Chapter 1321
1321 / 1340
6 min read
Chapter 1321, Point of no Return
Published Apr 8, 2026, 02:40 PM
**บทที่ 1321 จุดที่ไม่หวนคืน**
โชคชะตา, วาสนา, โอกาส, ลาภผล... มันถูกเรียกขานด้วยชื่อเรียกนับไม่ถ้วน และต่อให้ดูเหลือเชื่อเพียงใด มนุษย์ก็ยังคงสรรหาชื่อใหม่ๆ มานิยามมันแทบทุกวี่วัน แต่หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ผู้คนต่างเห็นพ้องต้องกันโดยปราศจากข้อโต้แย้ง นั่นคือ ‘โชคชะตา’ หรืออะไรก็ตามที่พวกเด็กๆ เรียกขานในยุคสมัยนี้ คือสิ่งที่มองเห็นอนาคตของใครคนหนึ่งได้กระจ่างชัด
ทว่าสิ่งนั้นทำงานอย่างไรเล่า? ผ่านการทอดลูกเต๋า, การพยากรณ์ด้วยกระดูกสัตว์, การอ่านเครื่องในของสัตว์หายากที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ? หรืออาจเป็นการเคลื่อนที่ของดวงดาว ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์? หรือบางที... อาจเป็นทั้งหมดที่กล่าวมา?
มนุษยชาติพยายามทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อไขรหัสแห่งอนาคตของตนเอง เพื่อให้รู้ว่าก้าวต่อไปที่จะเดินนั้นจะนำพาพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์ หรือจะทำให้สะดุดล้มลงสู่ขุมนรกอันมืดมิด หนำซ้ำการรู้อนาคตยังมีผลพลอยได้คือการร่ำรวยทางลัดอีกด้วย
วิธีการที่นิยมที่สุดและผ่านการพิสูจน์กาลเวลาอันยาวนานมาได้ ส่วนใหญ่ก็มาจากความบังเอิญล้วนๆ บังเอิญที่คำพยากรณ์นั้นเป็นจริง หากไม่ใช่เพราะวิธีการที่ถูกต้อง ก็อาจเป็นเพราะทัศนคติของผู้กระทำที่เดินมาถูกทาง
บางคนอาจตั้งคำถามว่า การรู้อนาคตจะเปลี่ยนอนาคตไปโดยฉับพลันหรือไม่? อนาคตในรูปแบบเดิมอาจไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป บ้างก็อาจกล่าวว่าการอ่านอนาคต แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอนาคตนั้นเอง ไม่ว่าจะฟังดูชวนสับสนเพียงใดก็ตาม ทฤษฎีเรื่องนี้ก็เปรียบดั่งสิ่งอื่น คือมีความเป็นนามธรรมและไกลเกินเอื้อม ทำให้ความเห็นของผู้คนนั้นแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
ถึงกระนั้น ชายผู้หนึ่งได้พิสูจน์ให้ทั่วทั้ง ‘แดนศักดิ์สิทธิ์’ เห็นแล้วว่า โชคชะตาและวาสนาเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และการชำเลืองมองอนาคตของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ ชายผู้นี้ทำได้โดยการเฝ้ามองดวงดารา อ่านร่องรอยและท่วงทำนองที่คนธรรมดามองไม่เห็น
เขาทำสิ่งใดกับพลังนั้น? เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ที่จะกอบกู้มวลมนุษย์ให้รอดพ้นจากหายนะและสงครามอันไร้จุดจบที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ การนองเลือดและการสังหารหมู่ที่เกิดจากความโลภและอารมณ์ของเหล่าผู้มีอำนาจ
วิถีดวงดาวของ ‘ท่านจ้าวหยุน’ นั้นมิได้สมบูรณ์แบบ เพราะเขาไม่สามารถอ่านชะตาของผู้ใดที่มีระดับพลังสูงกว่าหรือเท่ากับตนเองได้ และนั่นคือเหตุผลเดียวกับที่เขามองเห็นว่า ‘จัวฟาน’ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือในการเดินทางเพื่อกอบกู้แดนศักดิ์สิทธิ์ เขาใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับจ้าวทั้งแปดคนอื่นเพื่อพยายามเบี่ยงเบนทิศทางของโลกให้รอดพ้นจากการสูญสิ้นล้างเผ่าพันธุ์ดังที่ ‘จ้าวสวรรค์’ ได้วาดฝันไว้อย่างน่ารังเกียจ
ความช่วยเหลือนี้มาในรูปแบบของสมบัติล้ำค่าของเขา ‘สะพานโลก’ (Worldbridge) ในถ้อยคำของเขา ไอเทมชิ้นนี้จะช่วยให้จัวฟานค้นพบสิ่งที่ตามหา และมันก็ได้ชี้ทางไปสู่ ‘ฉู่ชิงเฉิง’ จริงดังคาด
ขณะที่เขานั่งอยู่ในถ้ำ ครุ่นคิดถึงความหมายของโชคชะตาและวิธีที่จะตีความสัญญาณอันซับซ้อนที่สวรรค์หยิบยื่นให้ เขาหมุนวนสมบัติสะพานโลกไปมา แม้จะเป็นเวลากลางวัน เพราะเวลาคือสิ่งมีค่าที่สุดที่ไม่อาจปล่อยให้สูญเปล่าแม้เพียงเสี้ยววินาที
ทว่าหลังจากทุ่มเทกับการอ่านวิถีดวงดาวมาหนึ่งสัปดาห์ เขาก็ได้ตระหนักถึงความจริงที่น่าตกใจแต่ชัดเจนยิ่งนัก เขาทำได้เพียงอ่านดวงดาวในยามค่ำคืน ส่วนผลลัพธ์ของการทำนายจะปรากฏชัดในยามกลางวัน เหมือนดังเช่นตอนที่เขามุ่งมั่นตามหาฉู่ชิงเฉิง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเปลี่ยนมาจดจ่อกับสะพานโลกในยามค่ำคืน ใช้มันเป็นสื่อกลางเพื่อทำความเข้าใจหมู่ดาวบนฟากฟ้า ว่าใครเป็นตัวแทนของดวงดาวดวงใด ความสว่าง ทิศทาง ทุกรายละเอียดเล็กน้อยที่เขาสามารถรับรู้ได้ เขาจะนำข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และไตร่ตรองในยามกลางวัน ก่อนจะตรวจสอบความคืบหน้าอีกครั้งในคืนถัดไป
กระบวนการนี้ยากลำบากและยาวนาน เพราะบางครั้งเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าเราพลาดสิ่งใดไป แม้ว่าสิ่งนั้นจะวางอยู่ตรงหน้าก็ตาม ความคุ้นชินทำให้มนุษย์ตาบอดต่อคุณค่าและธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้น
นี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา คือการมองในจุดที่ไม่เคยคิดจะมองมาก่อน ทว่าก็ต้องระวังไม่ให้หลงทางในทิศทางที่ผิด เป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกินที่จะหลงทางเมื่อเขายังมองไม่เห็นแม้แต่หนทางข้างหน้า
โชคยังดีที่สะพานโลกช่วยปิดจุดบกพร่องนั้น คอยสะกิดเตือนให้จัวฟานกลับมาอยู่ในร่องในรอย นี่คืออานุภาพของสมบัติระดับจ้าวที่เกินกว่าจะหยั่งถึง
ในขณะที่ทัศนคติของเขาเริ่มเปลี่ยนไปตามท่านจ้าวหยุน ที่ต้องการอ่านชะตาโลกเพื่อปกป้องผู้คน แต่สัญชาตญาณส่วนตัวของจัวฟานกลับกระตุ้นเร้าให้เขาอยากรู้อนาคตของคนรอบข้างและของตนเอง มันเป็นความรู้สึกที่หอมหวานมัวเมา มันเรียกร้องให้เขาหาทางลัดท่ามกลางความยุ่งเหยิงนี้ ทั้งเรื่องของจ้าวสวรรค์และมหาสมุทรแห่งความมืดมิด... เป็นความปรารถนาที่คอยกัดกินใจ เขาไม่อยากมีชีวิตในชาติภพต่อไปในฐานะเบี้ยล่างของชายผู้นั้นหรือใครคนใดอีก เพราะชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาก็ไม่ได้... น่าจดจำเท่าใดนัก
ทว่าความพยายามนั้นไร้ผล เป็นเพียงการสูญเวลาโดยเปล่าประโยชน์ จ้าวสวรรค์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปไกลจนเขาไม่อาจตรวจ���ับดวงดาวของอีกฝ่ายได้ จึงไม่อาจอ่านทิศทางของชะตาได้ ส่วนตระกูลหลัวและคนอื่นๆ โชคชะตาของพวกเขากลับมืดมนลง ณ จุดหนึ่ง แล้วหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ เพียงชั่วพริบตาที่เขามองดูดวงดาวแปรเปลี่ยน ในวินาทีต่อมาพวกมันก็อันตรธานหายไป
เขาพยายามลองกับเป้าหมายที่ง่ายกว่าอย่างองครักษ์ตระกูลหลัวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ทว่าชะตาของคนผู้นั้นก็หายไป ณ จุดเดียวกัน สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้คนอีกมากมายที่เขาพยายามอ่าน แม้กระทั่งสัตว์อสูร
นั่นบอกจัวฟานได้เพียงสิ่งเดียว นี่คือหัวใจสำคัญของผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับแดนศักดิ์สิทธิ์ การดับสูญของดวงดาวอย่างฉับพลันอาจหมายถึงจ้าวสวรรค์ได้รับชัยชนะและกวาดล้างโลกใบนี้จนสิ้นซาก นอกเหนือจากนั้น การศึกสุดท้ายนี้คงมีผลกระทบและขอบเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลจนส่งผลต่อโชคชะตาของทุกคน แต่เพียงเพราะตัวเขาเองนั้นยังอ่อนแอเกินไปที่จะรับรู้
เมื่อพักเรื่องนั้นไว้ก่อน เขาก็ได้แต่ถามตัวเองว่า [หากข้ารู้ผลลัพธ์เช่นนี้แล้ว ข้าจะยอมแพ้หรือไม่?]
เขาเพียงส่ายหน้า ตระหนักได้ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับโอกาสที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ยังคงก้าวข้ามมันมาได้เสมอ
โชคชะตาอาจมีบทบาทอยู่บ้าง แต่เขาเชื่อว่ามันไม่ใช่ทั้งหมด นั่นคือเหตุผลที่เขาสาบานว่าจะสู้จนถึงหยดสุดท้าย
พื้นดินสั่นสะเทือน แสงสีรุ้งเจิดจ้าทอประกายขึ้นที่ปากถ้ำ ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ความคิด
เขาชะโงกหน้าออกไปมองพลางแย้มยิ้ม “ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปได้สวย... แม้จะดูช้าไปสักนิดก็เถอะ”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.