Chapter 3653
3664 / 4197
8 min read
Chapter 3653: Silver and Gold (Part 2)
Published Apr 10, 2026, 04:39 AM
"ไม่" บาบายาก้าตอบกลับเสียงเรียบ "แต่ทันทีที่พวกเขาก้าวออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง พวกเขาจะได้พบเจอและเรียนรู้มันเอง อย่าได้ขมขื่นกับสิ่งที่สูญเสียไปนักเลย หลายคนในพวกเราก็ไม่มีวัยเด็กที่น่าจดจำนักหรอก สิ่งสำคัญคือการค้นพบความแข็งแกร่งเพื่อทำลายวงจรอุบาทว์นี้ต่างหาก"
"ท่านด้วยเหรอคะ?" คีเลียเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"ใช่ ฉันเกิดมาในชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุดของพวกโอดี (Odi)" บาบายาก้าพยักหน้าช้าๆ "และไม่ ฉันจะไม่เล่าเรื่องนั้นให้เธอฟังหรอกนะ ฉันไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสงสาร และไม่อยากทำให้เธอต้องเศร้าหมองไปมากกว่าที่เป็นอยู่"
ความอยากรู้อยากเห็นพลุ่งพล่านในใจคีเลีย การถูกปฏิเสธอย่างดื้อๆ ทำให้เธอรู้สึกขัดใจ ทว่าความห่วงใยที่แฝงอยู่เบื้องหลังคำปฏิเสธนั้นกลับสั่นสะท้านหัวใจของเธอ
"ขอบคุณค่ะ คุณยาย" เธอเอ่ยเสียงเบา
"ด้วยความยินดี" หญิงชราตอบกลับด้วยน้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งพูด "เดี๋ยวเธอต้องไปเป็นเพื่อนฉันที่ลูเทียด้วยนะ หลังฉันไม่ค่อยดี ยกของหนักๆ ไม่ไหวหรอก"
"ไม่มีปัญหาค่ะ" คีเลียหัวเราะคิกคัก
"เอาล่ะ กลับบ้านกันเถอะ" ยาก้ากล่าว "ถึงเวลาไปรับความดีความชอบสำหรับผลงานของเธอแล้ว"
***
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องเต้นรำที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นห้องฝึกซ้อม ควิลล่ากำลังยืนตระหง่าน อวดโฉมความสำเร็จชิ้นล่าสุดของเธอ
"พวกนายทำฉันผิดหวังจริงๆ" เธอถลึงตาใส่ผู้ชมรอบห้อง "พวกนายไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเลยหรือไง?"
"ฉันเห็นนะ แต่การชี้เป้าว่าพุงของเธอมันพองจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว มันดูจะเสียมารยาทไปหน่อย" โซลัสเอ่ยขึ้น
"ไม่ใช่ฉันย่ะ ยัยบ้าเอ๊ย!" ควิลล่าหน้าแดงก่ำ "ฉันหมายถึงไรล่าต่างหาก! จำไม่ได้เหรอว่าฉันสัญญาว่าจะหาวิธีรักษาพลังชีวิตของเธอให้ได้น่ะ?"
"เธอมีบางอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ" ลิธหรี่ตาพินิจพิเคราะห์เผ่าพันธุ์โฟมอร์ด้วยสายตาอันช่ำชอง "แต่ฉันบอกไม่ถูกแฮะว่าคืออะไร"
อันที่จริงเขารู้เต็มอก ไร่ล่าดูเด็กลง ผิวพรรณของเธอเรียบเนียนขึ้น และส่วนโค้งเว้าก็ดูเย้ายวนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ หากพลั้งปากพูดออกไปล่ะก็ คามิลล่าคงได้แผดเสียงพิโรธจนบ้านแตกแน่ๆ
"เธอดู... น่ารักขึ้นป่ะ?" โมร็อกเอี้ยวตัวหลบดงระเบิดลูกแรกในชีวิต ทว่าเหตุผลหลักเป็นเพราะความเกรงใจน้องชายตัวน้อยมากกว่าจะเกรงใจภรรยาตัวเอง
เพราะการเรียกแม่ของแกร์ริกว่า "ฮอต" มันฟังดูผิดผีสุดๆ แม้แต่สำหรับคนอย่างโมร็อกก็เถอะ
"โครงหน้าของเธอดูสมมาตรขึ้นด้วยนะ" ดวงตาของทิสต้าหรี่แคบลงอย่างเพ่งพินิจ "แถมขนนกของเธอก็ดูนุ่มฟูขึ้นด้วย"
"ถูกต้องเลยทุกคน!" ควิลล่ายืดอกเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ และเกือบจะหงายหลังล้มตึงไปแล้ว หากไม่ได้โฟมอร์สาวพุ่งเข้ามารับตัวไว้ได้ทัน "ฉันก้าวไปข้างหน้าได้ก้าวเล็กๆ ก้าวหนึ่งแล้วนะ!"
"แค่นั้นเนี่ยนะ? มีอะไรให้น่าโอ้อวดกัน?" โมร็อกรักเธออย่างสุดซึ้งก็จริง แต่ความรักมันก็มีขีดจำกัดเหมือนกันนะ
"ตรงที่ยังไม่มีใครเคยทำได้ยังไงล่ะ!" ควิลล่าแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ "นี่คือก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้อง แถมยังมีผลลัพธ์ให้เห็นประจักษ์แก่สายตาแล้วด้วย!"
"เธอพูดถูกแล้วที่รัก" โมร็อกรีบปรบมือรัวๆ ซึ่งคนอื่นๆ ก็พากันปรบมือตามอย่างรวดเร็ว "เธอทำได้ยังไงน่ะ?"
"ฉันล่ะอยากจะบอกเหลือเกินว่าทั้งหมดนี่เป็นเพราะความอัจฉริยะและความพยายามของฉันล้วนๆ แต่ความจริงคือ ฉันได้รับความช่วยเหลือมากกว่าที่การ์เดี้ยนจะมอบให้ได้เสียอีก" ควิลล่าทอดถอนใจก่อนจะทรุดตัวลงนั่ง "งานวิจัยของเกลมอสเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับงานวิจัยของฉัน
"เด็กๆ มอบความเข้ากันได้กับทุกธาตุและมานามหาศาลจนฉันสงสัยว่าชาตินี้ฉันจะใช้มันหมดไหม พวกเขาทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงกระแสไหลเวียนของทุกธาตุ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจว่าปีกและแก่นมานาของไรล่าทำปฏิกิริยากันอย่างไร
"จากนั้นก็เป็น เคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายของลิธ ที่คอยผลักดันพลังชีวิตของไรล่าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นจุดเริ่มต้นให้กับวิชาสลักเรือนร่างของฉัน ฉันไม่ขอโกหกเลยนะ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ฉันก็คงทำผลงานได้ไม่ต่างจากร็อกฮาร์และเกลมอสหรอก
"แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็คงมาได้ไม่ไกลและรวดเร็วขนาดนี้หรอก ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยของฉัน"
ราวกับนัดกันไว้ ประตูห้องฝึกซ้อมเปิดออกพอดี เผยให้เห็นร่างของคีเลียที่เดินเข้ามาพร้อมกับบาบายาก้า และวาเลรอนที่สองซึ่งถูกฟรีย่าอุ้มอยู่
"ฉันเข้าใจเรื่องบาบายาก้านะ แต่วาเลรอนเนี่ยนะ?" ลิธขมวดคิ้วเข้าหากัน
"ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เจ้าหนู" หญิงชราตอบกลับ "หล่อนหมายถึงคีเลียต่างหาก"
"หนูไม่ได้ทำอะไรมากเลยค่ะ" เด็กสาวกระแอมไอ ใบหน้าเห่อร้อนด้วยความขวยเขินเมื่อถูกสายตาของจอมเวทผู้ทรงพลังหลายสิบดวงจ้องมองมา "หนูแค่ให้คำแนะนำควิลล่านิดหน่อยเอง"
"อย่าถ่อมตัวไปหน่อยเลย ไม่งั้นเดี๋ยวเพื่อนร่วมชั้นของเธอได้กินเธอทั้งเป็นแน่ในตอนปีสี่" ควิลล่าเอ่ยขึ้น "คีเลียช่วยฉันไว้มาก และไม่ใช่แค่การเอาขนมมาเสิร์ฟอย่างที่พวกนายกำลังคิดหรอกนะ
"ดัสก์คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพลังชีวิตที่เก่งกาจที่สุดบนม็อกการ์ ฉันเลยขอร้องให้เธอดึงความรู้จากผลึกของเขามาช่วยแก้ปัญหาให้ไรล่าน่ะ"
"และอย่างที่บอก หนูไม่ได้ทำอะไรมากเลย" คีเลียกล่าวซ้ำ "หนูแค่เข้าไปดูความทรงจำของดัสก์ให้พี่เท่านั้นเอง"
"ไร้สาระน่า" ควิลล่าส่ายหน้า "ใครๆ ก็อ่านตำราวิชาสลักเรือนร่างอันซับซ้อนได้ แต่มีน้อยคนนักที่จะเข้าใจมันได้อย่างถ่องแท้ ซึ่งเธอทำได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้เธอจะเข้าถึงความทรงจำของดัสก์ได้ แต่การเสนอไอเดียให้ผสาน วังวนแห่งชีวิต เข้ากับ เคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายของลิธ ก็เป็นความคิดของเธอเองนะ
"หากขาดวิสัยทัศน์ของเธอ การจะระบุเส้นทางที่พลังชีวิตของโฟมอร์ควรจะมุ่งไป คงต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน เธอช่วยประหยัดเวลาและลดทอนความทุกข์ทรมานให้ไรล่าไปได้มหาศาลเลยล่ะ"
"วังวนแห่งชีวิตงั้นเหรอ?" ลิธขมวดคิ้วแน่น "นั่นพอจะอธิบายได้ว่าทำไมเธอถึงต้องการความช่วยเหลือจากวาเลรอน แต่ก็ยังไม่กระจ่างนัก ฉันหมายความว่า ไรล่าเองก็สร้างอัสนีสีทองจากดวงตาสีเหลืองของเธอได้ ถึงมันจะอ่อนแอกว่าวังวนแห่งชีวิต แต่วิธีการทำงานของมันก็เหมือนกัน แถมเรายังเคยมืดแปดด้านตอนที่พยายามใช้มันมาแล้วด้วย"
"คีเลีย เชิญรับหน้าที่อธิบายเลยจ้ะ" ควิลล่าระบายยิ้ม ยินดีปรีดากับคำถามนั้น
"อัสนีสีทองและอัสนีสีเงินมีหลักการทำงานที่เหมือนกันก็จริง แต่มีความแตกต่างประการสำคัญอยู่ค่ะ" คีเลียอธิบาย "อัสนีสีทองไม่เพียงแต่อ่อนแอกว่า แต่มันยังไม่สามารถรวมศูนย์พลังได้
"มันจะยกระดับทั้งแก่นมานาและพลังชีวิตของเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอัสนีสีทองถึงไม่มีพลังทำลายล้างที่แท้จริง และไม่ได้ช่วยอะไรพวกพี่ในงานวิจัยเลย มานาที่ถูกยกระดับขึ้นจะเข้าไปปรับสมดุลของร่างกาย ทำให้พวกพี่สัมผัสสัญญาณได้แรงขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิมเลย
"แต่ทว่า วังวนแห่งชีวิต กลับมีความพลิกแพลงมากกว่า ด้วยการยกระดับเพียงแค่พลังชีวิตของไรล่า ในจังหวะที่เธอใช้เคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายของพี่ลิธ พวกเราจึงสามารถมองเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ ขยับออกจากจุดเริ่มต้น และทำให้เราวางแผนล่วงหน้าได้ค่ะ
"ยิ่งไปกว่านั้น ไรล่าไม่สามารถปล่อยอัสนีสีทองออกมาได้ในร่างบาเลอร์แห่งสภาวะร่วงหล่น ในขณะที่วาเลรอนไม่มีปัญหานั้น ด้วยการผสานวังวนแห่งชีวิตเข้ากับองค์ความรู้ที่เราได้จากเคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกาย พี่ควิลล่าจึงสามารถปรับเปลี่ยนพลังชีวิตในร่างบาเลอร์ของไรล่าได้ค่ะ"
"*พวกเรา*ต่างหากที่ทำได้" ควิลล่าเอ่ยแก้คำพูดให้
"แล้ววังวนแห่งชีวิตช่วยพวกเธอหาเส้นทางได้ยังไงกัน?" ฟรีย่าเอ่ยถามขึ้นมา สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนไม่น้อย
'ฟังดูคล้ายกับงานวิจัยเพื่อการบรรลุสู่ความเป็นมังกรของฟาลูเอลมากๆ เลย' เธอคิดในใจ 'อาจารย์ยังไม่ได้เปิดเผยทฤษฎีที่ว่าไฮดราคือมังกรที่ล้มเหลวให้ใครฟัง แต่จนถึงตอนนี้ เทคนิคของอาจารย์กับของควิลล่ามีอะไรที่คล้ายคลึงกันมากทีเดียว'
"อันที่จริงมันเข้าใจง่ายมากเลยนะคะถ้าลองคิดดูให้ดี" คีเลียตอบ "สภาวะร่วงหล่นก็คือความบกพร่องครั้งใหญ่ของพลังชีวิต เป็นสิ่งที่วิวัฒนาการควรจะซ่อมแซมได้เองไปตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะการทดลองอันโง่เขลาของพวกบาเลอร์
"ถ้าจะเปรียบเทียบ มันก็เหมือนไข้หวัดธรรมดาๆ ที่วิชาสลักเรือนร่างทำให้มันลุกลามจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง แต่เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล พลังชีวิตย่อมดิ้นรนที่จะเยียวยาตัวเอง ปัญหาคือมันขาดความแข็งแกร่งที่จำเป็น การที่พวกบาเลอร์ใช้ฮาร์โมไนเซอร์ของเกลมอสกันมาหลายต่อหลายรุ่น ทำให้ 'โรค' นี้อ่อนกำลังลง
"เคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายของพี่ลิธเข้าไปกระตุ้น 'ระบบภูมิคุ้มกัน' ในพลังชีวิตของไรล่า และวังวนแห่งชีวิตก็ช่วยมอบความแข็งแกร่งให้กับมัน แม้มันจะไม่เพียงพอที่จะลบล้างความเสียหายที่เกิดจากสภาวะร่วงหล่นนับพันปีได้ แต่มันก็ช่วยบอกทิศทางให้กับเรา
"ร่างกายของไรล่ากำลังบอกเราว่ามันต้องการจะมีสภาพแบบไหน พี่ควิลล่าจดบันทึกความเปลี่ยนแปลงของพลังชีวิตในตอนที่ไรล่าผสานเคล็ดวิชาขัดเกลาร่างกายของพี่ลิธเข้ากับวังวนแห่งชีวิตของวาเลรอน จากนั้นจึงจำลองความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ด้วยวิชาสลักเรือนร่าง หลังจากที่ไรล่าคืนร่างกลับเป็นบาเลอร์ค่ะ"
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.