ตอนที่ 224
224 / 330
อ่าน 10 นาที
Chapter 224: Vital
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:42
บทที่ 224: สิ่งสำคัญ
ผมยืนนิ่งสายตาจับจ้องไปยังหน้าจอโทรศัพท์ ข้อความจากแกร์เรตต์ยังคงทิ้งรอยยิ้มโง่เง่าไว้บนใบหน้า เฟียกำลังจะกลับมาบ้านในไม่ช้า... ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางดั่งใจหวัง ภาระหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่ามลายหายไปสิ้น บัดนี้เธอกำลังจะกลับคืนสู่ที่ที่เธอควรอยู่—อ้อมกอดของผม
เสียงเคาะประตูปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ความคิด
"เข้ามา" ผมขานรับ
โอเมก้าสาวคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาพร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย มือของเธอประสานกันอย่างสำรวมอยู่เบื้องหน้า
"มีอะไรหรือ?" ผมเอ่ยถาม
"อาหารค่ำเตรียมเสร็จแล้วค่ะ อัลฟ่าเชียน ท่านแกรนด์ลูน่าขอเชิญทุกท่านที่โต๊ะอาหารค่ะ"
ผมพยักหน้า "เดี๋ยวผมตามไป"
เธอรั้งรออยู่ที่ธรณีประตูเพียงชั่วอึดใจ ขณะที่ผมปรายตาไปทางถังขยะข้างโต๊ะทำงาน ซึ่งมีซากกรอบรูปที่แตกละเอียดนอนสงบนิ่งอยู่ข้างใน
"อ้อ รบกวนช่วยเอาขยะนี่ไปทิ้งให้ผมทีนะ" ผมบุ้ยปากไปทางถังขยะใบนั้น
เธอก้มศีรษะรับคำอีกครั้งก่อนจะเดินเข้ามาหยิบมันไป ส่วนผมก็ก้าวออกจากห้อง มุ่งหน้าไปตามทางเดิน เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังก้องสะท้อนไปตามผนัง
เมื่อผมไปถึง ห้องอาหารก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสียแล้ว เอลาร่านั่งอยู่ใกล้กับหัวโต๊ะด้วยท่วงท่าที่สง่างามไร้ที่ติ ท่านแม่นั่งอยู่ข้างเธอ ดูผ่อนคลายกว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมามาก โรแนนนั่งประจำที่เดิมของเขา และแม้แต่แมเดลีนกับวิลเฮล์มก็มาร่วมโต๊ะด้วย สายตาของแมเดลีนสบกับผมเพียงครู่สั้นๆ ก่อนที่เธอจะหลบตาไป
ผมมองหาที่ว่างแล้วหย่อนตัวลงนั่ง
"ท่านลุงอัลดริคไม่ได้อยู่ที่นี่หรือ?" ผมเอ่ยถามพลางกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะอีกครั้ง
เอลาร่าส่ายหน้า "ท่านต้องรีบไปจัดการธุระบางอย่างที่คฤหาสน์ของเราน่ะ"
ผมพยักหน้าเข้าใจ มันก็สมเหตุสมผลดี
ผมหันไปสบตาท่านแม่ "เราต้องกังวลอะไรกับมื้อค่ำที่ดูจะกึ่งๆ บังคับแบบนี้ไหมครับ?"
ท่านแม่หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงนั้นอบอุ่นและคุ้นเคย "ไม่หรอกแม่แค่คิดถึงบรรยากาศแบบนี้... นานมากแล้วนะที่เราไม่ได้นั่งพร้อมหน้ากันแบบนี้"
"ครับ" ผมเห็นด้วย "นานมากจริงๆ"
เหล่าโอเมก้าทยอยเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารที่พูนไปด้วยของเลิศรส กลิ่นหอมกรุ่นโชยมาปะทะจมูกทันที มันเป็นกลิ่นที่เข้มข้น เย้ายวนใจ พร้อมไอระเหยของสมุนไพรและเครื่องเทศที่ผมจำได้แม่นยำมาแต่เยาว์วัย นี่ไม่ใช่รสชาติทางการที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่มันคือรสมือแม่... รสชาติของบ้าน
พวกเธอเดินวนรอบโต๊ะ วางจานและตักอาหารให้อย่างชำนาญ เมื่อจานหนึ่งถูกวางลงตรงหน้า กลิ่นหอมของมันก็ทำให้ผมถึงกับน้ำลายสอ เนื้ออบเคลือบซอสแวววาวล้อแสงไฟ ผักที่ปรุงรสมาอย่างพอดิบพอดีตามแบบที่ผมชอบ และขนมปังอบใหม่ที่ยังคงกรุ่นไอความร้อน
"ท่านแม่ปรุงเองหรือครับ?" ผมถาม
ท่านแม่ยิ้มละไม "ใช่จ้ะ"
ผมหยิบส้อมขึ้นมาตักอาหารเข้าปาก รสชาติระเบิดซ่านไปทั่วลิ้น มันช่างคุ้นเคยและปลอบประโลมใจในแบบที่ผมไม่อาจหาคำบรรยายได้
"ผมคิดถึงรสชาตินี้ที่สุดเลย"
"แม่ก็เหมือนกัน" แววตาของท่านอ่อนโยนลง "เฟียยังไม่กลับมาอีกหรือ?"
ผมส่ายหน้า "ยังครับ แต่ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกินชั่วโมงก็น่าจะถึง"
"ดีแล้วล่ะ"
ผมก้มลงจัดการอาหารในจานต่อ บทสนทนารอบโต๊ะดังคลออยู่เบาๆ โรแนนพูดยบางอย่างกับเอลาร่าจนเธอหลุดหัวเราะออกมา วิลเฮล์มจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า ส่วนแมเดลีนเอาแต่เขี่ยผักในจานไปมาอย่างเหม่อลอย
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ผมกำลังจะส่งอาหารอีกคำเข้าปาก ความเจ็บปวดสายหนึ่งก็ระเบิดก้องขึ้นกลางอก
มันพุ่งเข้าใส่ราวกับขบวนรถไฟที่เสียหลักพุ่งชนฉับพลันและทำลายล้างทุกสิ่ง ลำคอของผมตีบตันจนสำลัก... แต่นี่ไม่ใช่การสำลักอาหาร แต่มันคือบางสิ่งที่เลวร้ายและสั่นสะท้านไปถึงขวัญผวา
ส้อมร่วงหลุดจากมือกระทบจานเสียงดังเคร้ง
"เชียน?" ใครบางคนอุทานขึ้น
โรแนนพุ่งมาอยู่ข้างกายผมในพริบตา เขารัวฝ่ามือกระแทกหลังผมครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามจะช่วยให้สิ่งที่เขาคิดว่าติดคอผมหลุดออกมา
แต่ความเจ็บปวดกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น มันลามเลียไปทั่วอกราวกับไฟลามทุ่ง ทั้งเผาผลาญ ทั้งฉีกกระชากวิญญาณของผมจนขาดวิ่น ผมขยุ้มมือลงบนสาบเสื้อ นิ้วมือจิกเกร็งลงบนเนื้อผ้าแน่น
นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดของผม...
แต่มันคือความเจ็บปวดของเฟีย
พันธะคู่ครองสั่นสะเทือนด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทุกเส้นประสาทในร่างกรีดร้องโหยหวน ทัศนียภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนจนผมหายใจไม่ออก คิดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงแบกรับความผิดปกติอันมหาศาลที่กำลังจู่โจมเข้ามา
เธอ... เธอกำลังจะตาย
ความจริงข้อนั้นกระแทกเข้าใส่สมองด้วยความมั่นใจอย่างที่สุด ณ ที่แห่งใดสักแห่ง เฟียกำลังจะตาย และผมสัมผัสได้ถึงทุกวินาทีที่เธอกำลังสิ้นใจผ่านพันธะที่เชื่อมเราไว้ด้วยกัน
แล้วในทันใดนั้นเอง... ความเจ็บปวดก็มลายหายไปฉับพลัน
มันไม่ได้ค่อยๆ จางหายไป แต่มันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
และสิ่งที่หลงเหลืออยู่กลับกลายเป็น... ความว่างเปล่า
ผมพยายามเอื้อมสัมผัสพันธะตามสัญชาตญาณ เหมือนที่เคยทำมานับพันนับหมื่นครั้ง การรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอที่เป็นดั่งเข็มทิศชีวิต... บัดนี้มันไม่มีอยู่อีกต่อไป
พื้นที่ที่เคยมีรอยประทับของเธอเหลือเพียงความอ้างว้างและกลวงโบ๋ ราวกับผมกำลังเอื้อมคว้าไขว่คว้าในความมืดมิดแล้วพบเพียงอากาศธาตุ
ทรวงอกของผมรุ่มร้อนและผิดเพี้ยนไปสิ้น มีหลุมดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นแทนที่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต
ผมจ้องมองโต๊ะอาหาร มองจาน มองอาหารที่เพิ่งกินไปเมื่อครู่ ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัด
น้ำเสียงของท่านแม่ทำลายความเงียบนั้นลง "เชียน เกิดอะไรขึ้นลูก?"
ผมเงยหน้ามองท่าน... มองโรแนนที่ยืนอยู่ข้างกายโดยที่มือยังค้างอยู่ในอากาศ... มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเอลาร่า... มองแมเดลีนและวิลเฮล์มที่จ้องมาด้วยตาเบิกกว้าง
ผมผลักเก้าอี้กระแทกพื้นแล้วลุกขึ้นยืน ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่
"เฟีย" ผมเอ่ยออกมา เสียงของตัวเองช่างฟังดูแปลกประหลาดและห่างไกล "ผมสัมผัสเธอไม่ได้แล้ว"
คำพูดนั้นทิ้งตัวลงกลางความเงียบ
จากนั้น ร่างกายของผมก็ขับเคลื่อนไปเอง ผมวิ่ง... วิ่งออกไปจากห้องอาหาร ผ่านโถงทางเดิน ทะลุออกประตูใหญ่ ลมกลางคืนปะทะหน้าแต่ผมไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
ผมต้องไปหาเธอ... เดี๋ยวนี้
รถหลายคันจอดเรียงรายอยู่ที่วงเวียนหน้าคฤหาสน์ ผมพุ่งตรงไปยังคันที่ใกล้ที่สุด พยายามควานหากุญแจในกระเป๋าที่ไม่มีอยู่จริง
"เชียน รอด้วย!"
เสียงของโรแนนไล่หลังมา ตามด้วยเสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นอย่างหนักหน่วง
ผมกระชากที่จับประตูรถ แต่มันล็อคอยู่
"โธ่เว้ย!" ผมสบถลั่น
โรแนนวิ่งมาทันผม เขากำลังหอบหายใจถี่ "นายจะทำอะไรน่ะ?"
"ผมต้องไปหาเธอ" ผมกระชากที่จับประตูซ้ำๆ ราวกับมันจะเปิดออกด้วยปาฏิหาริย์ "มันมีบางอย่างผิดปกติ... บางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ!"
"ตกลงๆ" โรแนนหยิบโทรศัพท์ออกมา "เดี๋ยวฉันโทรหาแกร์เรตต์เอง จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"
"ไม่มีเวลาแล้ว!"
"เชียน นายจะไปทั้งแบบนี้ไม่ได้—"
"พันธะมันขาดสะบั้นไปแล้วโรแนน!" ผมหันไปเผชิญหน้ากับเขา และสิ่งที่เขาเห็นในแววตาของผมทำให้เขาชะงักคำพูดไปในทันที "ผมรู้สึกถึงเธอไม่ได้อีกแล้ว... ไม่เลยสักนิด เธออาจจะตายไปแล้ว หรือไม่ก็เกิดเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้ จนสัมผัสของพันธะมันเลือนหายไปแบบนี้!"
เขาจ้องหน้าผมเพียงอึดใจ ก่อนจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ควักกุญแจรถออกมาแล้วมุ่งตรงไปยังรถอีกคัน
"ขึ้นรถ!" เขาตะโกน
ผมไม่รอให้เขาบอกซ้ำสอง ผมกระชากประตูฝั่งผู้โดยสารแล้วเหวี่ยงตัวเองเข้าไปข้างใน โรแนนพุ่งเข้าประจำที่คนขับแล้วบิดกุญแจสตาร์ทรถทันที
เครื่องยนต์แผดคำรามกึกก้อง
เขาเข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งมิด รถพุ่งทะยานออกไปจนกรวดหินกระเด็นพุ่งกระจายเบื้องหลัง ประตูรั้วคฤหาสน์ที่กำลังเปิดออกอยู่ข้างหน้าดูเหมือนจะช้าเกินใจไปเสียหมด
มือของผมสั่นระริก ผมกดพวกมันลงบนหน้าตัก พยายามบังคับให้มันนิ่งแต่มันไร้ผล ความว่างเปล่าในอกกำลังขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะกลืนกินผมไปทั้งตัว
"โทรหาแกร์เรตต์" โรแนนสั่ง ตาจ้องเขม็งไปที่ถนนเบื้องหน้า "ดูสิว่าเขารับสายไหม"
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยนิ้วมือที่สั่นเทา กดเบอร์แกร์เรตต์แล้วโทรออกทันที
สัญญาณดังขึ้นหนึ่งครั้ง... สองครั้ง... ผมเริ่มนับไม่ถูกหลังจากครั้งที่สาม
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ แกร์เรตต์ไม่ยอมรับสาย
"โธ่เอ๊ย" ผมพึมพำ "รับสิวะ รับสายที"
ไม่มีใครตอบ และสุดท้ายมันก็ตัดเข้าสู่ระบบฝากข้อความเฮงซวย
ผมกดวางและรีบโทรซ้ำทันที
เสียงสัญญาณยาวเหยียดแบบเดิมดังขึ้นอีกครั้ง และจบลงด้วยการฝากข้อความเหมือนเดิม
"เขาไม่รับสาย" ผมบอก
กรามของโรแนนขบกันแน่น เขาเหยียบคันเร่งหนักขึ้นจนรถพุ่งทะยานราวกับลูกธนู ต้นไม้ข้างทางพร่าเลือนจนกลายเป็นเพียงเส้นสีเขียวที่พุ่งผ่านหน้าต่างไป
ผมพยายามสัมผัสพันธะอีกครั้ง... พยายามอย่างยิ่งยวดด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่าผมอาจจะคิดผิด บางทีมันอาจจะแค่สั่นคลอน บางทีถ้าผมจดจ่อให้มากพอ ผมอาจจะพบเส้นใยที่เชื่อมเราไว้ด้วยกัน
แต่ไม่มี... ไม่มีอะไรเลย
มีเพียงความอ้างว้างที่แผ่ขยายกว้างราวกับเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
ลำคอของผมตีบตัน อกข้างซ้ายรู้สึกเหมือนกำลังถล่มลงมาทับตัวเอง
"เธอไม่เป็นไรหรอก" โรแนนพูดออกมา "เธอต้องไม่เป็นไร"
ผมไม่ได้ตอบ ผมตอบไม่ได้... เพราะผมไม่รู้ และการไม่รู้นี่แหละที่มันทำร้ายกันยิ่งกว่าสิ่งใด
ถนนข้างหน้าทอดยาวไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทุกวินาทีช่างยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกไมล์ที่ผ่านไปช่างเหมือนไกลแสนไกล
และ ณ ที่แห่งใดสักแห่ง ความคิดที่ว่าเฟียอาจจะกำลังสิ้นลมหรือจากไปแล้วนั้น... มันกำลังเผาผลาญจิตวิญญาณของผมจนมอดไหม้
ผมทนไม่ไหวอีกต่อไป
มือผมสั่นรุนแรงจนต้องใช้มืออีกข้างช่วยประคองข้อมือขณะปลดล็อคโทรศัพท์อีกครั้ง แม้ตรรกะจะบอกว่ามันไร้ประโยชน์ แต่ความหวาดกลัวไม่เคยฟังเหตุผล
ผมกดเบอร์ของเธอ
สัญญาณดังขึ้น
ครั้งที่หนึ่ง...
ครั้งที่สอง...
เสียงนั้นเจาะลึกเข้าไปในกะโหลกศีรษะ ทุกจังหวะที่ดังขึ้นมันหนักอึ้งกว่าครั้งก่อน ราวกับมันกำลังกดทับลงบนแผ่นอกและสูบเอาอากาศไปจากปอด ผมโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองหน้าจอราวกับว่าการขยับเข้าไปใกล้จะทำให้เธอรับสายได้จริงๆ
"ขอร้องล่ะ" ผมกระซิบ ผมไม่รู้แล้วว่ากำลังวิงวอนต่อสิ่งใด "เฟีย... รับสายเถอะ ได้โปรด"
เสียงสัญญาณหยุดลง
เพียงเสี้ยววินาที ความหวังก็โชติช่วงขึ้นจนเจ็บแปลบ
แต่แล้วเสียงฝากข้อความของเธอก็ดังขึ้นแทน
"เฮ้ คุณติดต่อเฟียอยู่นะ..." เสียงของเธอที่ดังผ่านเครื่องมือสื่อสารนั้นราบเรียบและคุ้นเคย มีชีวิตชีวาจนทำให้อะไรบางอย่างในตัวผมแตกสลายลงไปอย่างไม่มีชิ้นดี ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกราวกับเกลือที่สาดรดลงบนแผลสด
"ไม่..." ผมเค้นเสียงออกมา "ไม่ ไม่ ไม่!"
ผมกดวางสาย จ้องมองหน้าจอที่สะท้อนภาพใบหน้าอันบิดเบี้ยวและสั่นเทาของตัวเอง อกของผมสะท้อนขึ้นลงด้วยลมหายใจที่ขาดช่วงเป็นพักๆ ความอ้างว้างจากพันธะจู่โจมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ความปรานี กลืนกินทุกชุดความคิดไปจนสิ้น
"โธ่เว้ย!!!"
เสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งหลุดออกจากปาก ความโกรธแค้น ความหวาดกลัว และความเศร้าโศกพันตูเข้าด้วยกันจนไม่อาจแยกแยะ ผมเหวี่ยงโทรศัพท์สุดแรงเกิดเข้าใส่กระจกหน้ารถ!
เพล้ง!
เสียงกระจกแตกละเอียดดังก้องพร้อมรอยร้าวที่ลามกระจายไปทั่วราวกับใยแมงมุมที่น่าสยดสยอง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.