Chapter 1859
1859 / 2354
7 min read
Chapter 1859: Mysterious Cavern
Published Apr 5, 2026, 01:51 AM
## บทที่ 1859: โถงถ้ำปริศนา
ภายหลังจากเงาร่างของผู้อาวุโสจิงลับตาไป ผู้อาวุโสซันก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาด้วยความหนักอึ้ง "เหตุใดเขาถึงต้องสังหารไป๋จ้านด้วยเล่า? ข้ามองอย่างไร หยวนก็หามใช่ผู้ที่มีจิตใจเหี้ยมเกรียมไร้เมตตาไม่... บางที เรื่องนี้อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลที่สมควรซ่อนเร้นอยู่ก็เป็นได้"
ผู้อาวุโสซันใช้เวลาในอีกหลายวันถัดมาจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ของหยวนอย่างมิอาจวางตา
กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปประหนึ่งสายน้ำที่ไหลริน เหล่าศิษย์ไม้ไผ่ต่างมุ่งมั่นขัดเกลาพลังยุทธ์ของตนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะสีเหมยลี่และสหายที่เริ่มโหมฝึกฝนหนักหน่วงยิ่งกว่าคราใด พวกนางปรารถนาจะรุดหน้าและก้าวข้ามหยวนให้จงได้ เพื่อที่จะเป็นโล่กำบังและปกป้องเขาได้ในยามที่เขาพ้นจากการกักตนในภายภาคหน้า
ในยามที่ไม่ได้ออกไปสะสมแต้ม ณ ลานล่า สีเหมยลี่จะจดจ่ออยู่กับการเลื่อนระดับพลังตบะ ขณะที่หลานอิงอิงหันไปขัดเกลาวิชากระบี่ร่วมกับถานซงยวิ๋น ส่วนจี้หรานนั้นยังคงสันโดษ มุ่งมั่นพัฒนาตบะและฟาร์มแต้มเพียงลำพังเช่นเดิม
หลายเดือนผันผ่าน เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการตายของไป๋จ้านเริ่มจางหายไปจากวงสนทนาของเหล่าศิษย์สายตรง แต่นั่นมิได้หมายความว่าพวกเขาจะลืมเลือนหรือสิ้นไร้ความสนใจ เพียงแต่ทุกคนต่างซุ่มรอคอย... รอคอยวันเวลาที่หยวนจะปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างใจจดใจจ่อ
อย่างไรก็ตาม มีเพียงศิษย์ฝ่ายนอกและศิษย์ฝ่ายในบางส่วนที่สนิทชิดเชื้อกับไป๋จ้านเท่านั้นที่ยังคงติดค้างและใส่ใจในเรื่องนี้ ส่วนเหล่าศิษย์แกนนำหาได้สนใจเรื่องราวราวกับบทละครในฝ่ายนอกไม่ พวกเขาต่างทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการยกระดับความสามารถของตนเองเพียงอย่างเดียว
ตัดมาทางด้านหยวน เขาไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากการใช้หยาดเลือดของตนหล่อเลี้ยง **'ผลึกสกัดสวรรค์' (Heaven Refining Crystal)** ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำและหลับใหลไปในที่สุด
ทว่าในยามที่หยวนดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา จิตใต้สำนึกของเขากลับถูกแผดเผาด้วยความฝันอันแจ่มชัด—มันคือความทรงจำที่สมจริงและละเอียดลออจนดูเหมือนเขากำลังกลับไปสัมผัสเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตนเองมากกว่าจะเป็นเพียงภาพมายา นี่ไม่ใช่ฝันธรรมดา แต่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำในอดีตชาติของ **'เทียนหยาง'** ที่เริ่มผุดพล่านขึ้นมา
ความทรงจำส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาที่เทียนหยางยังเป็นศิษย์ใน **'อารามอมตะ' (Immortal Monastery)** ทว่าหลังจากผ่านไปหลายเดือน ภาพเหตุการณ์ ณ สุสานหานเจ๋อเซียนก็เริ่มปรากฏขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เขาอยู่ภายในขุนเขาที่เก็บซ่อนมรดกของหานเจ๋อเซียนเอาไว้
หลังจากพุ่งทะยานเข้าไปในขุนเขาเพื่อหลบหนีการตามล่าจากเหล่าตระกูลอมตะและเจ้าสำนัก **'เจ็ดยอดกระบี่เทพ'** เทียนหยางก็พบว่าตัวเองยืนอยู่บนเส้นทางแคบๆ ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ทางเดินนี้ทอดยาวไกลเกินกว่าที่ขนาดภายนอกของภูเขาจะอำนวยให้เป็นไปได้ ราวกับมันกำลังท้าทายกฎเกณฑ์แห่งตรรกะและห้วงมิติอย่างสิ้นเชิง
ทุกย่างก้าวแผดเสียงก้องสะท้อนอย่างผิดธรรมชาติ ผนังถ้ำทั้งสองด้านบีบคั้นเข้ามาพร้อมกับความเงียบงันอันน่าขนลุก ประหนึ่งว่าภูเขาทั้งลูกกำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของเขาอยู่
ทว่าแม้จะตื่นตระหนกเพียงใด เทียนหยางก็ทำได้เพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น เพราะทางเข้าเพียงหนึ่งเดียวได้ปิดตายลงเบื้องหลังเขาเสียแล้ว
ภายหลังจากตรากตรำเดินเท้ามาหลายวันโดยมิได้พักผ่อน ในที่สุดเขาก็มาถึงสุดปลายทาง ณ ที่แห่งนั้น พ้นจากความมืดมิดอันน่าอึดอัด ปรากฏเป็นโถงถ้ำขนาดเล็กที่อาบไล้ด้วยแสงสีนวลตาอันพิศวง พื้นที่นี้กว้างขวางและเงียบสงบอย่างน่าประหลาด แหล่งกำเนิดแสงนั้นดูเหมือนจะไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด
มวลอากาศรอบกายให้ความรู้สึกที่แตกต่าง—มันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายโบราณและมนต์ขลัง ราวกับถูกฉาบไว้ด้วยการคงอยู่ของบางสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจของปุถุชน แม้ขนาดจะดูไม่โอ่อ่า แต่ถ้ำแห่งนี้กลับแผ่ซ่านด้วยความสง่างามอันลึกลับ ประหนึ่งมันเป็นผู้เก็บงำความลับที่กาลเวลาก็มิอาจเอื้อมถึง
ใจกลางถ้ำมีน้ำตกขนาดเล็กไหลรินลงมาตามชั้นหินที่เรียบเนียน เสียงน้ำที่ซัดสาดเบาๆ สร้างบรรยากาศที่แสนสงบ หากมองเพียงผิวเผินมันอาจดูธรรมดา แต่เทียนหยางสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็วว่ามวลน้ำเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณอันหนาแน่น ซึ่งบริสุทธิ์และทรงพลังยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยพบพานมา
สิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือสิ่งที่อยู่ ณ ฐานน้ำตก—สวนเล็กๆ ที่เขียวขจีและมีชีวิตชีวาท่ามกลางละอองน้ำ พืชพรรณแปลกตาหลายชนิดเติบโตอย่างงดงาม ใบของพวกมันส่องประกายระยิบระยับด้วยแสงจากต่างโลก แม้เทียนหยางจะไม่รู้จักชื่อของพวกมันเลยสักนิด แต่กลิ่นอายอันเข้มข้นและพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงก็ทำให้เขาแน่ใจได้ทันทีว่า—สิ่งเหล่านี้คือสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ละต้นน่าจะมีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่าสมุนไพรหายากทั้งหมดในคลังของอารามอมตะรวมกันเสียอีก
สถานที่เช่นนี้... มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแน่นอน มันคือสถานลี้ภัยที่ถูกซ่อนเร้นจากโลกด้วยเหตุผลบางประการ
"เหตุใดหานเจ๋อเซียนจึงสร้างสถานที่เช่นนี้ขึ้นมา? แล้วทำไมเขาถึงต้องการให้ข้ามาที่นี่กันแน่?" เทียนหยางพึมพำกับตัวเองขณะสำรวจไปรอบๆ
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของถ้ำ... แท่นสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะคล้ายเตียง แต่สร้างขึ้นจากวัสดุหินที่ไม่รู้จัก ทว่ามันกลับดูราวกับมีชีวิต หินก้อนนั้นกำลังสูบฉีดพลังงานและดึงดูดเอาแก่นแท้แห่งวิญญาณที่หนาแน่นที่สุดในถ้ำเข้ามาหาตัวเอง
มวลพลังงานที่สะสมอยู่นั้นมหาศาลเสียจนเกิดเป็นหมอกควันหนาทึบพวยพุ่งอยู่เหนือแท่นหิน หมุนวนไปมาราวกับสิ่งมีชีวิต มันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เพียงที่พักผ่อนธรรมดา แต่มันคือแท่นฝึกตนที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพเหนือชั้นกว่าที่ใจจะจินตนาการ
ตัวหินเองน่าจะเป็นวัสดุหายากล้ำค่าที่สามารถกลั่นกรองและขยายพลังวิญญาณให้แก่ผู้ที่นั่งสมาธิอยู่บนนั้น สมบัติระดับนี้มีค่าควรเมืองจนอาจก่อให้เกิดสงครามเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิงมันมาครอบครองได้เลยทีเดียว
จากนั้น สายตาของเทียนหยางก็ถูกดึงดูดไปยังผนังถ้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยตัวอักษรที่ถูกสลักไว้อย่างประณีตจนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง อักษรทุกตัวถูกกรีดลึกลงไปด้วยความแม่นยำ รอยจารึกที่เฉียบคมและล้ำลึกเหล่านั้นบ่งบอกว่าพวกมันถูกสลักขึ้นด้วย 'กระบี่' หรือ 'มีดสั้น' มากกว่าจะเป็นเพียงสิ่วหรือมือเปล่า
อักขระแต่ละตัวแผ่ซ่านด้วยเจตจำนง—ทุกเส้นสายแฝงไปด้วยความหมาย ประหนึ่งผู้สลักได้เทจิตวิญญาณทั้งหมดลงไปในรอยจารึกเหล่านั้น แม้เทียนหยางจะยังไม่สามารถตีความหมายได้ในทันที แต่เขาสัมผัสได้ถึงความสำคัญของมัน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่งานเขียนทั่วไป แต่มันคือภูมิปัญญา หรืออาจเป็นความลับที่ผู้สร้างสถานที่แห่งนี้ทิ้งไว้ให้
ยามที่เขาก้าวเข้าไปใกล้ เขาเริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ จากอักขระเหล่านั้น ราวกับว่ามันยังหลงเหลือร่องรอยแห่งเจตจำนงของผู้เขียนเอาไว้... สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาฝึกตน? เพลงกระบี่? หรือเป็นเพียงปัจฉิมโอวาทของใครบางคนที่มาขอลี้ภัยในสถานที่ลึกลับแห่งนี้กันแน่?
เทียนหยางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยื่นมือออกไป ปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยจารึกโบราณ ทันทีที่ผิวหนังแตะต้อง ความเย็นเยียบที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูกก็พุ่งพล่านไปทั่วร่าง มันไม่ใช่เพียงความหนาวเหน็บธรรมดา แต่มันคือพลังอำนาจที่ลึกลับและทะลุทะลวงจนแทบจะแช่แข็งดวงวิญญาณของเขาให้หยุดนิ่ง
สัญชาตญาณในร่างร่ำร้องเตือนภัยด้วยความตื่นตระหนก เขาชักมือกลับคืนมาอย่างไม่ลังเล
"สถานที่แห่งนี้มันคือที่ไหนกันแน่? แล้วข้ามาทำบ้าอะไรที่นี่?" เทียนหยางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง พลางจ้องมองมือที่สั่นเทาของตนเอง
เมื่อระงับความตื่นเต้นได้แล้ว เทียนหยางจึงเริ่มออกสำรวจถ้ำลึกลับแห่งนี้ต่อไป โดยที่หัวใจยังคงเต้นระรัวด้วยความคาดหวังและหวาดหวั่นปะปนกันไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.

