ตอนที่ 219
219 / 330
อ่าน 7 นาที
Chapter 219: Teeth 1
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:41
บทที่ 219: คมเขี้ยว (1)
ความมืดมิดนั้นแฝงเร้นไปด้วยคมเขี้ยว
ฉันวิ่งพล่านไปตามโถงทางเดินอันอ้างว้างของซิลเวอร์ครีก สองเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นหินที่เย็นจัดจนรู้สึกแสบร้อนราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา ชุดนอนตัวบางปลิวไสวไปเกี่ยวเข้ากับขวากหนามที่มองไม่เห็นเบื้องหลังนั้นมีเสียงฝีเท้าสะท้อนก้อง...
มันเป็นเสียงที่หนักหน่วงและทวีจำนวนขึ้นทุกครั้งที่ฉันเลี้ยวผ่านมุมตึก ฉันไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่กำลังไล่ล่าตนเองอยู่นั้นคือสิ่งใด
เสียงกระซิบเริ่มต้นด้วยความแผ่วเบา ก่อนจะขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นเสียงกึกก้อง
*โอเมก้า... โอเมก้า... โอเมก้า...*
ถ้อยคำนั้นพันธนาการรอบลำคอของฉันบีบรัดแน่นราวกับอุ้งมือปีศาจ ฉันพยายามจะแผดร้องทว่าเสียงที่หลุดรอดออกมากลับผิดเพี้ยน มันทั้งแหบพร่าและอ่อนแรง เป็นสุ้มเสียงของเหยื่อที่ตระหนักได้ว่าวาระสุดท้ายของการล่ามาถึงแล้ว
ฉันถลาผ่านหัวมุมหนึ่งแล้วหยุดชะงักลง
โถงใหญ่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คราคร่ำไปด้วยเหล่าหมาป่าจากทุกฝูง พวกเขายืนเรียงรายเป็นแถวด้วยความสงบนิ่ง ดวงตาทุกคู่จับจ้องการเคลื่อนไหวของฉันไม่วางตา ที่ด้านหน้าสุด ท่านพ่อและท่านแม่ยืนรออยู่บนแท่นยกระดับ เบื้องหลังของพวกท่านมีแบนเนอร์ตราสัญลักษณ์ของซิลเวอร์ครีกประดับอยู่ หากแต่รูปหมาป่าสีเงินนั้นกลับถูกขีดฆ่าทิ้งด้วยโลหิตสีแดงฉาน
"ได้โปรด..." ฉันกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ได้โปรดเถอะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ—"
ใบหน้าของท่านแม่เย็นชาดุจสลักจากหินผา "เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะท้าทายนางแล้วเดินจากไปโดยไร้รอยขีดข่วน?"
"ฉันแค่ปกป้องตัวเอง! นางมันก็แค่โอเมก้าชั้นต่ำคนหนึ่ง นางจะทำอะไรได้? ฉันแทบคลั่งตอนที่ได้ยินสิ่งที่นางพูดกับท่านพ่อ... ฉันคิดว่าฉันกำลังปกป้องครอบครัวอยู่—"
"เจ้าแค่ปกป้องศักดิ์ศรีและปรนเปรออีโก้ของตัวเองเท่านั้น" ท่านพ่อเอ่ยแทรกขึ้น วาจาของท่านกรีดฝ่าอากาศราวกับคมดาบ "แล้วดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ"
ฉันก้มลงมองตัวเอง
มือของฉันผิดแปลกไป นิ้วมือเรียวยาวจนน่าเกลียด เล็บแตกหักและเปรอะเปื้อนคราบสกปรก เมื่อฉันสัมผัสใบหน้า กลับพบเพียงความโหลลึกในจุดที่ไม่ควรจะเป็น โหนกแก้มโปนออกมาจนแหลมคม เส้นผมหลุดร่วงเป็นกระจุกเพียงแค่ปลายนิ้วสางผ่าน
"เกิดอะไรขึ้นกับฉัน?"
ไม่มีคำตอบจากใครทั้งสิ้น
ฝูงชนเริ่มเคลื่อนไหว พวกเขาค่อยๆ เดินวนล้อมรอบตัวฉัน บีบวงให้แคบลงเรื่อยๆ ใบหน้าของพวกเขาเบลอพรรณารวมกัน แต่ฉันยังคงเห็นเศษเสี้ยวของอารมณ์... ทั้งความรังเกียจเดียดฉันท์... ความเวทนา... หรือแม้แต่ความสะใจ
ใครบางคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา และคนอื่นๆ ก็เริ่มพากันหัวเราะตาม
ฉันหมุนตัวขวับเพื่อมองหาทางออก แต่กำแพงกลับเคลื่อนตัวเข้าหาจนประชิด เพดานกดต่ำลงมา อากาศเริ่มหนาแน่นจนการหายใจแต่ละครั้งรู้สึกเหมือนกำลังกลืนกินโคลนตมเข้าปอด
"หยุดนะ" ฉันหอบหายใจ "หยุดเถอะ ได้โปรด—"
มือหนึ่งคว้าหมับเข้าที่ไหล่ ฉันสะดุ้งสุดตัวและพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับเฟีย
ทว่านั่นไม่ใช่เฟียดั่งที่ฉันเคยรู้จัก ดวงตาของนางสว่างจ้าเกินไปจนแทบจะเรืองแสง รอยยิ้มนั้นบิดเบี้ยวและแหลมคมเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ โลหิตไหลซึมออกมาจากมือและลำคอของนาง หยดลงสู้พื้นจนกลายเป็นแอ่งเลือดสีแดงฉานใต้แทบเท้า
"เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายชนะ?" นางเอ่ยถาม
"ฉัน... ฉันไม่ได้—"
"เจ้าพยายามจะประจานฉันต่อหน้าทุกคน ตราหน้าว่าฉันเป็นคนลวงโลก เป็นพวกต้มตุ๋น" นางขยับเข้ามาใกล้ โลหิตที่นองพื้นไหลลามมาจนถึงเท้าเปล่าของฉัน "ดังนั้น ฉันจึงช่วงชิงทุกอย่างไปจากเจ้าเป็นการทดแทน"
"ไม่... ไม่นะ นั่นมันไม่—"
"ฐานะของเจ้า... หมาป่าของเจ้า... อนาคตของเจ้า..." รอยยิ้มของนางฉีกกว้างขึ้น "ทั้งหมดนั่น... สูญสิ้นไปแล้ว"
ฝูงชนเริ่มสวดภาวนาด้วยเสียงต่ำๆ ก่อนจะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
*โอเมก้า... โอเมก้า... โอเมก้า...*
ฉันยกมือขึ้นอุดหู ทว่าสุ้มเสียงนั้นกลับชอนไชลงไปลึกกว่าเดิม มันสั่นสะเทือนอยู่ในกระดูก แผ่ซ่านในกะโหลกศีรษะ ฉันอ้าปากเพื่อจะกรีดร้อง เพื่อบอกพวกเขาว่าทุกคนเข้าใจผิด เรื่องนี้มันแค่ชั่วคราว ฉันยังเป็นสายเลือดลูน่าผู้สูงส่ง ฉันยังคงมีความสำคัญ—
แต่ไม่มีเสียงใดหลุดรอดออกมา
แม้แต่ยามที่ฉันพยายามจะสื่อสารกับหมาป่าในตัวตน พลังอันอบอุ่นและทรงอำนาจที่เคยสถิตอยู่ตรงนั้นเสมอมา ขดตัวอยู่ในอกราวกับหัวใจดวงที่สอง พลังที่ฉันสัมผัสได้ตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก ข้อพิสูจน์แห่งคุณค่าของฉัน...
มันกลับว่างเปล่า
พื้นที่ที่นางเคยสถิตอยู่กลับกลายเป็นหลุมโหว่ที่ถูกขูดรีดจนเกลี้ยงเกลา ไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่เลยแม้แต่น้อย
หมาป่าของฉัน... หายไปแล้ว
"ไม่!" คำรามนั้นระเบิดออกมาในที่สุด "ไม่ ไม่ ไม่—!"
เฟียโน้มตัวเข้ามาใกล้ ลมหายใจของนางเย็นเยียบที่ข้างหู "เจ้าทำตัวเองทั้งนั้น"
พื้นเบื้องล่างพังทลายลง ฉันร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิด สู่ความว่างเปล่า สู่ห้วงเหวที่ดูดกลืนทั้งแสงสี เสียง และความหวัง ฉันตะเกียกตะกายในอากาศ ไขว่คว้าหากำแพงที่ไม่มีอยู่จริง หรืออะไรก็ตามที่จะหยุดยั้งการร่วงหล่นนี้ได้
ทว่ามันเป็นการดิ้นรนที่สูญเปล่า ฉันยังคงร่วงหล่นลงไป
และร่วงหล่นลงไป...
ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้อง
ลำคอของฉันแสบพร่า เสียงร้องยังคงพรั่งพรูออกมาเป็นระลอกจนกระทั่งมีมือคู่หนึ่งกดลงที่ไหล่ และสุ้มเสียงที่คุ้นเคยก็ดังแทรกฝ่าความตื่นตระหนกเข้ามา
"เฮเซล! เฮเซล ใจเย็นๆ ลูกรัก เจ้าปลอดภัยแล้ว เจ้าอยู่กับแม่ที่นี่"
ใบหน้าของท่านแม่ปรากฏชัดขึ้นตรงหน้า ดวงตาของท่านแดงก่ำ เส้นผมถูกรวบไว้เป็นมวยอย่างลวกๆ เบื้องหลังของท่านคือกำแพงห้องพยาบาลสีขาวสะอาดตา มันดูว่างเปล่าและเย็นชา ทว่ามันคือความจริง
ฉันสูดลมหายใจเข้าปอด แต่มันกลับไม่รู้สึกว่าเพียงพอ อกของฉันกระเพื่อมไหว เหงื่อกาฬโทรมกายจนชุดนอนแนบเนื้อ
"ไม่เป็นไรแล้ว" ท่านแม่เอ่ยซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง นางลูบผมที่ปรกหน้าผากของฉันออก "เจ้าไม่เป็นไรแล้วตอนนี้"
ฉันอยากจะเชื่อท่านเหลือเกิน ฉันอยากจะหลับตาลงแล้วซุกตัวลงกับหมอน แสร้งทำเป็นว่าฝันร้ายนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ผิดปกติ
แต่มันไม่ใช่
"ไม่มีอะไรที่ 'ไม่เป็นไร' ทั้งนั้น" เสียงของฉันแหบโหยและขาดห้วง ฉันจ้องมองเพดาน มองดูรอยร้าวบนปูนปลาสเตอร์ที่ดูเหมือนใยแมงมุม "หมาป่าของฉันหายไปแล้ว"
มือของท่านแม่ชะงักนิ่ง
"นางถูกพรากไปจากฉัน" ถ้อยคำนั้นหนักอึ้งและเด็ดขาด ราวกับว่าการเอ่ยมันออกมาดังๆ จะทำให้ความจริงนี้ประจักษ์ชัดยิ่งกว่าการพิจารณาคดีเสียอีก "นางแค่... นางไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว"
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง มันไม่ใช่ความเงียบที่เบาสบาย แต่เป็นความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งยืนยันทุกอย่างที่ฉันไม่อยากรับรู้
"โอ๊ย เงียบปากเสียที"
ฉันสะดุ้งโหยงและหันไปมอง
คุณย่าพอลลีนยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง กอดอกด้วยท่าทางที่เย็นชาประดุจน้ำแข็งสลัก นางไม่ได้มองมาที่ฉันตอนที่พูด แต่กลับจ้องมองออกไปที่ทุ่งกว้างเบื้องหลังบานกระจก
"สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเจ้ายังมีชีวิตอยู่" นางกล่าวต่อ น้ำเสียงห้วนและเฉียบขาด "จะมีหมาป่าหรือไม่มันก็ไม่มีความหมายหรอก หากเจ้าถูกตัดหัวขาดไปเสียก่อน"
ความจริงอันเจ็บปวดนั้นปะทะเข้ากลางใจราวกับการถูกตบหน้า ฉันอ้าปากจะค้านแต่ก็หุบลง ฉันจะพูดอะไรได้เล่า? จะบอกว่าฉันยอมตายเสียดีกว่าต้องกลายเป็นโอเมก้าอย่างนั้นหรือ? หรือจะบอกว่าการสูญเสียหมาป่าไปมันเหมือนกับการถูกตัดแขนขา หรืออาจจะแย่กว่านั้น เพราะอย่างน้อยอวัยวะที่ขาดหายไปยังเหลือความทรงจำให้โหยหาได้?
ในท้องของฉันปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียน
ฉันไม่ได้พูดอะไรออกมา
ท่านแม่บีบมือฉันเบาๆ แต่ฉันแทบไม่รู้สึกถึงแรงนั้นเลย
เงาที่เคลื่อนไหวในระดับสายตาทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมอง และนั่นทำให้ฉันถึงกับลืมหายใจ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ที่กรอบประตู เขามีดวงตาสีเขียวและเครื่องหน้าคมคายราวกับถูกจุมพิตด้วยแสงตะวัน ฉันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่ชวนให้รู้สึกขนลุกนั่น ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ริมฝีปากของเขา
"แก..." คำพูดนั้นติดอยู่ที่ลำคอ
เขาเดินเข้ามาข้างในและปิดประตูตามหลังด้วยเสียง 'คลิก' เบาๆ
"แกช่วยนาง..." ฉันเค้นเสียงออกมา คำกล่าวหาลอยคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบระหว่างเราสองคน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.