ตอนที่ 20
20 / 357
อ่าน 13 นาที
Chapter 20: Childhood friends.
เผยแพร่เมื่อ 10 มี.ค. 2569 15:58
บทที่ 20: เพื่อนสมัยเด็ก
ขณะที่ผมกำลังเดินตรงไปยังคลินิกสัตวแพทย์เพื่อรับ ‘แซ็ค’ แมวสุดที่รัก ผมก็พลันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน... ผมยังรู้สึกช็อกอยู่นิดหน่อยที่พบว่าตัวเองมีภรรยาเพิ่มมาอีกสองคน แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง... ผมกลับมีความสุขมาก หมายถึงว่า... ผู้ชายคนไหนบ้างล่ะที่ไม่อยากมีฮาเร็ม?
ไวโอเล็ตนั้นน่าสนใจ ผมรักในนิสัยของเธอ และเธอก็แสดงความรักกับผมอย่างมาก และถึงแม้ผมจะเพิ่งได้รู้จักกับซาช่าเมื่อครู่ แต่ผมรู้สึกว่าเธอน่ารักจริงๆ และผมก็ชอบเวลาที่เห็นท่าทางของเธอเปลี่ยนไปตอนที่เธอรู้สึกเขินอาย
ส่วนรูบี้... ผมยังไม่ได้ติดต่อกับเธอเลยยังให้ความเห็นอะไรไม่ได้มาก แต่พอดูจากลักษณะนิสัยของเธอผ่านความทรงจำที่ได้รับมาจากซาช่า ผมคิดว่าเธอเองก็คงจะมีนิสัยที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
ผมรู้ดีว่าการมีภรรยาสามคนที่มีบุคลิกแปลกประหลาดขนาดนี้อาจเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว หลังจากนี้ผมมั่นใจเลยว่าปัญหาต่างๆ จะต้องตามมาแน่ๆ แม้ว่าผมจะไม่เกี่ยงที่จะเผชิญกับปัญหาเหล่านั้นก็ตาม...
ผมคิดถึงแววตาอันเศร้าสร้อยของซาช่าแล้วก็อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น การเห็นซาช่าในสภาพนั้นทำให้ผมโกรธมาก และในขณะเดียวกันผมก็รู้สึกสับสนกับตัวเอง ผมเพิ่งเจอเธอได้ไม่กี่นาทีแต่กลับเริ่มชอบเธอแล้วงั้นเหรอ? มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่พอผมนึกถึงรสชาติเลือดของเธอและความทรงจำที่ได้รับจากการดื่มเลือดนั้น ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกใกล้ชิดกับเธอ
ผมจำได้ว่าความรู้สึกแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นกับไวโอเล็ต ทันทีที่ผมดื่มเลือดของไวโอเล็ต ผมก็เข้าใจในทันทีว่า ‘ไวโอเล็ต’ คือใคร มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยากมาก แต่ผมคิดว่าความสัมพันธ์ของแวมไพร์นั้นทำงานต่างจากมนุษย์ พวกเขาจะแสดงออกอย่างรุนแรงกับสิ่งที่พวกเขาชอบ และไม่รังเกียจที่จะลักพาตัวคนที่รักเพื่อให้คนคนนั้นมารักตอบ... ถึงแม้ว่านี่จะเป็นทัศนคติที่น่ากังขามากก็เถอะ...
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจคือ ไวโอเล็ต ซาช่า รูบี้ และผม ต่างเชื่อมโยงกันด้วยเลือด และผมหมายถึงในความหมายที่ตรงตัวที่สุด ผมนึกถึงช่วงเวลานั้นที่ผมสามารถสัมผัสได้ถึงทุกความรู้สึกของซาช่า และยังล่วงรู้ถึงความคิดตื้นๆ ของเธอได้ชั่วขณะหนึ่ง
ซาช่าและไวโอเล็ตบอกผมว่าพิธีกรรมในการเปลี่ยนคนให้เป็นแวมไพร์นั้นทำงานอย่างไร และจากความทรงจำที่ผมดูดซับมาจากพวกเธอ ผมบอกได้เลยว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับพิธีกรรมนั้น
ไวโอเล็ตบอกว่าเลือดของผมนั้นพิเศษ... เลือดกลุ่ม RH Null เลือดที่เคยสร้างปัญหาให้ผมอย่างมาก แต่กลับให้ประโยชน์มหาศาลอย่างน่าตลกเมื่อผมกลายเป็นแวมไพร์ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ แต่ผมคิดว่าเลือดของผมมีอิทธิพลต่อพิธีกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะนอกจากเรื่องเลือดแล้ว ผมก็ไม่ใช่คนพิเศษอะไร ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่หาได้ทั่วไป... เพราะความคิดนั้น ผมจึงตัดสินใจว่าต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีกรรมที่ทำให้ผมเป็นอย่างทุกวันนี้ และมีเพียงสองเผ่าพันธุ์เท่านั้นที่รู้เรื่องพิธีกรรมนี้เป็นอย่างดี... แวมไพร์อาวุโส และพวกแม่มด...
พวกแม่มดดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ด้วย ผมมั่นใจว่าด้วยนิสัยละโมบของพวกนาง คงจะเรียกร้องสิ่งของที่มีค่าจากผมแน่ ดังนั้นผมคิดว่าผมคงต้องไปถามพวกแวมไพร์อาวุโสแทน
"ว่าไง วิกเตอร์" ผมได้ยินเสียงใครบางคนเรียก แต่ผมก็เพิกเฉยและก้าวเดินต่อไปขณะที่ยังจมอยู่ในห้วงความคิด
ผมเริ่มจะชินกับการที่มีคนมองมาที่ผมแล้วกระซิบกระซาบกันประมาณว่า เฮ้ ผิวเขาไม่ซีดเกินไปหน่อยเหรอ? เขาเป็นคนต่างชาติหรือเปล่า? เขาหล่อมากเลยนะ ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นก็สวยจัง
บอกตามตรง คำชมพวกนี้ช่วยเสริมอีโก้ของผมได้นิดหน่อย เพราะที่ผ่านมาผมไม่เคยได้รับคำชมแบบนี้จากคนอื่นเลย ส่วนคำชมจากแม่นั้นไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ เพราะสำหรับแม่แล้ว ลูกตัวเองย่อมดูดีเสมอไม่ว่าจะเกิดมาหน้าตาแบบไหนก็ตาม... แม้ว่าผมจะรู้สึกดีเวลาแม่ชมก็เถอะ เพราะท่านเป็นคนซื่อตรงมาก ถ้าท่านคิดว่าผมดูดี ท่านก็จะบอกว่าดูดี แต่ถ้าคิดว่าผมขี้เหร่ ท่านก็จะบอกว่าขี้เหร่อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม
บางครั้งในอดีต ผมก็เคยได้รับดาเมจจากคำพูดอันตรงไปตรงมาของแม่ ผมจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่งผมใส่เสื้อสีเขียวตัวสั้นกับกางเกงหลากสีแล้วไปถามแม่ว่าดูดีไหม และเหมือนเคย ท่านตอบอย่างจริงใจว่า "แกดูเหมือนตัวตลกที่หลุดออกมาจากคณะละครสัตว์แล้วหยิบกางเกงเครื่องแบบมาใส่แค่ตัวเดียวเลย..."
เฮ้อ แค่นึกถึงผมยังรู้สึกเจ็บปวดไม่หาย...
"วิกเตอร์!!" ผมได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนใส่หูเสียงดังลั่น และด้วยประสาทสัมผัสแวมไพร์ที่ได้รับมาใหม่ มันเหมือนกับมีคนเอาลำโพงมาจ่อที่หูแล้วเร่งเสียงจนสุดก่อนจะตะโกนชื่อผมออกมา
ผมรีบยกมือขึ้นกุมหูแล้วหันไปมองคนที่ทำแบบนั้นด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
พอเห็นว่าชายที่ทำแบบนี้กับผมคือเพื่อนสมัยเด็ก ผมก็แทบจะคำรามออกมา "ไอ้เวรนี่! แกทำแบบนั้นทำไมวะ!?"
"โธ่เพื่อน ฉันเรียกแกมาตั้ง 10 นาทีแล้วแต่แกไม่ยอมตอบเลย! นี่แกล้งเมินกันเหรอ?" เขาถามพร้อมรอยยิ้มละไมตามฉบับของเขา
เขาคือชายหนุ่มผมสีบลอนด์ตั้งชัน ดวงตาสีเขียวดั่งมรกต ใบหน้ารูปตัววีที่ดูไม่สมมาตรพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน และร่างกายที่กำยำจากการเล่นกีฬา เขาเป็นคนตัวสูงมาก โดยมีความสูงถึง 185 เซนติเมตร
เขาคือ แอนดรูว์ วอลเตอร์ เพื่อนสมัยเด็กของผม ไม่ได้เจอไอ้หมอนี่นานแล้วนะเนี่ย ไม่ใช่ว่าเขาไปเที่ยวกับแม่หรืออะไรสักอย่างหรอกเหรอ? พอนึกถึงรูปร่างหน้าตาของแม่แอนดรูว์ ผมก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวแรงๆ หลายครั้งเพื่อสลัดความคิดนั้นออกไป
อย่าคิดกับแม่เพื่อนแบบนั้น! อย่าทำลายกฎเหล็กของลูกผู้ชาย!
กฎเหล็กของลูกผู้ชายคือสิ่งที่เพื่อนๆ และผมร่วมกันสร้างขึ้น กฎง่ายๆ คือ ห้ามเดทกับแฟนเก่าเพื่อน ห้ามเดทกับแม่หรือพี่สาวน้องสาวของเพื่อน และที่สำคัญที่สุด ห้ามเดทกับแฟนปัจจุบันของเพื่อน
ทำไมเราถึงสร้างกฎนี้ขึ้นมาน่ะเหรอ? ก็เพราะผมรู้ดีว่าแม่ของผมสวยมาก ผมรู้ว่าด้วยนิสัยของท่าน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะนอกใจพ่อ แต่กันไว้ดีกว่าแก้ใช่ไหมล่ะ? แม่ของแอนดรูว์เองก็เป็นผู้หญิงที่สวยมาก และน้องสาวของเอ็ดเวิร์ดเพื่อนอีกคนของผมก็สวยมากเช่นกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ความเป็นเพื่อนของเราพังทลายลงเพราะเหตุผลอย่างการเดทกับแม่หรือพี่น้องเพื่อน เราจึงตั้งกฎนี้ขึ้นมา
เขาเริ่มมองผมด้วยสายตาสงสัย เขากวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง จากนั้นเขาก็พยักหน้ากับตัวเองเหมือนเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว "นี่แกไปกินยาอะไรที่พวกนักกีฬาเขาใช้กันหรือเปล่า? อืม... ชื่ออะไรนะ?" เขาเอามือแตะคางเหมือนกำลังนึก
"ยาอนาโบลลิก (สเตียรอยด์) เหรอ?" ผมตอบขณะมองเขา
"ใช่! นั่นแหละ! แกใช้ยาพวกนั้นเหรอ? เพื่อน อย่าทำแบบนั้นเลย ฉันรู้ว่าแกกังวลเรื่องรูปร่างตัวเอง แต่ยาพวกนั้นมันทำลายสุขภาพนะ! ฉันจะไปฟ้องแม่แก!" เขาพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงเหมือนเด็กที่จับได้ว่าเพื่อนทำความผิดแล้วบอกว่าจะไปฟ้องแม่
"ฉันไม่ได้ใช้โว้ย!" ผมแทบจะตะโกนใส่
"...ไม่เป็นไรหรอก แกพูดความจริงกับเพื่อนได้นะ" เขาพูดพลางตบบ่าผมด้วยสายตาที่แสดงออกว่าเข้าใจ
ไอ้หมอนี่ทำให้ผมโกรธได้จริงๆ บางครั้ง "ไม่ได้ใช้อะไรทั้งนั้น นี่มันแค่ช่วงเจริญพันธุ์เว้ย" ผมใช้ข้ออ้างเดิมกับที่ใช้บอกแม่
เขามองผมเหมือนมองไอ้โง่คนหนึ่งแล้วพูดว่า "ตอแหลชัดๆ"
แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อ... ผมเองก็รู้ว่าข้ออ้างนี้มันฟังไม่ขึ้น
"ช่วงเจริญพันธุ์บ้านไหนวะที่ทำให้คนสูงขึ้น มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แถมยังดูดีเหมือนกัปตันอเมริกาแบบนี้!"
...เออ เขาก็พูดถูกของเขานะ
"ถ้าช่วงเจริญพันธุ์ทำได้ขนาดนั้น โลกนี้ก็คงเต็มไปด้วยคนที่มีร่างกายระดับยอดมนุษย์ไปแล้ว! เลิกพล่ามไร้สาระแล้วบอกความจริงมาซะ!"
เฮ้อ... ผมพยายามหาข้ออ้างเพื่อเปลี่ยนเรื่อง ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามา "ตอนนี้ฉันมีเมียแล้ว"
เขามองผมด้วยใบหน้าช็อกสุดขีด "ฉันไม่เชื่อ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและจริงใจ
ผมทำเพียงมองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขารู้ดีว่าผมนิสัยเหมือนแม่ คือจะเป็นคนตรงไปตรงมามากกับคนใกล้ชิด การอยู่กับแม่ที่คิดอะไรก็พูดออกมาหมดตลอด 21 ปี มันย่อมมีอิทธิพลต่อตัวผมบ้างไม่มากก็น้อย
"...โกหกใช่ไหม? บอกสิว่าโกหก!?" เขามองผมด้วยสายตาอ้อนวอนขอให้มันเป็นเรื่องโกหก
"เพื่อน ฉันแต่งงานแล้วจริงๆ" ผมตอบอย่างหนักแน่น
"...ไม่เชื่อว่ะ! ก็แกไม่ได้สวมแหวนแต่งงานนี่หว่า! ผู้ชายแบบไหนกันแต่งงานแล้วไม่สวมแหวนแต่งงาน? นี่แกเริ่มนอกใจเมียแล้วเหรอ!?"
โถ่เอ๊ย ตกลงแกจะเชื่อหรือไม่เชื่อกันแน่... ผมถอนหายใจด้วยความระอา ช่างเป็นผู้ชายที่วุ่นวายจริงๆ
"เรื่องจริง ฉันแต่งงานแล้ว แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนฉันเตรียมแหวนหรืออะไรไม่ทันเลย เอาเป็นว่าไปก่อนนะ!" ผมบอกลาเขา
"ฮะ!? เดี๋ยวสิ! ฉันไปด้วย!"
ผมหยุดเดินแล้วหันไปมองเขา "แกยังไม่รู้เลยว่าฉันจะไปไหน แต่จะตามมาเนี่ยนะ? ถ้าฉันจะไปทำเรื่องผิดกฎหมายล่ะ?"
"แล้วไงล่ะ? ถ้าแกจะไปทำเรื่องผิดกฎหมาย ฉันก็จะไปกับแกด้วย มันต้องสนุกแน่เลยใช่ไหม? ฉันปล่อยให้แกไปคนเดียวไม่ได้หรอก และแน่นอนว่าพอจบเรื่องแล้ว ฉันจะไปฟ้องแม่แก"
"...." ไอ้หมอนี่เป็นเพื่อนที่ดีนะ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขามักจะเอาเรื่องผมไปฟ้องแม่ตลอดเลย... เดี๋ยวสิ...
ผมมองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ถ้าแกกล้าจีบแม่ฉัน ฉันก็จะจีบแม่แกเหมือนกัน! ได้ยินที่พูดไหม!?" ผมขู่เขา
เขามองผมด้วยสายตาเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด "เพื่อน แกก็รู้ว่าฉันเคารพแม่แกมาก แค่ตอนที่ท่านช่วยเรื่องพ่อฉันในอดีตฉันก็ซึ้งใจแล้ว แถมฉันยังจำกฎเหล็กได้แม่น ฉันไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก"
"ก็ดี" ผมคิดว่าผมพอใจกับคำตอบนี้ ผมรู้ว่าเขาไม่ทำหรอก และผมก็รู้ว่าเขาเคารพแม่ผมมาก เพราะท่านเคยเป็นทนายความให้ครอบครัวของเขาตอนที่พ่อเฮงซวยของเขาพยายามจะฟ้องแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูแอนดรูว์
"แถมฉันก็ไม่ชอบผู้หญิงที่มีสามีแล้วด้วย มันวุ่นวาย และฉันก็ไม่อยากตายเพราะลูกหลงจากฝีมือผู้ชายที่ฉันไปสวมเขาให้ด้วยสิ" เขาพูดพร้อมรอยยิ้มละไม
"แกพูดเหมือนมีประสบการณ์ตรงเลยนะ..." ผมมองเขาอย่างสงสัย
ผมเห็นรอยยิ้มของเขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพูดว่า "ฉันขอใช้สิทธิ์ในการไม่ให้การ เราอยู่ในประเทศที่มีเสรีภาพนะเพื่อน!"
"...เพื่อน แกต้องตายเข้าสักวันแน่ๆ ทางที่ดีเลิกซะเถอะ" ผมให้คำแนะนำ
"รู้แล้วน่า ฉันทำแบบนั้นตอนอายุ 20 แต่ตอนนี้เลิกแล้วหลังจากเกิดเรื่องในตอนนั้น"
‘แกเพิ่งจะ 21 เองนะเฟ้ย! อย่าพูดเหมือนมันเป็นอดีตชาติอันไกลโพ้นสิ!’ ผมค้านในใจ
"อ้อ งั้นเหรอ... แล้วเขาสวยไหมล่ะ?" ผมอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นขณะเริ่มเดินต่อไปยังคลินิกสัตว์ และผมก็สังเกตว่าเขาเริ่มเดินตามผมมาด้วย
"สวยสิ เธออายุ 32 หุ่นสะบึม ผมสีดำขลับ เธออยู่ที่นิวยอร์กและมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย แต่สามีเธออายุตั้ง 66 ฉันว่าเธอคงเก็บกดเพราะสามีตอบสนองเธอไม่ได้น่ะ"
"อ้อ พล็อตเดิมๆ สินะ?"
"นั่นสิ" เขาตอบ
"...ยังไงไม่รู้แฮะ แต่ฉันรู้สึกสงสารผู้ชายคนนั้นจัง" ผมให้ความเห็นอย่างเห็นใจนิดๆ
"โอ้? ประสบการณ์ตรงเหรอเพื่อน? นี่แกเพิ่งแต่งงานก็โดนเมียสวมเขาแล้วเหรอ!?"
"ไปตายซะไป!"
เขาหัวเราะออกมาดังลั่น ผมเองก็ลอบยิ้มเล็กน้อย ถึงแม้เขาจะเป็นเพื่อนที่น่ารำคาญในบางครั้ง แต่เขาก็เป็นเพื่อนที่ดี ผมรู้จักเขามาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน
"เอาเถอะ ฉันรู้ว่าด้วยนิสัยอย่างแก ถ้ารู้ว่าโดนนอกใจ แกคงจะฆ่าทั้งผู้ชายคนนั้นและเมียตัวเองทิ้งแน่ๆ" เขาพูดออกมาลอยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
"เฮ้ ถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงฉันไม่ห้ามหรอกนะ แต่ฉันจะไม่ยอมให้แกฆ่าตัวตายตามไปแน่ๆ เพราะยังไงแกก็เพื่อนฉัน ฉันว่าฉันควรวางแผนเผื่อกรณีนี้ไว้ในอนาคตดีไหมนะ อย่างเช่นเก็บเงินแล้วซื้อพาสปอร์ตไปต่างประเทศ? บราซิลดีไหม? ฉันได้ยินมาว่านักการเมืองที่นั่นคอร์รัปชันมาก แค่จ่ายเงินนิดหน่อยพวกเขาก็คงช่วยแกได้ง่ายๆ" เขาเริ่มพูดพล่ามกับตัวเองเสียงดัง
"เลิกคิดเรื่องไร้สาระได้แล้ว เรื่องแบบนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นหรอก" ผมพูด เพราะเมื่อนึกถึงนิสัยของไวโอเล็ตแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้น
"โอเคๆ แต่ฉันก็จะวางแผนไว้อยู่ดี"
"ตามใจ" ผมยอมรับแต่โดยดี ผมรู้ว่าพูดไปก็ไลฟ์บอย เขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ เป็นคนรอบคอบเกินเหตุ ผมคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อในอดีตคงมีผลกระทบต่อเขามากทีเดียว
...
เมื่อมองไปที่อาคารขนาดเล็กตรงหน้า ผมก็พยักหน้ากับตัวเอง นี่แหละคือที่หมาย
เมื่อผมก้าวเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่ผมเห็นคือ ‘แซ็ค’ แมวของผม มันกำลังนั่งอยู่บนเคาน์เตอร์และมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ผมมองดูแมวของผม มันเป็นแมวสีดำขนฟูที่มีกระจุกขนสีขาวอมชมพูอยู่บริเวณอกและคอ ขนบนหัวของมันชี้ตั้งชัน หูสั้น และมีขนสีน้ำตาลเข้มแซมอยู่บ้างในส่วนที่ไม่ใช่สีดำ ดวงตาของมันเป็นสีฟ้าน้ำทะเลและมีรูม่านตาเป็นขีดแนวนอนสีดำตามแบบฉบับของแมว แต่ดวงตาแมวของผมนั้นน่ารักที่สุดในโลก แค่กๆ โอเค อาจจะไม่ขนาดนั้น แต่ผมคิดแบบนั้น มันก็ต้องเป็นความจริงสิ มันมีหนวดแมวที่ยาวสวย มีสีขาวเกือบสิบเส้นในแต่ละข้าง
"ว่าไง แซ็ค เป็นยังไงบ้าง?" ผมพูดทักทายเสียงดัง ลูกค้าไม่กี่คนที่มารับสัตว์เลี้ยงของตัวเองต่างมองผมด้วยสายตาสับสน คงจะคิดว่าผมเป็นคนบ้าหรืออะไรทำนองนั้น แต่ไม่นานก็เกิดเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ
แซ็คมองมาที่ผมแล้วยกอุ้งเท้าขึ้น "เมี๊ยว"
อืม... ผมพยักหน้ากับตัวเองอย่างพอใจ และแอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกค้ามองแมวตัวนั้นด้วยความตกตะลึง
"เหมือนเดิมเลยนะ แมวของแกดูเหมือนหมามากกว่าแมวซะอีก ฉันล่ะไม่ชอบแมวเอาเสียเลย แต่ถ้าเป็นตัวนี้ ฉันก็ไม่เกี่ยงนะถ้าจะรับไปเลี้ยง"
"ไม่มีวัน! และแมวคือนิยามของความยอดเยี่ยม พวกมันเงียบสงบ รักสะอาด และขี้อ้อน ทำให้พวกมันเป็นสัตว์ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่มีมา!"
"เมี๊ยว!" แซ็คขานรับผมเหมือนเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
"เห็นไหม? แม้แต่เขายังเห็นด้วยเลย!"
"เอาที่สบายใจเถอะ" แอนดรูว์ไม่แม้แต่จะพยายามเถียง เขาหันหน้าไปมองหญิงสาววัย 21 ปีที่สวมชุดกาวน์คุณหมอแทน
"อ้าว วิกเตอร์ และ... แอนดรูว์" เธอเรียกชื่อแอนดรูว์ด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.