Chapter 3641
3652 / 4197
9 min read
Chapter 3641: Burning Issue (Part 2)
Published Apr 10, 2026, 04:33 AM
"ไม่ล่ะ ฟีล่าวางสายแล้ว" ราชสีห์ร่างยักษ์ผู้สง่างามตัดสายทิ้ง พลางถอนหายใจยาวราวกับภูผาที่กดทับบ่าเพิ่งถูกยกออกไป
"เอาล่ะ ง่ายกว่าที่คิดแฮะ... แม่กำลังทำอะไรน่ะ?" โฮโลแกรมของฟีล่ายังไม่ทันเลือนหาย ทว่าคัลล่ากลับก้มหน้าก้มตาทำงานอีกครั้งเสียแล้ว
"แม่กำลังบันทึกคำบ่นพวกนั้นเก็บเข้าคลังไว้ใช้รอบหน้าตอนที่ลูกทำตัวสมควรโดนด่าไงจ๊ะ และก็กำลังสานต่องานวิจัยที่ค้างไว้ก่อนที่เรื่องน่าปวดหัวนี่จะเริ่มขึ้นด้วย ลูกรัก"
"แม่คะ พวกมังกรเพลิงต้องการคุยกับแม่ โทรหาพวกเขากลับเดี๋ยวนี้เลย" นีการะบายลมหายใจแรงฟึดฟัดด้วยความหงุดหงิด
"ได้สิจ๊ะ" คัลล่าแย้มยิ้ม แม้ในใจยังคงหวาดระแวงว่าจะถูกลงโทษจากความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเองก็จำไม่ได้แน่ชัด แต่มันยังคงวนเวียนเป็นเงาตามตัวไม่ห่าง
"ใครน่ะ?" น้ำเสียงห้วนจัดจากปลายสายดังแทรกขึ้นมา
"นั่นมันบทของฉันต่างหาก!" คัลล่าสวนกลับทันควัน "แล้วคุณล่ะเป็นใคร?"
"เจ้าเป็นคนเรียกข้าเอง" ภาพเปลวเพลิงอันดุดันของ 'เออร์แกค' มังกรเพลิง ปรากฏขึ้นเหนืออัญมณีสีขาวบริสุทธิ์ "แล้วเจ้าได้รูนติดต่อข้ามาได้อย่างไร?"
"เป็นคำถามที่ดีนะ นีกา?" คัลล่าหันไปเลิกคิ้วถามลูกสาว เพราะเธอเองก็ไม่รู้คำตอบเช่นกัน
'โอ้ ให้ตายเถอะ—' แวมไพร์สาวแทบอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอมารดาบังเกิดเกล้า หากไม่ใช่เพราะสายตาดูแคลนของเออร์แกคที่เบรกเธอไว้เสียก่อน
'ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์มาดูถูกแม่ได้นอกจากฉัน!' เธอคำรามในใจ
"ขอคารวะ ท่านมังกรเพลิงผู้ทรงเกียรติ" นีกาค้อมศีรษะลงต่ำอย่างนอบน้อม "ข้ามีนามว่า นีกา ดราก้อนบอร์น บุตรีบุญธรรมแห่งวลาดิออน แวมไพร์สายเลือดแรก และเป็นบุตรีอันเดดของ คัลล่า เดอะ ไวท์ ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้"
"ท่านตัวแทนสัตว์อสูรฟีล่าเป็นผู้มอบรูนติดต่อของท่านแก่พวกเรา และที่พวกเราติดต่อมาก็เป็นไปตามคำขอของท่านเอง"
ความคิดร้อยแปดพันเก้าพุ่งพล่านในหัวของเออร์แกคเมื่อได้ยินคำอธิบาย และเชื่อเถอะว่าไม่มีความคิดไหนที่เป็นแง่บวกเลยสักนิด
'ข้าเคยได้ยินวีรกรรมแย่ๆ ของยัยพวกอยากเป็นลิชมาก็มาก ทว่าหลังจากเสวนาด้วยไม่ถึงนาที ข้าก็ตระหนักได้ทันทีเลยว่า ข่าวลือเรื่องความสติฟั่นเฟือนของนางช่างถูกประเมินไว้ต่ำเกินไปนัก' เขารำพึงในใจ
"ขอคารวะ แวมไพร์น้อย และขอบใจสำหรับความช่วยเหลือของเจ้า" แต่สิ่งที่เขาเอ่ยออกมากลับเป็น "ข้าคือเออร์แกค ผู้นำตระกูลคนใหม่แห่งมังกรเพลิง ข้าขอเจรจากับแม่ของเจ้าด้วยหวังว่าจะสร้างสายสัมพันธ์ทางการค้า ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลต่อเผ่าพันธุ์ของข้าและงานวิจัยของแม่เจ้า"
"ว่ามาสิ" คัลล่าแทรกขึ้น แววตาที่เคยเหม่อลอยแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและจดจ่ออย่างน่าประหลาด
"เมื่อไม่นานมานี้ พวกมังกรเพลิงเพิ่งได้ครอบครอง 'หูแห่งเมนาเดียน' และจากสิ่งที่ข้าเข้าใจ เจ้าครอบครอง 'ดวงตา' เอาไว้ ถูกต้องหรือไม่?" เออร์แกคตั้งคำถาม
"ถูกต้อง" คัลล่าพยักหน้ารับเป็นเชิงให้เขาพูดต่อ
"แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากเมกัส เวอร์เฮน พวกเราก็ยังคงประสบปัญหาในการควบคุมพลังของหู และความรู้เพียงน้อยนิดที่เรางมมาได้ก็ยังไม่ผลิดอกออกผลพอที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับศิลปะแห่งการหลอมสร้างของพวกเราได้ นี่คือข้อเสนอของข้า..."
"เจ้าจงใช้ดวงตาเพื่อช่วยพวกเราศึกษาวิธีใช้หู และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พวกเราจะให้เจ้าหยิบยืมหูไปใช้ในงานวิจัยของเจ้า"
"ฟังดูไม่เห็นเหมือนข้อเสนอที่ดีตรงไหนเลย" คัลล่าหรี่ตามองมังกรเพลิงราวกับกำลังมองดูคนโง่งม
"สิ่งที่แม่ของข้าหมายถึงก็คือ... ทำไมท่านถึงคิดว่านางจะได้ประโยชน์จากการใช้งานหูนี้ล่ะ?" นีกาอธิบายเสริม
"ข้าขออภัย เป็นความผิดของข้าเอง" เออร์แกคตัดสินใจใช้ไม้อ่อน "ข้าทึกทักเอาเองว่า ด้วยความสนิทสนมระหว่างเจ้ากับเมกัส เวอร์เฮน เขาคงจะอธิบายหลักการทำงานของหูให้เจ้าฟังไปแล้ว มันสามารถทำให้ผู้ครอบครองสดับฟังการไหลเวียนของพลังเวทมนตร์ได้ทุกรูปแบบ..."
"ทั้งมานา พลังงานแห่งโลก อาร์ติแฟกต์ หรือสรรพสิ่งใดๆ" เมื่อเห็นว่าทั้งนีกาและไวท์ตรงหน้ายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความตื่นเต้น เขาจึงสาธยายต่อ "การจะก้าวขึ้นเป็นลิชได้นั้น ผู้ร่ายเวทจำต้องหลอมรวมพลังชีวิตและแก่นแท้มานาของตนให้สอดประสานเข้ากับผลึก เพื่อแปรสภาพมันให้กลายเป็นฟิแลกเทอรีของตนเอง"
"อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการบรรลุสภาวะลิชก็คือ... แต่ละบุคคลล้วนมีเอกลักษณ์ของคลื่นพลังงานที่เฉพาะตัว ซึ่งผลึกเวทมนตร์เองก็เช่นกัน หากล้มเหลวในการผสานคลื่นพลังให้สอดรับกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ย่อมหมายถึงบาดแผลฉกรรจ์ถึงชีวิต เพราะเจ้าจำต้องกะเทาะแก่นแท้ของตนให้แตกออกเป็นสองส่วน และถ่ายโอนเสี้ยวหนึ่งเข้าไปเก็บรักษาไว้ภายในผลึก"
"เรื่องพรรค์นั้นฉันรู้อยู่แล้ว" คัลล่าพยายามกดเสียงไม่ให้ฟังดูเย่อหยิ่งทว่าก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
"เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะตระหนักได้แล้วว่า หากเจ้าสามารถสดับฟังจังหวะชีพจรแห่งแก่นแท้และผลึกด้วยหูแห่งเมนาเดียน เจ้าจะล่วงรู้ได้อย่างถ่องแท้ว่าตนเองเข้าใกล้ความสำเร็จมากเพียงใด และสามารถจับสัมผัสถึงความผิดพลาดได้ในเสี้ยววินาทีที่มันเกิดขึ้น" ดวงตาของเออร์แกคหรี่แคบลง แต่น้ำเสียงยังคงรักษาความสุภาพไว้
"พระแม่ผู้ยิ่งใหญ่ พระแม่สีชาด และพระแม่แห่งสรรพสิ่ง!" คัลล่าโพล่งออกมาด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด "นั่นมันข่าวดีสุดๆ ไปเลย! ขอบใจมากนะ ลาก่อน!"
ร่างโปร่งแสงเตรียมจะตัดสายทิ้ง แต่นีกากระโจนเข้าห้ามไว้ทัน
"สิ่งที่แม่ของข้าพยายามจะบอกก็คือ ข้อเสนอของท่านช่างใจกว้างและน่าสนใจยิ่งนัก แต่นางยังต้องการเวลาไตร่ตรองอีกสักหน่อย" นีกากล่าวแก้ต่าง "ข้าขอขอบพระคุณในความอดทนของท่าน และขอให้คำมั่นว่าข้าจะแจ้งให้ท่านทราบในทันทีที่แม่ของข้าตัดสินใจได้"
"ขอบใจ" เออร์แกคผงกศีรษะรับอย่างสุภาพ "เจ้ามีเครื่องรางสื่อสารหรือไม่ แวมไพร์นีกา? ข้าเชื่อเหลือเกินว่าการติดต่อผ่านเจ้า น่าจะช่วยลดทอนความหงุดหงิดในการสนทนาของพวกเราลงไปได้มากโข"
"ข้าต้องขออภัย ข้ามีเพียงเครื่องรางระดับมาตรฐานเท่านั้น" เธอตอบ "มันไม่สามารถแลกเปลี่ยนรูนได้หากปราศจากการสัมผัสโดยตรง"
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะสร้างมันให้เจ้าเอง เพียงแค่บอกมาว่าข้าควรนำไปฝากไว้ที่ใด หรือควรมอบหมายให้ผู้ใดเก็บรักษาไว้จนกว่าเจ้าจะมารับมัน" เออร์แกคเสนอ
"ฝากไว้กับลิธ... เอ่อ ข้าหมายถึง เมกัส เวอร์เฮน ก็ได้ค่ะ" นีกาตอบ "ท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้อีกหรือไม่ ท่านผู้นำเออร์แกค?"
"ไม่มีแล้ว ขอบใจมาก แค่รับเครื่องรางนั่นไปก็พอ เออร์แกควางสาย"
"แม่คะ แม่คิดอะไรอยู่เนี่ย?!" นีกาคำรามลั่นทันทีที่โฮโลแกรมของมังกรเพลิงจางหายไป "แม่จะมาทำตัวเสียมารยาทตัดสายทิ้งใส่คนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาคุยกับพวกมังกร!"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? แม่ก็ทำแบบนี้ออกจะบ่อย" คัลล่ายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
"แม่ทำอะไรนะ?!" สีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดของนีกา บ่งบอกให้ไวท์รู้ตัวว่าเธอคงทำเรื่องผิดพลาดมาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้วในอดีต
"แม่ล้อเล่นน่า" น้ำเสียงของคัลล่าฟังดูจริงใจพอๆ กับแบงก์กงเต๊ก "อีกอย่าง แม่ก็ไม่ได้ง้อหมอนั่นสักหน่อย ถ้ายักษ์นั่นมีหูแห่งเมนาเดียนได้ สคัวร์จก็ต้องมีเหมือนกัน เราไปเยี่ยมเขากันเถอะ จะได้ไปพิสูจน์ด้วยว่าหูนั่นมันวิเศษวิโสเหมือนที่เจ้าฮอว์คสแพ็ตนั่นโม้ไว้รึเปล่า..."
"เออร์แกค ต่างหากล่ะ" นีกาแก้ชื่อให้ถูกต้อง
"และเราก็ขอยืมหูของจริงมาจากสคัวร์จซะเลย เผลอๆ อาจจะได้เรียนรู้วิชาจากเมนาเดียนอีกสักบทสองบทด้วย"
"ช่างเป็นความคิดที่บรรเจิดมากเลยค่ะแม่" นีกาอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง "เป็นแผนที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีเยี่ยมจริงๆ... ยกเว้นไอ้เรื่องจะตัดสายทิ้งนั่นน่ะนะ"
"ทำไมต้องทำหน้าตกใจขนาดนั้นด้วย? ไม่ได้จะโม้นะ แต่แม่น่ะได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริ—" วินาทีที่คัลล่าก้าวเท้าพ้นห้องทดลองของเธอ แสงสว่างจ้าอันแสนร้ายกาจก็สาดส่องแผดเผาดวงตาของเธออย่างจัง
อากาศราวกับอาบยาพิษทะลักเข้าสู่โพรงจมูก ส่งผลให้เธอสำลักไออย่างรุนแรง ทั่วร่างปวดแสบปวดร้อนและร้าวระบมไปหมดจนแยกไม่ออกว่าอวัยวะส่วนไหนที่เจ็บปวดทรมานมากที่สุด
"แสงอาทิตย์กำลังจะฆ่าฉัน!" คัลล่ายืนหอบหายใจรวยรินอย่างรวดเร็วและตื้นเขิน "ถึงแม้ลูกจะหักหลังแม่ แต่นีกา... แม่จะรักลูกตลอดไปนะ ได้โปรด แบ่งปันดวงตาให้กับพี่ชายของลูกด้วยเถอะ..."
"แม่คะ หนูต่างหากที่เป็นแวมไพร์ ส่วนแม่น่ะคือสัตว์อสูรจักรพรรดิ" คัลล่ามองไม่เห็นสายตาของลูกสาว แต่เธอสัมผัสได้จากน้ำเสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งว่าลูกสาวกำลังโกรธจัด "หนูอุตส่าห์ย้ายมาอยู่ที่ป้อมปราการแห่งแสงก็เพื่อแม่นะ ตอนนี้พวกเราอยู่ลึกลงไปใต้ดินของจักรวรรดิตั้งไม่รู้กี่ชั้น"
"แสงที่สว่างอยู่นี่ก็มาจาก 'หินสุริยะ' ของวลาดิออน และมันไม่ได้ทำอันตรายต่ออันเดดเลยแม้แต่น้อย นับประสาอะไรกับสิ่งมีชีวิตล่ะ"
"แต่... ตาของแม่! ร่างกายของแม่! จมูกของแม่!" คัลล่ายังคงคร่ำครวญไม่เลิก
"นั่นก็เป็นผลกรรมจากการที่แม่ไม่ยอมขยับก้นออกจากเก้าอี้นั่นมาเป็นเวลาสามเดือนเต็มไงล่ะ!" นีกาตวาดแหว "ที่แม่แสบตา ก็เพราะแม่ไม่ชินกับแสงสว่างหลังจากหมกตัวอยู่ในความมืดมาตั้งนาน ส่วนที่ร่างกายแม่ปวดร้าวไปหมด ก็เพราะแม่เป็นตะคริวต่างหาก!"
"จริงเหรอ?" คัลล่าเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่าความเจ็บปวดค่อยๆ ทุเลาลงทันทีที่สายตาเริ่มปรับตัวรับแสงจากหินสุริยะได้ และพลังแห่งความมืดสายใหม่ก็เริ่มไหลเวียนหล่อเลี้ยงแขนขาที่เคยลีบฝ่อของเธอ "แล้วทำไมแม่ถึงยังไอแล้วก็หอบไม่หยุดเลยล่ะ?"
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.