปีที่กลุ่มโจรต่างๆ เติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น จนบัดนี้เรื่องเช่นนี้ก็เกิดขึ้น ผลก็คือ ตำแหน่งได้กลายเป็นสิ่งที่สืบทอดโดยตรงจากประมุขคนก่อน”
“อา อย่างนั้นรึ?”
สิทธิ์ในการสืบทอด?
แม้จะไม่เข้ากับชื่อป่าเขียว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดูเหมาะสมดีเมื่อผู้นำของพวกเขาเรียกตนเองว่าประมุข
ชองมยองพยักหน้าแล้วถาม
“แต่เจ้าดูไม่ค่อยทุกข์ร้อนกับเรื่องนั้นนะ?”
บอนชุงดูเหมือนจะไม่ชอบคำถามนั้น เขาต้องการหลีกเลี่ยงด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ แต่ชองมยองไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น
“ไม่ ตอนนี้เราเป็นพวกเดียวกันแล้ว ข้าจึงถามว่ามีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่ ข้าเป็นนักพรต ข้าย่อมรู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรและสิ่งใดจะเป็นประโยชน์”
“อา นั่นหมายความว่า...!”
เหล่าศิษย์ฮวาซานบิดเบี้ยวใบหน้า
‘อย่างไรก็ตาม เจ้าสารเลวนั่นรู้ช่องทางของมันดีจริงๆ’
‘จะเป็นนักพรตหรือจอมโจร! เลือกสักอย่างสิ!’
พวกเขามองออกว่าชองมยองพยายามจะทำอะไร แต่ดูเหมือนเหยื่อจะไม่คิดเช่นนั้น
“แน่นอน เป็นความจริงที่ท่านประมุขไม่เป็นที่ยอมรับของทุกคน แต่เนื่องจากอิทธิพลของบรรพบุรุษของท่านแข็งแกร่ง จึงไม่มีปัญหาใหญ่อะไร”
“อืม ประมุขคนก่อนยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“เขาคือผู้นำเหนือผู้นำและเป็นวีรบุรุษของทุกคน ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีไอ้สารเลวคนไหนกล้าข้ามแดนและรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของเรา! นับตั้งแต่ท่านจากไป ก็มีการต่อสู้เกิดขึ้นอยู่เสมอ”
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ บอนชุงก็กัดฟันกรอด
“หากท่านยังมีชีวิตอยู่ ป่านนี้คงได้ตัดหัวมันในการโจมตีเพียงครั้งเดียวไปแล้ว”
ชองมยองเรียบเรียงสถานการณ์
‘อย่างนั้นจางอิลโซก็อยู่ในการต่อสู้ด้วยสินะ?’
ท้ายที่สุดแล้ว พรรคหมื่นคนคงไม่พลาดโอกาสเช่นนี้
แต่...
“อืมม ข้าเข้าใจแล้ว” ชองมยองเสริมพลางลุกขึ้นยืน
“ท่านจะไปไหนหรือขอรับ?”
“ไปเจรจาให้สิ้นสุด”
และเขาก็ยิ้ม
“ในเมื่อข้าไม่ใช่โจร ข้าก็ไม่อาจอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป”
ไม่...
จริงๆ แล้วเจ้าดูเหมือนโจรมาก
---
“แค่ก...!แค่ก... เคลียร์...แค่ก! โอ้ย... แค่ก... อาการข้า... แค่กๆ!”
อิมโซบยองปิดปากและไออย่างต่อเนื่อง ชองมยองจึงเอ่ยถาม
“...โรคปอดรึ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าศิษย์แห่งฮวาซานก็ถอยหลังไปสองก้าว
“ม-ไม่ใช่”
อิมโซบยองโบกมือ
“ดังที่ข้าเคยบอก มันไม่ติดต่อ ข้าแค่ร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด”
“...ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
“ฮ่าๆ อะไรคือกำเนิด... ทำไมพวกท่านถึงยังถอยห่างออกไปอีกเล่า?”
“ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีกว่า ท่านก็รู้”
“...”
อิมโซบยอง ซึ่งหน้าผากและคิ้วของเขาดูซีดเซียวอมฟ้า ปรากฏราวกับว่าเขาอาจจะตายได้ทุกเมื่อและจะไม่มีใครรู้สึกเศร้าโศก
เขาเช็ดริมฝีปากแล้วถาม
“ท่านกำลังคิดจะจากไปแล้วหรือ?”
“ใช่ แต่ก่อนจะไป ข้าต้องการสะสางเรื่องเงินทองให้เรียบร้อย”
“เรื่องเงินทอง?”
อิมโซบยองเอียงคอ
“แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินใจหลังจากพิจารณาและมีข้อมูลมากกว่านี้หรือ? ข้าได้ยินว่ายังไม่มีการตัดสินใจด้วยซ้ำว่าจะเริ่มธุรกิจเมื่อใดและอย่างไร”
“ใช่ ถูกต้อง แต่ว่า...”
ชองมยองยิ้ม
“ข้าคิดว่ามีวิธีแก้ปัญหาสถานการณ์ได้ง่ายๆ แทนที่จะทำให้มันซับซ้อน”
“ง่ายๆ?”
อิมโซบยองจ้องมองชองมยอง
“ข้าไม่รู้ว่าศิษย์น้อยกำลังพูดถึงสิ่งใด”
“เอาน่า ท่านย่อมรู้”
อิมโซบยองขมวดคิ้ว
‘ง่ายๆ’ หมายความว่า ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขากำลังจะได้บางสิ่งมากกว่าเงินและแก้ไขปัญหาได้ในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเขาจะคิดหนักเพียงใด เขาก็ไม่สามารถคิดออกได้ว่าฮวาซานจะมอบสิ่งใดให้เขาได้
“ดูเหมือนศิษย์น้อยจะมีบางสิ่งเตรียมมา”
“ใช่ และท่านจะรักมันเมื่อได้ยิน”
“แค่ก! แค่ก! ข้าขอถามได้หรือไม่ว่ามันคืออะไร?”
“เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการใช้กองกำลังโจรของท่านและการคุ้มครองธุรกิจ...”
ชองมยองแย้มยิ้ม
“ข้าคิดว่ามันคงจะดีไม่น้อย หากได้รักษาอาการป่วยของท่านประมุข”
อิมโซบยองที่นิ่งไปครู่หนึ่ง ยิ้มออกมา
“ข้าสงสัยว่าคืออะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ศิษย์น้อย ดังที่ข้าได้กล่าวไปแล้ว โรคนี้หาใช่โรคที่สามารถรักษาให้หายได้”
“ใช่ ท่านเคยพูด”
“ข้าคือประมุขป่าเขียว ข้าได้แสวงหาทุกสิ่งแล้ว แต่โรคนี้ก็ไม่อาจรักษาได้ แม้กระทั่งหลังจากได้กินยาเม็ดที่ดีที่สุดของวัดเส้าหลินแล้วก็ตาม”
“ขอรับ”
ชองมยองพยักหน้าราวกับคาดการณ์ไว้แล้วและคิดในใจ
เป็นความคิดที่ดีแล้วที่ไม่ได้พาแฮยอนมาด้วย หากเขาได้ยินเรื่องนี้ เขาคงคลั่งไปแล้วเป็นแน่
“แล้วศิษย์น้อยจะรักษาข้าได้อย่างไร?”
“มันไม่ใช่เรื่องน่าอัศจรรย์อะไร”
“ใช่”
“แต่...”
ชองมยองยิ้ม ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
“แต่มันจะไม่แตกต่างออกไปหน่อยหรือ... หากโอสถนั้นถูกปรุงขึ้นด้วยวิธีที่แตกต่าง?”
แววตาของอิมโซบยองเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.