ตอนที่ 237
239 / 4197
อ่าน 13 นาที
Chapter 237 Outmatched
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 07:40
แม้ลิธจะไม่ใช่พวกคลักเกอร์ ทว่าสัมผัสมานาของเขานั้นเฉียบคมพอที่จะรับรู้ถึงคลื่นพลังธาตุดินที่กำลังเคลื่อนพลพล่านอยู่ใต้ฝ่าเท้า
‘บ้าจริง ต้องรีบแล้ว... มั่นใจเลยว่าเจ้าคลักเกอร์นั่นไม่ได้สละลมหายใจสุดท้ายมาเต้นระบำโชว์แน่ มันส่งสัญญาณเรียกพวกพ้องมาเสริมทัพแล้ว’ ลิธลอบสบถในใจ
หลุมศพขนาดมหึมาถูกขยายให้กว้างออกเพื่อแยกชิ้นส่วนซากศพตามคุณภาพ ที่มุมซ้ายสุดของหลุมนั้น มีรังไหมยักษ์ที่ถักทอจากใยแมงมุมปกคลุมไปด้วยไข่จำนวนมหาศาล
เนตรมานาของโซลัสเบื้องลึกมองเห็นว่าไข่เหล่านั้นแผ่รังสีแกนพลังสีส้ม ขณะที่ตัวอ่อนซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในรังไหมก้าวข้ามไปถึงแกนพลังสีเหลืองแล้ว และที่พื้นรอบๆ นั้น กลับมีเศษขนสีแดงเพลิงกระจายอยู่ทั่วไป
ลิธขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล เมื่อตระหนักว่าสิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุดได้กลายเป็นความจริง... ร่างของโปรเทคเตอร์สูญสิ้นไปแล้ว
‘ไอ้พวกคลักเกอร์สารเลว! ข้าอาจชุบชีวิตคนตายไม่ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะปล่อยให้พวกแกเสวยสุขบนความตายของเพื่อนข้า!’ ลิธกระโจนออกจากหลุม แผดเผารังไหมด้วยสายธารเพลิงจนห้องบ่มเพาะกลายเป็นกองฟืนเผาศพในชั่วพริบตา
เสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจของพวกตัวอ่อนทำให้เขารู้สึกสะใจ ลิธยังคงกระหน่ำสาดซัดเปลวเพลิง มองดูไข่เหล่านั้นเดือดพล่านจากภายในจนแรงดันมหาศาลระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ พวกตัวอ่อนคลักเกอร์พยายามเข้าขัดขวาง ทว่าในยามที่เขาไร้พันธะ ลิธเพียงแค่ตวัดสายตา คมมีดวายุหลายสิบสายก็พุ่งเข้าเชือดเฉือนพวกมันจนกลายเป็นเศษเนื้อบด
ตัวอ่อนพวกนี้มีขนาดพอๆ กับลูกบาสเกตบอล เหมือนพวกที่เขาเคยเผชิญในการสอบจำลอง พวกมันตัวเล็กเกินไปและหวาดกลัวเปลวเพลิงจนไม่อาจเป็นภัยคุกคาม เหตุผลเดียวที่พวกมันยังกล้าพุ่งเข้าหา ก็เพราะไม่บังอาจขัดคำสั่งของนางพญาอสูรได้
“ลิธ ทางขวา!” โซลัสแผดเสียงเตือน ลิธเบี่ยงกายหลบได้ทันท่วงทีในจังหวะที่จานหินมหึมาพุ่งเข้ากระแทกพื้นข้างหลุมศพ ร่างของสตรีที่มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์กระโจนลงมา พร้อมกรงเล็บแหลมคมดุจใบมีดที่หมายจะปลิดศีรษะของเขา
อสูรกายตนนี้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มันผสานความเร็วตามธรรมชาติของคลักเกอร์เข้ากับเวทมนตร์หลอมรวมธาตุลม (Air Fusion) จนกลายเป็นประกายแสงที่มองไม่ทัน
“เจ้าบังอาจทำร้ายลูกๆ ของข้าเชียวรึ?” นางขู่ฟ่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตแค้น
รูปลักษณ์ปัจจุบันของนางพญาอสูร (Brood Mother) ดูราวกับสตรีผู้มีโฉมงามสะคราญตา เส้นผมสีดำขลับยาวสยายลากพื้น นางสวมอาภรณ์ราตรีสีดำหรูหราไม่ต่างจากพวกกุลสตรีชั้นสูงที่ลิธเคยเห็นในงานสังคม
ทว่านอกจากกรงเล็บพิฆาตแล้ว ยังมีสิ่งบ่งบอกความเป็นอสูรอีกมากมาย ขาแมงมุมสี่ข้างงอกเงยออกมาจากแผ่นหลัง และนางมีดวงตาถึงแปดดวงแทนที่จะเป็นสอง สองดวงบนหน้าผาก สองดวงบนโหนกแก้ม และสองดวงสุดท้ายอยู่ที่ข้างคาง
เดชะบุญที่โซลัสเตือน ลิธจึงหลบพ้นมาได้อย่างหวุดหวิด เขาคอยตรวจสอบรอบข้างด้วยเนตรชีวิน (Life Vision) อยู่ตลอด แต่การจู่โจมด้วยจานหินที่พุ่งมาดุจจรวดนั้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย
“กองทัพของข้า!” นางแผดร้องอย่างโกรธแค้น เมื่อเห็นแผนการอันแยบยลที่จะยึดครองป่าทั้งผืนมลายหายไปในกองเถ้าถ่าน
ลิธก้าวถอยหลังพลางจับจ้องไปยังคลักเกอร์ร่างยักษ์สี่ตนที่ก้าวออกมาจากจุดที่จานหินตก แต่ละตนสูงถึงสามเมตร ขาของพวกมันหนาเตอะดุจต้นไม้ใหญ่
‘ระวังนะลิธ ทั้งสี่ตนนั้นมีแกนพลังสีฟ้าครามเข้ม (Deep Cyan)’ โซลัสเตือนเสียงเครียด
‘ดูเหมือนนางพญาตนนี้จะรู้วิธีใช้ซากศพและเหยื่อที่ยังไม่ตายมาเร่งการเติบโตของทายาทจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป องครักษ์ส่วนตัวของนางอาจวิวัฒนาการได้ภายในไม่กี่เดือน!’
ลิธไม่ได้สนใจเรื่องในอนาคตนัก ลำพังแค่ปัจจุบันเขาก็หนักหนาพอแล้ว
เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอสูรที่วิวัฒนาการจนใช้เวทมนตร์ได้ทุกธาตุ มิหนำซ้ำยังมีองครักษ์ที่ทรงพลังเพียงนี้ จากคำบอกเล่าของดรายแอด (Dryad) นางพญาน่าจะเพิ่งวิวัฒนาการได้ไม่นาน ลิธจึงประเมินต่ำไปว่านางคงมีทักษะที่จำกัด
ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่ยอมเสียเวลาเผารังไข่ให้นานขนาดนี้ แต่นี่นางกลับสามารถจำแลงกายและบ่มเพาะนักรบที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้แล้ว
นี่เป็นการต่อสู้ที่มีแต่เสียกับเสีย
‘นางแข็งแกร่งแค่ไหน โซลัส?’
‘เก่งกว่าเจ้า... แกนพลังของนางเป็นสีฟ้าอ่อน (Light Cyan) และใกล้จะกลายเป็นสีน้ำเงินเข้ม (Deep Blue) เต็มที แต่ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง... เท่าที่ข้าสังเกต แม้แกนพลังจะทรงพลัง แต่พวกมันมีปริมาณมานาที่จำกัด’
‘ข้าคิดว่าการวิวัฒนาการมันเร็วเกินไป ร่างกายพวกมันยังพัฒนาไม่ทันที่จะรองรับพลังมหาศาลขนาดนั้น หากเจ้ากดดันพวกมันให้มากพอ ร่างกายพวกมันอาจจะแหลกสลายไปเอง’
ทันใดนั้น ร่างของนางพญาก็เริ่มบิดเบี้ยวจำแลงกายอีกครั้ง อาภรณ์หรูหราเลือนหายไปใต้ผิวหนัง ท่อนล่างของนางกลายเป็นท้องแมงมุมยักษ์พร้อมขาเรียวยาวแปดข้าง ขาคู่หน้าแตกต่างจากขาคู่อื่น มันเปล่งประกายล้อแสงตะวันราวกับทำจากนิลดำ (Obsidian)
มันดูราวกับมีใครเอาท่อนบนของมนุษย์ไปปักไว้บนร่างแมงมุมโดยเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นขา ท่อนบนของนางยังคงเดิม ทว่าผิวหนังเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีเทาหม่นดุจเปลือกแข็ง นิ้วมือเรียวยาวผิดธรรมชาติสิ้นสุดด้วยกรงเล็บที่คมกริบ
“เจ้าต้องชดใช้ให้ข้า เจ้ามนุษย์!” ความเกรี้ยวกราดของนางเริ่มสงบลงเมื่อมองลิธด้วยเนตรชีวิน
“ร่างกายของเจ้าช่างวิเศษนัก! ร่างสถิตที่ยังไม่ตายย่อมดีกว่าซากศพที่เน่าหนอนพวกนั้นเป็นไหนๆ ยอมจำนนเสียเถิด แล้วข้าสัญญาว่าเจ้าจะไม่ต้องทรมาน... มากนัก”
แม้จะข่มขู่ แต่นางพญาก็ยังลังเลที่จะเปิดฉากโจมตี นางรู้ดีว่าผู้บุกรุกตนนี้แข็งแกร่งไม่เบา และนางต้องการเขาแบบเป็นๆ เพื่อมาชดเชยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ในห้องบ่มเพาะ นางสั่งให้องครักษ์สองตนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง และอีกสองตนขนาบข้าง
“ขอโทษทีนะ พอดีข้ามีแฟนแล้วน่ะ” ลิธแค่นหัวเราะเยาะ
“เจ้าทำลายร่างเพื่อนข้าแล้วยังมีหน้ามาเรียกค่าเสียหายงั้นรึ? งั้นข้าขอเสนอแบบนี้... ปล่อยข้าไป แล้วข้าจะไม่ฆ่าเจ้า” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ลึกๆ แล้วเขาอยากจะสังหารนางให้ช้าและทรมานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ยามนี้เขาถูกล้อมด้วยจำนวนที่เหนือกว่าและพลังที่ทัดเทียม
การพุ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธแค้นอย่างบ้าคลั่งคือสิ่งที่ลิธคนเก่าอาจจะทำ แต่นั่นเป็นการเสี่ยงที่ไร้ประโยชน์
‘โทสะที่ไร้จุดมุ่งหมาย ก็ไม่ต่างจากการกระทำที่ไร้สมอง ข้าสามารถทิ้งให้สคอร์ปิคอร์ (Scorpicore) มาจัดการพวกสวะนี่ทีหลังได้ ไม่จำเป็นต้องทำให้มือตัวเองเปื้อนเลือดในตอนนี้’ เขาพยายามปลอบใจตัวเอง
นางพญาตอบโต้ด้วยการกางนิ้วออก สาดซัดประกายสายฟ้าพุ่งเข้าหาลิธ เขาใช้เวทกะพริบมิติ (Blink) หลบเลี่ยงรัศมีทำลายล้างมาปรากฏตัวที่ด้านขวาของนาง ทว่านางพญารู้อยู่ก่อนแล้ว
นางใช้เนตรชีวินอยู่ตลอดเวลาแม้จะสิ้นเปลืองมานาอย่างมาก นางรู้ดีว่าหากคู่ต่อสู้ใช้เวทมิติได้ เขาอาจจะโผล่มาข้างหลังเพื่อปลิดชีพนางในคราวเดียว
นั่นคือเหตุผลที่นางสั่งให้อองครักษ์อยู่ชิดกายเพื่อบดบังทัศนวิสัย ขาคู่หน้าของนางไม่เพียงแต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า แต่มันยังคมกริบจนแทงทะลุศิลาได้
นางตวัดขาแมงมุมพุ่งไปยังจุดทางออกของเวทกะพริบมิติที่เห็นเลือนลาง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า... แม้ลิธจะยังไม่ได้เรียนรู้เวทมิติที่แท้จริง แต่เขาจำคำของคัลล่า (Kalla) ได้ขึ้นใจ เขารู้ดีว่าการกะพริบมิติต่อหน้าผู้ที่มีเนตรชีวินนั้นอันตรายเพียงใด
ในตอนที่พวกทาลอน (Talons) ลอบซุ่มโจมตีเขาระหว่างทางไปแคนเดรีย เขาชนะมาได้เพราะพวกนั้นพึ่งพาเวทมนตร์มากเกินไป ลิธจึงเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น เขาใช้เวทสลับตำแหน่ง (Switch) ควบคู่ไปกับกะพริบมิติ (Blink)
ประตูมิติทางด้านขวาเป็นเพียงการหลอกล่อที่สิ้นเปลืองมานา เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือองครักษ์ตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง เมื่อสลับตำแหน่งกันแล้ว ลิธก็มีโอกาสโจมตีที่เปิดกว้าง
เกือบจะเปิดกว้าง...
องครักษ์อีกตนที่อยู่ใกล้ๆ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดเพื่อเข้าขัดขวางคมดาบที่หมายจะทิ่มแทงหัวใจของพระแม่ของพวกมัน ลิธกุมดาบด้วยสองมือ ผสานเวทเพลิงผ่านด้ามดาบ
มนตราที่โอไรออน (Orion) สลักไว้ในดาบช่วยขยายพลังของเวทมนตร์ เปลี่ยนเปลวเพลิงสีเหลืองให้กลายเป็นพายุมรกต (Emerald Storm) ที่ห่อหุ้มร่างของลิธไว้ทั้งกาย จนเขาดูราวกับดาวหางมนุษย์ที่พุ่งทะยาน
พวกองครักษ์นั้นตัวใหญ่และแข็งแกร่งกว่าคลักเกอร์ทั่วไป แต่วิชาอาคมของพวกมันยังจำกัดอยู่เพียงธาตุน้ำและดิน มันปลดปล่อยเวทป้องกันที่เตรียมไว้ สร้างกำแพงศิลาเยือกแข็งขึ้นเบื้องหน้าลิธเพื่อหยุดยั้งการพุ่งชน
ลิธตระหนักว่าแผนการเดิมถูกสกัดไว้ได้ การพุ่งชนตรงๆ อาจทำลายกำแพงได้ แต่นั่นจะทำให้เขาตาบอดต่อสิ่งที่รออยู่เบื้องหลัง เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายทันที
ลิธวิ่งขนานไปตามแนวกำแพงด้วยความเร็วสูง ตวัดดาบเข้าหาองครักษ์ที่กำลังเปิดช่องว่าง อสูรกายตนนั้นยกขาคู่หน้าขึ้นป้องดุจโล่ พยายามผนึกพลังธาตุดินเสริมแกร่ง ทว่าลิธนั้นอยู่ใกล้และรวดเร็วเกินไป ในวินัยที่เวทมนตร์เริ่มทำปฏิกิริยากับเปลือกนอก หัวของมันก็หลุดกระเด็นไปแล้ว
ร่างขององครักษ์ถูกฟันแยกเป็นสองซีก ทั้งสองส่วนถูกกลืนกินด้วยเพลิงมรกตที่แผดเผาลงไปจนถึงพื้นปฐพี
“ไม่!” นางพญาแผดร้องเสียงหลง ไม่เพียงแต่มนุษย์ผู้นี้จะแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ แต่การเสียองครักษ์ไปหนึ่งตนถือเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของกองทัพนาง รองลงมาจากห้องบ่มเพาะเท่านั้น
ต่อให้ใช้ซากศพของอสูรหรือจอมเวทที่ทรงพลัง โอกาสที่จะเกิดเป็นองครักษ์แทนที่จะเป็นทหารธรรมดานั้นช่างน้อยนิด นางส่งเสียงขู่ฟ่อลึกในลำคอ เรียกสมุนทุกตัวให้เข้าร่วมศึกในทันที
ลิธทึ่งในอานุภาพของดาบที่ตีขึ้นด้วยเวทเลียนแบบ (Fake Magic) แต่นี่ไม่ใช่เวลามานั่งชื่นชม เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูแบบหนึ่งต่อสาม และโซลัสเตือนว่าพวกตัวอ่อนคลักเกอร์กำลังกรูเข้ามาจากทุกทิศทาง
‘เดชะบุญที่ใช้มนตราฟื้นฟู (Invigoration) ทำให้ข้ากลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนเริ่มสู้ และนอกจากเวทสลับตำแหน่งแล้ว ข้ายังไม่ได้ใช้มหาเวทเลย หากปล่อยให้พวกมันรวมพลังโจมตีพร้อมกัน ข้าจบเห่แน่’ ลิธครุ่นคิด
นางพญาและองครักษ์ที่เหลือถอยรั้งไปตั้งหลัก เมื่อผู้ร่ายมนตร์สิ้นชีพ กำแพงศิลาเยือกแข็งก็พังทลายลง เปิดช่องโหว่ในขบวนทัพของพวกมัน
“เจ้ามนุษย์สารเลว! ข้าไม่สนแล้วว่าจะจับเจ้ามาเป็นๆ ข้าจะทำให้เจ้าต้องลิ้มรสความทรมานเยี่ยงสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ!”
หากลิธไม่มีนโยบาย ‘ไม่พล่ามขณะต่อสู้’ เขาคงจะบอกนางว่านางเพิ่งพูดสิ่งที่เขาอยากจะพูดออกมาพอดี แทนที่จะต่อปากต่อคำ ลิธใช้เวทกะพริบมิติอีกครั้ง ทำให้นางพญาตกอยู่ในอาการตื่นตระหนก
“มันอยู่ข้างหลังเรา!” นางแผดเสียงเตือนเมื่อไม่เห็นประตูมิติปรากฏเบื้องหน้าหรือเบื้องบน ทั้งสี่ตนหมุนตัวกลับพร้อมกัน ปลดปล่อยมหาเวทที่ทำให้พื้นดินเบื้องหน้าบิดเบี้ยวราวกับเกิดมหันตภัยแผ่นดินไหว
ทว่า นอกจากพวกตัวอ่อนบางตัวที่มาถึงก่อนเพื่อนแล้ว พลังธรรมชาติที่พวกมันปลดปล่อยออกมากลับกระแทกเข้ากับความว่างเปล่า เพราะที่จริงแล้ว ลิธกะพริบมิติลงไปในหลุมศพ! ทางออกมิติรอดพ้นจากการตรวจจับของนางเพราะเปลวเพลิงเวทมนตร์ที่ยังคงเผาไหม้รังไหมนั้นแผ่พลังมหาศาลจนกลบกลิ่นอายมานาของเวทมิติไปเสียสิ้น
และเนื่องจากเปลวไฟเหล่านั้นมาจากมานาของลิธเอง พวกมันจึงไม่อาจทำอันตรายเขาได้
‘นางต้องกลัวจนสติแตกแน่ๆ ถึงได้ใช้เนตรชีวินไม่หยุดแบบนั้น’ โซลัสตั้งข้อสังเกต
‘หากเจ้าทำให้ขวัญเสียได้ต่อเนื่องและขัดขวางไม่ให้นางใช้มนตราฟื้นฟู นางคงยืนระยะได้ไม่นาน’
‘ใช่ แต่ข้าเองก็เหมือนกัน ข้ากะพริบมิติไปมาบ่อยๆ โดยไม่ฟื้นฟูไม่ได้ ถึงเวลาต้องใช้ไพ่ตายแล้ว’ ลิธคิดในใจ เขาไม่ได้สร้างกลุ่มเมฆเล็กๆ นั่นไว้เพื่อพรางตัวอย่างเดียว
แต่มันคือแผนสำรองในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด
ก่อนจะลงสู่พื้นดิน เขาได้ใช้เวทลมแยกประจุบวกและประจุลบออกจากกัน เปลี่ยนกลุ่มเมฆให้กลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง ในขณะที่ศัตรูกำลังระดมโจมตีพื้นดิน เขาจึงร่ายเวทลมใส่พวกมัน
เขาประจุพลังงานบวกใส่ร่างของพวกมันจนกลายเป็น ‘สายล่อฟ้ามีชีวิต’
อัสนีบาตจากธรรมชาตินั้นทรงพลังกว่าสายฟ้าเวทมนตร์หลายเท่า แต่นั่นก็ทำให้มันอันตรายยิ่งกว่า ลิธเองก็ไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อพิโรธแห่งฟ้านี้ เขาจึงต้องร่ายมนตร์ควบคุมจากที่ซ่อนอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น นางพญาก็สังเกตเห็นว่าร่างของนางและองครักษ์เริ่มเปล่งแสงสว่างวาบราวกับต้นคริสต์มาส ทว่านางกลับไม่รู้สึกถึงผลกระทบด้านลบใดๆ
“เล่ห์กลอะไรกันนี่?” นางพึมพำพลางจ้องมองฝ่ามือพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบนั้นมาในรูปแบบของเสียงกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นจากฟากฟ้า
พวกคลักเกอร์วิวัฒนาการเงยหน้ามองฟ้าด้วยความฉงน ในขณะที่นางพญาเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะตื่นตระหนกอีกครั้ง
“ไม่ ไม่ ไม่!” นางกรีดร้องพลางพยายามหาทางรอด
“ผนึกพลังธาตุดิน! สร้างโล่ศิลาคุ้มกันเราเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า ไม่อย่างนั้นเราตายกันหมดแน่!”
ลิธลอบสบถในใจกับความโชคร้ายของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลองใช้เคล็ดลับนี้ เขาจึงไม่รู้เลยว่ามันจะกินเวลานานขนาดนี้ เขาเริ่มถักทอมนตราธาตุดินหลายสาย พลางมองดูศัตรูสร้างป้อมปราการชั่วคราวอย่างจนใจ
เมื่อสายฟ้าฟาดสายแรกผ่าลงมา โล่คุ้มกันของพวกคลักเกอร์ก็ยันมันไว้ได้ กำแพงหินรับแรงปะแทกมหาศาล และกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่หลุดลอดเข้ามาก็ถูกสลายด้วยการหลอมรวมธาตุดิน (Earth Fusion)
แสงวาบทำให้นางพร่ามัว เสียงกัมปนาททำให้หูเกือบดับ และคลื่นกระแทกก็คร่าชีวิตพวกตัวอ่อนที่พยายามจะเข้ามาปกป้องนางพญาไปเป็นจำนวนมาก แต่นางพญากลับลิงโลดใจ
“สำเร็จ! เราจะรอด! แม้แต่อัสนีบาตก็ไม่อาจทำลายมนตราที่พวกเรารวมพลังกันได้!”
‘แล้วเจ้าคิดว่าข้ารออะไรอยู่ล่ะ?’ ลิธตอบโต้ในใจ
ในจังหวะที่สายฟ้าฟาดสายต่อๆ มาพุ่งลงจากนภา เขาปลดปล่อยมนตราทั้งหมดที่เตรียมไว้ในคราวเดียว เปลี่ยนป้อมปราการที่พวกมันยอมทุ่มมานาสร้างขึ้นมาให้กลายเป็นเพียงกองฝุ่นผงมลายสิ้น!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.