ตอนที่ 2087
2087 / 2354
อ่าน 8 นาที
Chapter 2087: I am the Immortal Monarch
เผยแพร่เมื่อ 5 เม.ย. 2569 01:59
บทที่ 2087: ข้าคือจักรพรรดิอมตะ
“สวรรค์เบื้องบน... เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าวิปริตนั่นกัน?” เฟิงอวี้เสียงโพล่งออกมาด้วยความตกตะลึงเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ใหม่ของไป๋ซวี่เถา
ยามนี้ร่างกายของไป๋ซวี่เถาไม่เพียงแต่จะขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ลวดลายอักขระที่สลักเสลาอยู่บนผิวกายของมันยังแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าสะพรึงกลัว
“ผู้นำเผ่าพูดถึงโลหิตต้นกำเนิด ดูท่าสิ่งที่มันกลืนลงไปคงจะเป็นสิ่งนั้น” หยวนเอ่ยขึ้นด้วยสายตาคมกริบ
“โลหิตต้นกำเนิด... หรือว่าจะเป็นโลหิตของพยัคฆ์ขาวสวรรค์ หนึ่งในเก้าเทพสูงสุดกันเจ้าคะ?” เฟิงอวี้เสียงถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ดูจากปฏิกิริยาของผู้นำเผ่าแล้ว ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น”
“แบบนี้ไม่แย่หรอกหรือเจ้าคะ? ข้าหมายถึง... ของล้ำค่าขนาดนั้นมันควรจะเป็นของท่านแท้ๆ”
หยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไม่ต้องกังวล ต่อให้มันจะกลืนลงไปแล้ว ผมก็มีวิธีที่จะสกัดมันออกมาอยู่ดี... เพียงแต่ว่า กระบวนการนั้นมันจะมอบความเจ็บปวดเจียนตายให้กับมัน และหลังจากนั้น มันก็ต้องตายอย่างแน่นอน”
“ท่านจะทำได้อย่างไรกัน?” เฟิงอวี้เสียงถามด้วยความฉงน เพราะนางยังไม่ล่วงรู้ถึงขีดความสามารถที่แท้จริงของหยวนในฐานะจักรพรรดิอมตะ
“เดี๋ยวเจ้าก็จะได้เห็น” หยวนแย้มยิ้มอย่างลึกลับ
ในขณะเดียวกัน ผู้นำเผ่าพยัคฆ์ขาวสวรรค์กำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่งยวดในการสยบไป๋ซวี่เถา ในโลกของสัตว์อสูรนั้น ลำพังเพียงระดับบ่มเพาะที่สูงกว่ามิใช่กุญแจสำคัญในการสยบผู้อื่นเสมอไป แต่เป็น ‘สายเลือด’ ต่างหาก สายเลือดที่ทรงพลังกว่าย่อมสามารถกดข่มผู้ที่มีสายเลือดต่ำต้อยกว่าได้โดยไม่สนระดับพลัง
แม้เดิมทีสายเลือดของไป๋ซวี่เถาจะแข็งแกร่งกว่าผู้นำเผ่าเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อได้รับการกระตุ้นจากโลหิตต้นกำเนิดของบรรพชน พลังของมันจึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งผู้นำเผ่ายังต้องยับยั้งชั่งใจไม่ให้พลั้งมือสังหารไป๋ซวี่เถา นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก
เหล่าสมาชิกคนอื่นๆ ในเผ่าพยัคฆ์ขาวสวรรค์ต่างเฝ้ามองจากระยะไกลด้วยดวงตาที่เบิกค้าง พวกเขาไม่รู้เลยว่าไป๋ซวี่เถาได้กลืนกินโลหิตต้นกำเนิดของบรรพชนเข้าไป และเข้าใจไปว่าอาการคลุ้มคลั่งนี้เกิดจากปัจจัยอื่น
เวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงนับตั้งแต่ไป๋ซวี่เถาเสียสติ แต่ผู้นำเผ่าก็ยังไม่อาจสยบมันได้ ในขณะที่ระดับบ่มเพาะของไป๋ซวี่เถาพุ่งทะยานขึ้นสู่ขอบเขตเทวะระดับที่สี่ พลังของมันกล้าแกร่งขึ้นอย่างทวีคูณ
ในที่สุด ผู้นำเผ่าก็ต้องยอมรับความจริงอันแสนเจ็บปวดว่า ลำพังตัวเขาเพียงคนเดียวไม่อาจสยบไป๋ซวี่เถาได้โดยไม่ฆ่าทิ้ง ทว่าการสังหารไป๋ซวี่เถาไม่เพียงแต่จะเป็นการทำลายอัจฉริยะที่มีศักยภาพทางสายเลือดสูง แต่ยังเป็นการสูญเสียโลหิตต้นกำเนิดอันล้ำค่าไปโดยเปล่าประโยชน์
‘บัดซบ! ข้าควรจะจัดการกับมันยังไงดี?!’
การฆ่าไป๋ซวี่เถาไม่ใช่ทางเลือกสำหรับเขา หากเขาจัดการเองไม่ได้ เขายอมปล่อยให้มันอาละวาดต่อไปจนกว่าจะหาทางออกได้... ต่อให้หุบเขาพยัคฆ์ขาวสวรรค์แห่งนี้จะต้องพินาศย่อยยับไปทั้งแถบก็ตาม
“ดูเหมือนว่าท่านกำลังลำบากนะ ต้องการความช่วยเหลือไหม?”
เสียงที่คุ้นหูดังแว่วขึ้นมาขจัดความสับสนในใจของผู้นำเผ่าให้สลายไป
“จะ... เจ้ามาทำอะไรที่นี่?!”
เหล่าอาวุโสต่างอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นหยวนปรากฏกายขึ้นกลางอากาศราวกับเสกได้ พวกเขาหลงเชื่อไปแล้วว่าผู้นำเผ่าได้จัดการเสี้ยนหนามผู้นี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่ผู้นำเผ่าเห็นหยวน ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดราวกับเห็นผี เขาพุ่งถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณเพื่อทิ้งระยะห่างจากบุคคลที่ไม่คาดฝัน
“เจ้า! เจ้ายังรอดชีวิตมาได้ยังไงกัน?!” เขาแผดเสียงถาม
“ทำไมผมจะรอดไม่ได้ล่ะ? ในเมื่อท่านยังไม่ได้ฆ่าผมเลยสักครั้ง” หยวนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“เหลวไหล! ข้ามั่นใจว่าการโจมตีของข้าโดนเจ้าเข้าเต็มๆ!”
“ก็โดนนะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะฆ่าผมได้นี่”
ผู้นำเผ่าถึงกับน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“สรุปว่า ท่านต้องการความช่วยเหลือไหม?” หยวนถามซ้ำ เสียงของเขาดึงสติของผู้นำเผ่าให้กลับมาอีกครั้ง
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการแสร้งทำเป็นช่วยจะทำให้เราลืมเรื่องที่เจ้าบุกรุกเผ่าของเราได้?” ผู้นำเผ่าเค้นเสียงเหี้ยม “ต่อให้ข้ารับความช่วยเหลือจากเจ้า แต่มันก็ไม่อาจช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากโทษตายได้หรอก!”
“ฟังดูเหมือนว่าท่านอยากให้ผมช่วยนะ” หยวนเอ่ย
“ไปตายซะ!” ผู้นำเผ่าคำรามลั่น ก่อนจะปลดปล่อยวิชาสังหารที่เคยใช้ก่อนหน้านี้ออกมาอีกครั้ง
“ประกายขาวพยัคฆ์สวรรค์!”
ลำแสงทำลายล้างฉีกกระชากร่างของหยวนจนขาดวิ่น ทว่าครั้งนี้ ผู้นำเผ่าต้องจ้องมองด้วยความพรั่นพรึงเมื่อเห็นบาดแผลของหยวนสมานตัวแทบจะในทันที ร่างกายของเขาฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ด้วยการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลราวกับของเหลวที่ไหลวนกลับมารวมตัวกัน
“เจ้า... เจ้าเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่...?” ผู้นำเผ่าถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความหวาดวิตก
“ผมก็แค่ ‘มนุษย์’ คนหนึ่ง” หยวนตอบอย่างสงบนิ่ง
เขามองไปยังไป๋ซวี่เถาที่ยังคงอาละวาดคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเสริมว่า “ถึงท่านจะไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่ผมก็จะจัดการกับมันอยู่ดี เพราะมันกลืนกิน ‘ของที่เป็นของผม’ ลงไป”
“อะไรนะ? เจ้าหาว่าเจ้ารู้หรือว่ามันกินอะไรเข้าไป?”
“โลหิตต้นกำเนิดของหนึ่งในเก้าเทพสูงสุดใช่ไหมล่ะ? พยัคฆ์ขาวสวรรค์... โลหิตบรรพชนของพวกท่านยังไงล่ะ”
“ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว เหตุใดจึงยังกล้าอ้างว่ามันเป็นของเจ้า—” คำพูดของผู้นำเผ่าหยุดชะงักลงทันทีเมื่อหยวนหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับไป๋ซวี่เถา
ไม่รอให้ผู้นำเผ่าได้พูดต่อ หยวนพุ่งทะยานเข้าหาไป๋ซวี่เถาราวกับศรที่หลุดจากแล่ง
“เจ้าคิดจะทำอะไรมัน?!” ผู้นำเผ่ารีบพุ่งตามไปขัดขวาง
“ทำสิ่งที่ผมตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ต้นไง... ฆ่ามันซะ”
“ไอ้เดรัจฉาน! ถ้าข้าคิดจะฆ่ามัน เจ้าคิดว่าข้าต้องรอให้เจ้ามาช่วยหรือไง?! ข้าไม่ยอมให้เจ้าฆ่ามันเด็ดขาด!”
“แล้วท่านจะหยุดผมได้ยังไง ในเมื่อแม้แต่จะฆ่าผม ท่านยังทำไม่ได้เลย?”
“เจ้าเด็กเวร!!!”
ผู้นำเผ่าระเบิดโทสะออกมาจนถึงขีดสุด เขาประโคมใช้สุดยอดวิชายุทธ์เข้าใส่หยวนอย่างต่อเนื่อง พลังทำลายล้างมหาศาลบดขยี้พื้นที่โดยรอบจนพินาศย่อยยับ ราวกับมีระเบิดมหาประลัยประทุขึ้นใจกลางหุบเขา
แม้การโจมตีนั้นจะสังหารหยวนไม่ได้ แต่มันก็ดึงดูดความสนใจของไป๋ซวี่เถาให้หันมาขย้ำพวกเขาด้วยเจตนาฆ่าที่พุ่งพล่าน
“ถอยไป!” ผู้นำเผ่าคำราม ก่อนจะพยายามใช้พลังวิญญาณซัดไป๋ซวี่เถาให้ออกไปให้ไกลที่สุด
แม้เขาจะบอกไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ส่วนลึกในใจกลับรู้สึกหวาดกลัวว่าหากหยวนเข้าถึงตัวไป๋ซวี่เถาได้ ชีวิตของอัจฉริยะผู้นี้คงต้องจบสิ้นลง
ทว่าไป๋ซวี่เถากลับฝืนต้านพลังนั้นไว้และพุ่งเข้าหาพวกเขาอีกครั้งอย่างไม่ลดละ
“เจ้าโง่ที่ดื้อด้าน!” ผู้นำเผ่าสบถ
เพียงอึดใจเดียว ไป๋ซวี่เถาก็เข้าถึงตัวหยวน มันอ้าปากกว้างหมายจะขย้ำกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว
ในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของหยวนพลันสั่นระริกด้วยเจตนาฆ่าอันยิ่งใหญ่สุดคณนา กลิ่นอายพลังที่ไม่อาจพรรณนาได้แผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่าง กดข่มจนการเคลื่อนไหวของไป๋ซวี่เถาต้องหยุดชะงักลงกลางคัน
แม้สติจะเลอะเลือนจนควบคุมร่างกายไม่ได้ แต่สัญชาตญาณดิบในร่างกลับแผดร้องเตือนให้มันหนีไปให้พ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินกาล
ไป๋ซวี่เถาหันหลังกลับและเริ่มวิ่งหนีสุดชีวิต สร้างความงุนงงให้แก่ผู้นำเผ่าและผู้คนที่เฝ้ามองอยู่เป็นอย่างมาก
หยวนหรี่ตาลงพลางแค่นยิ้มเย็นเยียบ “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าผมจะปล่อยให้เจ้าหนีไปได้เป็นครั้งที่สาม?”
เขายกมือขึ้นแล้วทำท่าตะปบไปยังร่างที่กำลังหลบหนีของไป๋ซวี่เถา ทันใดนั้น ร่างของมันก็หยุดกึกราวกับถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังวางแผนจะทำอะไร แต่มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นในยามที่ข้ายังอยู่ที่นี่!”
ผู้นำเผ่ารีบพุ่งเข้าไปยืนขวางกั้นระหว่างคนทั้งสอง ก่อนจะกางกรงเล็บหมายจะคว้าลำคอของหยวน
ดวงตาสีเงินของหยวนเปล่งประกายลึกลับ เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจที่สั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ
“คุกเข่าลง”
ฉับพลันนั้น ร่างของผู้นำเผ่าก็หยุดชะงักและทรุดลงกับพื้นอย่างไม่อาจขัดขืน
“นะ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!” ผู้นำเผ่าอุทานด้วยความตกใจและสับสนสุดขีด
หยวนไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับออกคำสั่งต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยบารมี “หลีกไป”
ครั้งนี้ผู้นำเผ่าพยายามขัดขืนสุดกำลัง ทว่าความพยายามนั้นกลับสูญเปล่าราวกับมดปลวกที่พยายามขวางทางน้ำไหล
“เจ้าเป็นใครกันแน่?!” ผู้นำเผ่าคำรามก้อง ในขณะที่ร่างกายของเขาต้องจำยอมเคลื่อนไหวตามคำสั่งของหยวนอย่างบังคับไม่ได้
หยวนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ก่อนจะเปิดเผยตัวตนออกมาอย่างราบเรียบแต่ทรงพลัง
“ผมเป็นใครน่ะหรือ? ...ผมคือจักรพรรดิอมตะ”
“อะไรนะ...?” ดวงตาของผู้นำเผ่าเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
จากระยะไกล ไป๋หนิงเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความมึนงงจนอ้าปากค้าง สมองของนางว่างเปล่าไปหมดแล้วกับความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมา
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.

