ตอนที่ 351
353 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 351 Abyss Part 2
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 07:52
“ท้ายสุดแต่หาได้สำคัญน้อยกว่าไม่... ความแตกต่างระหว่างนักดาบชั้นยอดกับผู้เชี่ยวชาญนั้นวัดกันที่ท่าร่างเท้า!” เทปเปอร์หาได้นำพาต่อคำพูดของลิท เขาขยับหลอกเข้าหาใบหน้าก่อนจะสืบเท้าเบี่ยงออกข้าง พุ่งแทงเข้าหาหัวไหล่ที่เปิดโล่งของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ทว่านับเป็นโชคร้ายของท่านจ่า เพราะเรื่องท่าร่างเท้านั้นเป็นสิ่งที่ลิทเรียนรู้มาตั้งแต่ครั้งยังอยู่บนโลก และมันเป็นสิ่งแรกที่เขาฝึกฝนทันทีที่ร่างกายในชาตินี้เอื้ออำนวย คมดาบของเทปเปอร์จึงแหวกได้เพียงอากาศธาตุ
ลิทเองก็ขยับเบี่ยงกายออกด้านข้างเช่นกัน ปลายดาบของเขาจ่อห่างจากขาของคู่ต่อสู้เพียงไม่กี่นิ้ว
ในใจของท่านจ่าพลันสบถด่าตัวเองที่เผลอวาดลวดลายมากเกินไปเพียงเพื่อหวังจะสร้างความประทับใจให้แก่หน่วยรบ ลิทและเทปเปอร์อยู่ในระยะที่ประชิดกันเกินไป ในระยะเช่นนี้ แม้เพียงช่องว่างเพียงเล็กน้อยก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ในพริบตา
“ในอีกห้าเดือนข้างหน้า พวกเจ้าไม่กลายเป็นนักดาบชั้นดี ก็จงเริ่มมองหางานใหม่ทำเสียเถิด” น้ำเสียงของเทปเปอร์ยังคงราบเรียบสุขุม ไม่เปิดเผยความตระหนกหรือโทสะที่คุกรุ่นอยู่ภายในออกมาแม้แต่น้อย
“ส่วนเจ้า... เจ้าหนอนแมลง! หมอบลงไปวิดพื้นสี่สิบครั้งเดี๋ยวนี้!”
***
ตลอดหลายเดือนต่อมา การฝึกฝนเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์หลากหลายชนิด และการประยุกต์ใช้เวทมนตร์จิปาถะเพื่อวัตถุประสงค์ทางยุทธวิธี
ลิทรู้จักอุปกรณ์ส่วนใหญ่อยู่แล้วขอบคุณบทเรียนการหลอมศัสตรามนตราและการปรุงยาของโซลัส อุปกรณ์เหล่านี้เปรียบได้กับปืนซุ่มยิง ระเบิดหลากชนิด และชุดสำหรับปีนเขาในรูปแบบพลังเวท
ทว่าในโลกนี้หาได้มีสิ่งที่เรียกว่ารองเท้าเหินเวหาหรือการลอยตัวอย่างอิสระ มนตราที่ส่งผลยาวนานจำเป็นต้องได้รับการควบคุมด้วยเจตจำนงของผู้ร่าย แต่ไอเทมเวทมนตร์นั้นไร้ซึ่งเจตจำนงของตนเอง พวกมันทำได้เพียงเปิดหรือปิดการทำงานของมนตราที่ถูกสถิตไว้ภายในเท่านั้น
และสิ่งที่สร้างความลำบากใจให้แก่เหล่าสหายร่วมรบของลิทมากที่สุดก็คือ ‘เวทมนตร์จิปาถะ’ ที่ดูจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เวทมนตร์ธาตุดินกลายเป็นหัวใจสำคัญในการข้ามปลักตมหรือการเดินผ่านทุ่งโคลนโดยไม่ทิ้งร่องรอย
เวทมนตร์ธาตุน้ำช่วยให้การข้ามลำน้ำเป็นไปอย่างง่ายดาย หรือในกรณีของลิทคือการเดินบนผิวน้ำ และมันยังสามารถใช้เป็นร่มล่องหนที่ช่วยปกป้องกายจากหยาดฝน หิมะ หรือลูกเห็บได้อีกด้วย
ในไม่ช้า ทักษะการต่อสู้มือเปล่าและวิชาดาบของลิทก็ถูกเหล่าครูฝึกก้าวข้ามไป เขาหาได้รู้สึกประหลาดใจหรือผิดหวังที่พบว่าตนเองยังขาดตกบกพร่อง เขาเข้าร่วมกองทัพเพื่อเรียนรู้วิธีการต่อสู้ และในที่สุดมันก็เริ่มสอนบางสิ่งที่สำคัญแก่เขา
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขาคือการฝึกซ้อมแบบทีม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไว้วางใจและการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกในหน่วย แต่มันกลับส่งผลให้ลิทยิ่งปลีกตัวห่างจากคนอื่นมากขึ้นทุกที
เขาไม่ไว้ใจพวกนั้น และพวกนั้นก็ไม่ไว้ใจเขา สำหรับพวกเขาแล้ว ลิทเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่ทอแสงเยือกเย็นและห่างไกล... เป็นตัวตนที่พวกเขาได้แต่แหงนมองแต่ไม่อาจเอื้อมถึง เขาไร้ซึ่งจุดอ่อนที่จะให้คนในหน่วยยื่นมือเข้าช่วยก้าวข้ามไปได้
เมื่อต้องแข่งขันกันระหว่างหน่วยและเขาได้รับบทบาทเป็นหน่วยสอดแนม ลิทจะกวาดล้างทีมศัตรูด้วยตัวคนเดียว แต่หากเขาถูกมอบหมายให้เป็นหน่วยระวังหลัง ต่อให้คนในหน่วยจะสร้างความผิดพลาดมหันต์เพียงใด เขาก็จะเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตกลับมา
เหล่าจ่าครูฝึกเริ่มมองว่าเขาเป็นภัยพิบัติมากกว่าอสุรกาย เขาคือหลักฐานที่มีชีวิตซึ่งบ่งบอกว่าทุกสิ่งที่พร่ำสอนแก่เหล่านักเรียนทหารนั้นคือเรื่องหลอกลวง... การทำงานเป็นทีม ความเชื่อใจ และความพยายามนั้นไร้ค่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีพลังเหนือชั้นอย่างท่วมท้น
‘เนตรชีวิต’ (Life Vision) ช่วยให้เขามองเห็นศัตรูไม่ว่าพวกนั้นจะซ่อนตัวได้เก่งกาจเพียงใด คทาเวทและเวทมนตร์จิปาถะเพียงพอแล้วที่จะปลิดชีพศัตรูจากระยะไกลก่อนที่พวกนั้นจะทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตตนเอง
“เขาหาได้ใส่ใจต่อหน่วยรบหรือชีวิตของเพื่อนร่วมทีมไม่” จ่าเทปเปอร์อธิบายต่อเบเรียน ผู้บัญชาการค่ายฝึกทหารใหม่
“ข้าพเจ้าคิดว่าเขาคือตัวอันตราย... บุคคลที่น่าสะพรึงกลัวและหาได้มีสิ่งใดจะมอบให้แก่ราชอาณาจักรไม่ ข้าพเจ้าขอสาบานต่อยศถาบรรดาศักดิ์ของข้าพเจ้าเลยท่าน การจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขานั้นไม่ต่างจากการจ้องมองลงไปในหุบเหวอเวจี มันว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด ความเห็นของข้าพเจ้าคือ ลิท หมายเลข 1416 ควรถูกตัดสินว่าไม่เหมาะสมต่อการรับราชการ”
เบเรียนทอดถอนใจ เขาชื่นชอบคนอย่างเทปเปอร์... ชายผู้ซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร และเทิดทูนแผ่นดินเหนือสิ่งอื่นใด ทว่าพวกเขากลับมองไม่เห็นภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้น
“แล้วเขาทำงานสำเร็จหรือไม่?” ต่างจากท่านจ่า ผู้บัญชาการมีสิทธิ์เข้าถึงแฟ้มประวัติส่วนตัวของลิท และเขาก็พึงพอใจกับมันมาก... มากเสียจนเหลือเชื่อ
“ท่านครับ มันไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลว...”
“จริงหรือ?” เบเรียนเอ่ยขัดทันควัน เขาบีบสันจมูก พยายามยับยั้งอาการปวดเศียรเวียนเกล้าที่มักจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีใครบางคนพ่นเรื่องไร้สาระที่หนักหนาเกินกว่าจะทนยิ้มรับได้
“เช่นนั้น หากวันพรุ่งนี้เชื้อพระวงศ์ตกอยู่ในอันตราย มันจะไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลวอย่างนั้นหรือ? หากเราพบกบดานของบาลกอร์ มันจะไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลวหรืออย่างไร? เจ้าเสียสติไปแล้วหรือท่านจ่า? ข้าถามคำถามเจ้าไปแล้ว เขาทำงานได้สำเร็จหรือไม่!”
ผู้บัญชาการหาได้ลุกขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว หรือแม้แต่ตะเบ็งเสียงลั่น เขาเพียงแต่จ้องมองเทปเปอร์เหมือนมองเด็กโง่เขลาที่ถามคำถามมากเกินความจำเป็น
“สำเร็จครับ...” ท่านจ่าตอบรับพลางกลืนศักดิ์ศรีลงคอ
“ถ้าเช่นนั้น การสนทนานี้ถือเป็นอันสิ้นสุด ตราบใดที่เขายังไม่แสดงท่าทีรุนแรงหรือต่อต้านราชอาณาจักร ข้าก็ไม่เห็นเหตุผลใดที่จะปลดเขาออก ข้าตั้งตารอที่จะได้เห็นผลงานของเขาในระหว่างการทดสอบภาคสนามจริงๆ”
***
ลีไกน บิดาแห่งมวลมังกรและผู้พิทักษ์เขตแดนแห่งจักรวรรดิกอร์กอนเองก็กำลังเผชิญกับปัญหาของตนเช่นกัน นับตั้งแต่ที่พวกเขาค้นพบและทำลายห้องทดลองของ ‘นายท่าน’ (The Master) ภายใต้ทะเลทรายโลหิต ทั้งสามมหาอำนาจต่างก็รอดพ้นจากภัยคุกคามของเหล่าอสุรกายมาได้ชั่วระยะหนึ่ง
ทว่าลีไกนหาเคยประมาทเลินเล่อต่อตัวนายท่านไม่ แม้แต่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาที่อีกฝ่ายเงหายไปก็ตาม
‘เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกมันกำลังเลียแผลใจ หรือเพียงแค่ย้ายถิ่นฐานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สิ่งเดียวที่ข้าทำได้คือการเบิกตาให้กว้างและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด’ ลีไกนขบคิด
‘ด้วยความช่วยเหลือของข้า ไทริสใกล้จะสร้างแกนพลังงานที่สูญหายไปทั้งสองแกนเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อนั้นอาณาจักรกริฟฟอนจะได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง และนางจะทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้ ด้วยการสนับสนุนจากนาง งานวิจัยของข้าจะผลิดอกออกผลอย่างหาที่สุดมิได้’
‘ส่วนซาลาร์ก ในตอนแรกข้ายังกังขาในการตัดสินใจของนาง แต่ข้าต้องยอมรับว่าการรักษาชีวิตของบาลกอร์เอาไว้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ความเชี่ยวชาญของเขาในการรับมือกับเหล่าอสุรกายทำให้เขาเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมในงานของข้า’
‘ตอนนี้คำถามเดียวของข้าคือ... เหตุใดนายท่านถึงกลับมาในเวลานี้? เป็นเพราะพวกมันสร้างห้องทดลองแห่งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว หรือเพราะพวกมันไม่เกรงกลัวพวกเราอีกต่อไป? กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบ’
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้” มิเลีย จักรพรรดินีมนตราแห่งจักรวรรดิกอร์กอนและศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของลีไกนเอ่ยขึ้นด้วยความปิติ
“ท่านไม่ได้พาข้าไปยังไวท์กริฟฟอนเพียงเพื่อจะแสดงให้ข้าเห็นไอเทมทาส หรือพวกอสุรกายลูกผสมนั่นหรอก แต่ท่านต้องการให้ข้าได้เห็น ‘สถาบัน’ ผ่านสายตาของท่านต่างหาก!”
“เรื่องหนึ่งหาได้ตัดอีกเรื่องหนึ่งทิ้งไปไม่ นังหนู” ลีไกนเผยยิ้มกว้าง
“ผู้ที่ไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต ย่อมถูกพิพากษาให้ก้าวซ้ำรอยเดิม ข้าพาเจ้าไปที่นั่นด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เจ้าพูดถูก... สถาบันเวทมนตร์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าอาณาจักรแห่งนั้นบรรลุซึ่งสันติภาพที่ยาวนานเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ต้องใช้เวลานานเท่าใดเราจึงจะสร้างสถาบันแห่งแรกของเราได้สำเร็จ?” นับตั้งแต่วันนั้น มิเลียได้ใช้แม้กระทั่งทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อเริ่มโครงการวิจัยนี้ นางแทบไม่เชื่อเลยว่าตนเองและเหล่าบรรพบุรุษจะมืดบอดจนมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่าง ‘โรงเรียนสอนเวทมนตร์’ กับ ‘สถาบันเวทมนตร์’ มานานถึงเพียงนี้
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.