ตอนที่ 606
608 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 606 Retribution Part 1
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 08:43
“ท่านคิดว่าข้าจะเป็นอย่างไรได้เล่า!” ไทเรียนแผดเสียงก้องพร้อมกับผุดลุกขึ้นอย่างแรงจนเก้าอี้กระเด็นล้มคว่ำ
“บ้านหลังนี้ไม่ใช่ที่ของข้าอีกต่อไปแล้ว! พวกท่านกำจัดห้องของข้าทิ้งราวกับมันเป็นเพียงขยะเปียก แต่กลับเก็บห้องของลูอิธเอาไว้ให้คงเดิมทุกประการ ทุกอณูในที่แห่งนี้มันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอของมัน ทั้งแหวนของท่าน เสื้อผ้าของท่าน แม้แต่ไอ้เด็กนี่ก็ด้วย!” เขาคำรามพลางชี้นิ้วใส่พรรณนาถึงอารัน จนเด็กน้อยขวัญเสียและเริ่มสะอึกสะอื้นออกมา
“เราไม่ได้กำจัดอะไรทิ้งทั้งนั้น ห้องของแม่กับทิสต้าก็อยู่ชั้นสองเหมือนกับของเจ้านั่นแหละ บ้านหลังนี้มันผิดตรงไหน? น้องชายอย่างอารันผิดอะไร? ที่นี่คือบ้านที่แสนอบอุ่นที่เราได้มีชีวิตที่ดีร่วมกันนะลูก” เอลิน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวใจของนางบีบคั้นด้วยถ้อยคำอันเชือดเฉือนของไทเรียน
“หึ แน่นอนล่ะ ขยะมันก็ต้องถูกกวาดไปไว้ชั้นสอง เพื่อไม่ให้ระคายสายตาอันสูงส่งของฝ่าบาทลูอิธอย่างไรเล่า! ข้าจะบอกให้ว่ามันผิดตรงไหน... พวกท่านตัดข้าออกจากชีวิตจนถึงขั้นที่ข้าต้องมารู้เรื่องจากคนแปลกหน้าว่าข้ายังมีน้องชายอยู่อีกคน!”
“แม่ไม่เคยหยุดเขียนจดหมายหาเจ้าเลยนะ แต่จดหมายทุกฉบับถูกตีกลับมาเสมอ... ทางกองทัพบอกว่าไม่มีชื่อของ ไทเรียน หรือ ไทเรียน เวอร์เฮน อยู่ในสารบบ...”
“และมันจะไม่มีวันมี!” ไทเรียนตะคอกขัดจังหวะเอลิน่า
“บัดนี้ข้าคือ ไทเรียน พราวด์สตาร์! มันชัดเจนแล้วว่าตราบใดที่พวกท่านยังมีลูอิธผู้ล้ำค่าอยู่ พวกท่านก็คงไม่ต้องการลูกชายที่ล้มเหลวอย่างข้า ข้าไปเสียดีกว่า ก่อนที่จะเสียเวลาของพวกท่านไปมากกว่านี้” เขาเดินตรงไปยังประตู แต่ราซคว้าไหล่เขาไว้ทันควัน
“ลูกรัก นี่มันความบ้าบออะไรกัน? ทำไมเจ้าต้องพาดพิงถึงลูอิธตลอดเวลา? เขาไปทำอะไรให้เจ้าหนักหนา? พ่อกับแม่ไม่เคยรักรีน่าน้อยลงเลยเพียงเพราะนางไม่ใช่จอมเวท ถ้าเจ้าบอกว่าตัวเองเป็นขยะ แล้วนางล่ะคืออะไร? แล้วพวกเราล่ะเป็นอะไรในสายตาเจ้า?”
“ง่ายมาก... พวกท่านมันยิ่งกว่าขยะ และข้าก็ไม่ต้องการพวกท่านอีกต่อไป ไม่ต้องลำบากสอนเจ้าเด็กนั่นให้จำชื่อข้าหรอก ในเมื่อข้าไม่ไช่คนในครอบครัวนี้แล้ว ข้าก็ขอถูกตัดออกจากตระกูลเสียเลยจะดีกว่า หรือให้ดีกว่านั้น ข้าขอเป็นฝ่ายตัดขาดพวกท่านเอง ข้าจะได้ช่วยลดความยุ่งยากที่พวกท่านจะต้องเตะข้าออกจากบ้านอย่างไรเล่า” ทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำอันเย็นชา เขาก็พุ่งพรวดออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามอง
***
บ้านของลูอิธ, ปัจจุบัน
หลังจากที่ราซเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ลูอิธก็สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:
“ข้าเสียใจที่เรื่องมันจบลงแบบนั้น” ทว่าความเสียใจของเขามีไว้ให้พ่อกับแม่เท่านั้น มิใช่ไทเรียน สำหรับเขาแล้ว พี่ชายคนนี้คือบัวใต้น้ำที่กู่ไม่กลับมานานแล้ว
“แม่ก็เหมือนกันลูกรัก” เอลิน่าทอดถอนใจ
“อยากให้ข้าไปคุยกับเขาไหม?” ลูอิธถาม
“อย่าเลยลูก มีแต่จะทำให้เรื่องมันแย่ลงไปอีก... แต่ก็ขอบใจนะ” ราซเอ่ยด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“พ่อคิดว่าเป็นความผิดของเราส่วนหนึ่ง หลังจากเรื่องของออร์พัล เรามัวแต่ปกป้องทิสต้าจนเกินไป จนละเลยที่จะสังเกตเห็นรอยร้าวในหัวใจของไทเรียนที่สูญเสียพี่ชายไป”
“บางทีถ้าเราไม่มัวแต่พยายามลืมลูกชายที่สูญเสียไป แต่ใช้เวลากับเขาให้มากขึ้น พยายามอธิบายให้เขาเข้าใจว่าทำไมออร์พัลถึงต้องจากไป... เรื่องราวอาจจะไม่เป็นแบบนี้”
“ด้วยความเคารพนะท่านพ่อ แต่ข้าว่านั่นมันไร้สาระสิ้นดี หลังจากออร์พัลถูกตัดออกจากตระกูล ท่านทำดีที่สุดแล้ว ทุกคนก็ทำดีที่สุด รวมถึงข้าด้วย” ลูอิธแย้ง
“ทำไมเจ้าถึงพูดเช่นนั้นล่ะลูก? เจ้าเป็นพี่น้องที่สมบูรณ์แบบมาตลอดนะ” เอลิน่ากล่าว
“ไม่หรอกข้าเปล่าเลย ข้าไม่เคยชอบพี่ชายของข้า และท่านก็รู้ดี พวกเขาไม่มีทางพลาดที่จะสังเกตเห็นหรอกว่าทุกคนในครอบครัวดูดีขึ้นเพียงใดหลังจากได้รับการรักษาจากข้า และพวกเขาก็รู้ดีว่าข้าจะไม่มีวันทำให้พวกเขาแบบเดียวกัน”
“การที่ข้าบีบให้พวกท่านต้องกุมความลับที่เปิดเผยเช่นนี้ มันได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา ซึ่งยิ่งสุมไฟริษยาให้ลุกโชนขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้น การกระทำของพวกเขาก็ไม่ใช่อะไรที่พอจะให้อภัยได้ ทั้งออร์พัลและไทเรียนไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ ไทเรียนได้รับความรัก อิ่มท้อง และมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่มาตลอดชีวิต”
“ข้าอาจไม่ได้รักพวกเขา แต่ท่านกับรีน่าน่ะรัก พวกเขามีทุกอย่างที่จำเป็น แต่กลับไม่เคยรู้จักพอ ข้าไม่เคยระรานหรือข่มเหงพวกเขาด้วยการโอ้อวดพลัง ข้าต่างคนต่างอยู่และขอเพียงให้พวกเขาทำแบบเดียวกัน”
“ปัญหาของพวกเขาคือความสามารถมันไม่เคยขยับไปใกล้ความคาดหวังของตัวเองเลยแม้แต่น้อย แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี คนเดียวที่ไทเรียนห่วงก็คือตัวไทเรียนเอง”
“เขาไม่ได้ถามถึงรีน่าหรือทิสต้าเลยใช่ไหมท่านพ่อ?”
บุพการีทั้งสองได้แต่ส่ายหน้าอย่างเศร้าสร้อย
“เป็นไอ้คน... ไอ้คนที่เห็นแก่ตัวไม่เปลี่ยน” ลูอิธชะงักคำด่าพลางเหลือบมองอารัน
“ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านเป็นพ่อแม่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ใครก็ตามที่พูดเป็นอื่น ถ้าไม่โกหก ก็คงโง่เง่า หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่าง” เขาลุกขึ้นสวมกอดทั้งสองไว้แน่น หวังจะส่งผ่านความรู้สึกผ่านอ้อมกอดนี้
“เจ้าอาจจะพูดถูกลูกรัก แต่มันคือหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องดูแลลูกๆ แม้ในยามที่พวกเขาหลงทางไปไกลแสนไกลก็ตาม” ราซกล่าว
ลูอิธกลับมายังหอคอยของโซลัสเพื่ออาศัยพลังอำนาจของมันในการศึกษาค้นคว้าวิธีการที่เหล่าจอมเวทผู้เรืองนามในอดีตเคยใช้ การรังสรรค์เส้นประสาทจักษุขึ้นจากความว่างเปล่านั้นนับว่าเป็นเรื่องที่เรียบง่าย
ลูอิธเพียงแค่ต้องใช้คามิลาเป็นต้นแบบ และใช้เลือดเนื้อของซินญ่าเป็นวัตถุดิบ ความที่เป็นพี่น้องคลานตามกันมาทำให้สรีรวิทยาของทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันมากพอที่สิ่งที่ใช้ได้ผลกับคามิลาย่อมต้องใช้ได้ผลกับซินญ่าเช่นกัน
แต่ปัญหาใหญ่คือ เนื้อเยื่อและเส้นประสาทใหม่จะต้องเข้าไปแทนที่ในจุดที่มีสิ่งเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นโจทย์จึงยากเป็นสองเท่า
เขาต้องเชื่อมต่อเส้นประสาทจักษุเข้ากับทั้งดวงตาและสมองโดยไม่ให้เกิดความเสียหายแม้เพียงนิด พร้อมกับต้องหาพื้นที่ว่างให้พวกมันโดยไม่ต้องตัดอวัยวะส่วนอื่นของผู้ป่วยทิ้ง ลูอิธทดลองใช้แนวทางที่หลากหลาย เขาลงมือกับภาพโฮโลแกรมจำลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับเปิดใช้งานเวท 'สแกนเนอร์' และ 'ชิเซิล' ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง
อัตราความสำเร็จของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยการฝึกฝนและการสังเกตอย่างละเอียด ทว่าในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงการจำลอง ลูอิธไม่เคยแทรกแซงพลังชีวิตในระดับที่ลึกซึ้งถึงเพียงนี้มาก่อน เขาคอยทบทวนข้อมูลทั้งหมดที่ควิลล่าส่งมาให้ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการศึกษาพลังชีวิตของเส้นประสาทจักษุในร่างกายของเขาเอง
'บ้าจริง... ต่อให้ข้าลักพาตัวฟอลมักมาทำการทดลอง มันก็คงไร้ประโยชน์ หมอนั่นมันคนสุขภาพดี แต่ข้าต้องการร่างทดลองที่มีสภาพเหมือนกับซินญ่า' เขาครุ่นคิด
'เราได้แต่หวังว่าท่านลอร์ดวาสเตอร์จะมีไม้ตายก้นหีบ ไม่อย่างนั้นมันอาจจะดีกว่าถ้าปล่อยให้เขาเป็นคนลงมือผ่าตัด โดยมีเราคอยสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ' โซลัสเสนอแนะ
'เป็นความคิดที่ดี แต่ข้าจะรู้สึกเบาใจกว่าถ้าให้เขาเป็นคนเปิดพื้นที่ว่างสำหรับเส้นประสาทจักษุแล้วค่อยเชื่อมต่อมันเข้ากับส่วนที่เหลือ ส่วนขั้นตอนอื่นที่เหลือข้าจะจัดการเอง วาสเตอร์เป็นจอมเวทที่เก่งกาจก็จริง แต่เขาก็ยังเป็นเพียงจอมเวทจอมปลอม'
'หากมีอะไรผิดพลาด ข้าสามารถแก้ไขได้รวดเร็วและดีกว่า...' ความคิดของลูอิธถูกขัดจังหวะด้วยเครื่องรางสื่อสาร เสียงสัญญาณยาวดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ราวกับเป็นเสียงแจ้งเตือนว่า... บัดนี้เรื่องบัดซบกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว
***
เมืองไซลิต้า, เมื่อไม่กี่นาทีก่อน
ฟอลมัก ซาร์ต้า กำลังเดือดดาลด้วยโทสะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาหลายเดือน เมื่อวานนี้เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ พวกคนรับใช้สติปัญญาต่ำมักจะลนลานยามอยู่ใกล้เขาโดยไม่มีสาเหตุอยู่แล้ว ส่วนอีตัวดีอย่างวิลนาก็แค่พวกเรียกร้องความสนใจ
จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่าแม้แต่เพื่อนบ้านยังส่งสายตาแปลกๆ มาให้ ฟอลมักจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องเค้นหาความจริงเสียที และใช้เวลาไม่นานเขาก็ได้รู้เรื่องการมาเยือนครั้งที่สองของคามิลา
พวกคนรับใช้ในบ้านหวาดกลัวการตกงานมากกว่าจอมเวทขาจรเสียอีก ลูอิธจากไปแล้ว แต่พวกเขาต้องอยู่ที่นี่ ครอบครัวของพวกเขาพึ่งพารายได้จากงานนี้ และการถูกไล่ออกโดยไม่มีใบรับรองการทำงานที่ดีหมายถึงการดับสิ้นซึ่งอนาคต
“ทำไมพวกแกไม่ไล่มันไป! ลืมแล้วหรือไงว่าข้าสั่งให้แกบอกอีร่านนั่นว่าอะไร!” ใบหน้าของฟอลมักอยู่ห่างจากวิลนาเพียงไม่กี่เซนติเมตร ริมฝีปากเบ้หยันด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ขะ... ข้าอยากจะทำเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่ทว่ามีมหาจอมเวทมากับนางด้วย!”
“ใครมันจะไปสนเรื่องจอมเวท! นั่นมันคือการใช้อำนาจโดยมิชอบ แกควรจะเรียกยามมาจัดการ!” ฟอลมักชิงชังคามิลาเข้ากระดูกดำ
ไม่ใช่เพียงเพราะนังแพศยาตัวน้อยนั่นมักจะปฏิเสธเขาเสมอมา แต่ตอนนี้เมื่อนางมีคนรักใหม่ นางก็กลายเป็นหัวข้อเดียวที่คนในครอบครัวของเขาพร่ำพูดถึงไม่หยุดหย่อน!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.