Chapter 1144
1146 / 1173
11 min read
Chapter 1144
Published Apr 8, 2026, 01:10 AM
บทที่ 1144
“เมื่อวานท่านเห็นหรือไม่?”
“เห็นอันใดรึ?”
“ก็... คฤหาสน์ที่เหล่าสมาชิกพันธมิตรสหายสวรรค์พำนักอยู่นั่นปะไร”
“อ้อ เรื่องนั้นเอง เหตุใดจู่ๆ ถึงยกขึ้นมาพูดเล่า? มันเป็นหัวข้อสนทนาของชาวคูกังมาพักใหญ่แล้ว”
ผู้ฟังหัวเราะเบาๆ เป็นความจริงที่ว่าคฤหาสน์ซึ่งเป็นที่พำนักของสำนักเขาฮวาได้กลายเป็นสถานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในคูกังไปเสียแล้ว
“อย่าให้พูดเลย ครั้งนี้... ข้าได้ยินมาว่าท่านจางล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น”
“อีกแล้วรึ?”
“อะไรคืออีกแล้ว? ข้าบอกคุณท่านผู้นั้นให้จ้างคนเพิ่มตั้งนานแล้ว แต่เขาก็ไม่ฟัง”
“เขาฟังต่างหากเล่า สหายข้า เขาจ้างคนเพิ่มแล้ว เพียงแต่พวกที่จ้างมานั้นทนอยู่ได้ไม่นาน ก็พากันหนีหายไปหลังจากทำงานได้เพียงสามวัน!”
“นั่นก็จริง”
“เฮ้อ คุณท่านผู้นั้นล้มป่วยอีกแล้วรึนี่ เขาคงโกยเงินเป็นว่าเล่นเลยสินะ?”
“โอ้โห เงินคือประเด็นหรือไร? คนเราต้องมีชีวิตอยู่ก่อนสิ”
“ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่เกี่ยงที่จะตายเลย หากมันทำให้ข้าหาเงินได้มากขนาดนั้น”
ท่านจางที่พวกเขากำลังกล่าวถึงหาใช่ใครอื่นไม่ แต่เป็นเจ้าของร้านขายของชำที่ใหญ่ที่สุดในคูกัง เมื่อสำนักเขาฮวาที่พำนักในคฤหาสน์ได้ร้องขอให้จัดหาเสบียงอาหาร โชคลาภและโชคร้ายก็ได้ถาโถมเข้าใส่เขาพร้อมกัน
“ไม่สิ เหตุใดพวกเขาถึงกินอาหารมากมายขนาดนั้น?”
“พวกเขาเป็นจอมยุทธ์มิใช่รึ? เป็นธรรมดาที่ปริมาณอาหารที่กินย่อมแตกต่างจากคนธรรมดา”
“ต่อให้มากแค่ไหนก็เถอะ ปริมาณที่คุณท่านพวกนั้นกินเข้าไปนั้นมากพอจะเลี้ยงคนได้ทั้งเมืองคูกังเลยนะ ดูเหมือนว่าที่นั่นจะไม่ได้มีคนมากมายขนาดนั้นเสียด้วยซ้ำ...”
“ใครจะไปรู้ได้? วิถีชีวิตของจอมยุทธ์มีหรือที่คนอย่างเราจะเข้าใจ”
ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศให้มากความ ปริมาณเนื้อและธัญพืชจำนวนมหาศาลที่ถูกลำเลียงเข้าไปในคฤหาสน์เพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ที่แห่งนั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งใหม่ของคูกัง
“แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าท่านยูก็ล้มป่วยเช่นกัน”
“ท่านยูเป็นอะไรไป? เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดหาเสบียงอาหารนี่นา?”
“โธ่เอ๊ย เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ท่านยูทำอะไรเล่า? เขาตัดหญ้ามิใช่รึ?”
“คงงั้นกระมัง?”
“ข้าได้ยินมาว่าในคฤหาสน์นั้นเต็มไปด้วยอสูรจากยูนนาน และปริมาณหญ้าที่พวกมันกินก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย”
“อ้อ เช่นนี้นี่เอง ท่านยูถึงได้เกณฑ์คนงานจำนวนมากเมื่อคราวก่อน... เดี๋ยวสิ? แต่ตอนนั้นเขาต้องจ้างคนอย่างน้อยยี่สิบคนแน่ๆ แล้วตอนนี้เขาล้มป่วยลงรึ?”
“ยี่สิบ? ไม่ล่ะ ตอนนี้เกินสามสิบไปนานแล้ว ครึ่งหนึ่งของพวกเขาป่วยล้มหมอนนอนเสื่อกันหมดแล้ว พวกเขาตัดหญ้ากันทั้งวันทั้งคืน จนตอนนี้ภูเขาโดยรอบคูกังพลันโล่งเตียนเป็นเขาหัวโล้นไปแล้ว”
“โฮ... โฮโฮ ช่างน่าทึ่งเสียจริง”
ผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวส่ายศีรษะ ยิ่งได้ฟังมากเท่าไร เรื่องราวก็ยิ่งประหลาดพิสดารมากขึ้นเท่านั้น
“พวกเขากินดีอยู่ดีขนาดนั้น แต่ไฉนคนที่ข้าเห็นทุกครั้งที่ผ่านไปถึงได้มีสภาพเช่นนั้นเล่า? ข้านึกว่าพรรคกระยาจกเข้าร่วมกับพันธมิตรสหายสวรรค์แล้วเสียอีก”
“ฮ่าๆๆๆ ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาฝึกฝนหนักหน่วงยิ่งกว่าที่กินเข้าไปเสียอีก”
ผู้พูดส่ายศีรษะ
“ข้าเคยคิดว่าศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งเหล่านั้นเปรียบดั่งนกกระเรียนสูงสง่าบนฟากฟ้า เป็นบุคคลที่ข้ามิอาจเอื้อมถึง แต่หลังจากที่ได้เห็นพวกเขาบำเพ็ญตนแล้ว ข้าก็เลิกอิจฉาพวกเขาโดยสิ้นเชิง”
“จะอิจฉาไปไย! ต่อให้พวกเขาเสนอให้ข้าเข้าร่วมฟรีๆ ข้ายังต้องวิ่งหนีเลย จะมีใครทนทายาดได้เยี่ยงนั้น?”
“นั่นสิ”
ไม่ว่าสำนักใหญ่ในยุทธภพจะพยายามเข้าใกล้สามัญชนมากเพียงใด แต่ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็มิได้ลดลงโดยง่าย นั่นเพราะแม้ในยามสงบสุข ก็ยากที่จะสลัดความรู้สึกรังเกียจผู้ที่พกดาบไปไหนมาไหนได้
แม้จะเข้าใจด้วยเหตุผลว่าพวกเขาเป็นคนดี แต่ความกลัวที่ว่าอาจถูกฟันในพริบตาก็เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณ
แต่บัดนี้ พันธมิตรสหายสวรรค์กำลังลดระยะห่างระหว่างตนเองกับสามัญชนในแบบที่แม้แต่พวกเขาเองก็คาดไม่ถึง
“ข้าได้ยินว่าคราวนี้พวกเขาจ้างพ่อครัวจำนวนมากเลยรึ?”
“อย่าให้พูดเลย ครั้งนี้พวกเขาจ้างพ่อครัวใหม่ถึงสามสิบคน แล้วนอกจากนั้น ยังจ้างคนมาดูแลคฤหาสน์และดูแลเหล่าอสูรอีกด้วย”
“โฮโฮ จริงรึนี่”
“นับเป็นโชคดีโดยแท้ ลองคิดดูสิ ผู้คนแทบจะอดตายกันอยู่แล้ว เพราะพวกโจรสลัดอาละวาดจนออกเรือหาปลาไม่ได้ แต่ตอนนี้คุณท่านเหล่านั้นกลับได้ไปทำงานที่คฤหาสน์นั่นแทนมิใช่รึ? ต้องขอบคุณพวกเขาที่ทำให้ชาวคูกังพอจะหายใจหายคอได้บ้าง”
“แต่ว่า... พันธมิตรสหายสวรรค์มีเงินมากขนาดนั้นเชียวหรือ? ฟังจากที่ข้าได้ยินมา พวกเขาใช้จ่ายเงินมหาศาลไปกับค่าอาหาร ค่าหญ้าแห้ง และค่าจ้างคนงาน”
“ชิ ชิ เจ้านี่หน่า”
“อะไรรึ?”
“แน่นอนว่าพันธมิตรสหายสวรรค์มีเงินมากอยู่แล้ว จะไม่มีได้อย่างไรในเมื่อสำนักใหญ่โตทั้งหลายมารวมตัวกัน?”
“นั่นก็จริง แต่ว่า...”
“แล้วมันก็ไม่ได้ใช้เงินมากอย่างที่เจ้าคิดหรอก”
“หืม? หมายความว่าอย่างไร?”
ผู้พูดหัวเราะเบาๆ
“นี่สหายเอ๋ย พูดกันตามตรง พันธมิตรสหายสวรรค์ได้ทำเพื่อพวกเราไว้มาก พวกเขาช่วยคูกังให้รอดพ้นจากความล่มสลาย และยังหยุดยั้งพรรคมารไม่ให้รุกคืบขึ้นเหนืออีกด้วย”
“เหตุใดท่านถึงเอ่ยถึงเรื่องที่เห็นได้ชัดเช่นนี้? ผู้ใดในคูกังบ้างที่ไม่รู้สึกขอบคุณพันธมิตรสหายสวรรค์? แล้วมีเพียงเท่านั้นรึ? พวกเขายังช่วยผู้คนในลุ่มแม่น้ำแยงซีในยามที่ไร้ที่พึ่ง เพราะโจรสลัดและพันธมิตรทรราชอาละวาดอย่างหนักมิใช่รึ?”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว แต่หากพวกเขาจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนและขายสินค้าในราคาเต็ม พวกเขาจะยังเป็นคนดีอยู่หรือไม่?”
“แล้วอย่างไร?”
“คนงานทุกคนบอกว่าพวกเขาจะรับค่าจ้างเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนท่านจางกับท่านยูก็ขายสินค้าโดยไม่เอากำไร นอกจากค่าแรงของคนงาน”
“โฮโฮ จริงรึนี่? ช่างเป็นคนที่มีน้ำใจเสียจริง แล้วทางเขาฮวาล่ะ? พวกเขาพอใจหรือไม่?”
“พอใจรึ? พวกเขากำลังโกลาหลกันอยู่ต่างหาก”
“...เหตุใดตอนนี้ถึงได้โกลาหลเล่า?”
“พวกเขาว่ากันว่าปรมาจารย์ฮยอนจง เจ้าสำนักเขาฮวาถึงกับเดือดดาลที่พวกเขาไม่ยอมรับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ท่านบอกให้พวกเขารับค่าจ้างและทำกำไรตามสมควร”
“หูยยย... สมแล้วที่เป็นเจ้าสำนักเขาฮวาโดยแท้”
“แน่นอน ว่ากันว่าเหล่าคนงานถึงกับเกาะขากางเกงของท่านเจ้าสำนักและอ้อนวอน”
“อะ-อะไรนะท่านว่า?”
“พวกเขาบอกว่าหากรับค่าจ้างเต็มจำนวนและทำกำไร คนอื่นๆ ในคูกังคงจะรุมประชาทัณฑ์พวกเขาจนตายแน่ แล้วมันก็ไม่ผิดมิใช่รึ? แม้แต่ข้าก็คงไม่นิ่งดูดายเช่นกัน”
“โฮโฮโฮโฮ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร ต้องอ้อนวอนเพื่อที่จะไม่รับเงิน”
“ท่านเจ้าสำนักกล่าวว่ามิอาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่าท้ายที่สุดท่านก็มิอาจเปลี่ยนใจผู้คนได้ พวกเขาบอกว่าจะไม่ทำงานหากได้รับค่าจ้างที่ยุติธรรม ในขณะที่เขาฮวาก็กำลังต้องการแรงงานอย่างหนัก แล้วจะทำกระไรได้? มีบางสิ่งที่แม้แต่ผู้ที่เปรียบดั่งเซียนเช่นท่านก็มิอาจทำอะไรได้”
“มองในแง่ดีก็คือ พวกเราชาวคูกังเอาชนะเซียนได้งั้นรึ?”
“ก็อาจจะพูดได้เช่นนั้น”
ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดังลั่น
เมื่อพันธมิตรสหายสวรรค์ซึ่งรวมถึงเขาฮวาได้เริ่มเข้ามาพำนักในลุ่มแม่น้ำแยงซี เมืองที่เคยเงียบเหงาราวกับเมืองร้างก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และเนื่องจากไม่ได้มีเพียงสำนักเดียวแต่เป็นสำนักใหญ่หลายแห่ง แม้แต่อาชญากรรมและอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ก็หายไปราวกับหิมะที่ละลาย
“แล้ว... ท่านยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อจะบอกข้าในสิ่งที่เห็นได้ชัดเช่นนั้นรึ?”
“โธ่ ข้าออกนอกเรื่องไปเสียไกล สรุปว่าท่านเห็นหรือไม่?”
“ท่านพูดถึงเรื่องอะไร? ข้าไม่เห็นอะไร? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่คฤหาสน์รึ?”
“เปล่า แต่หลายคืนที่ผ่านมา มีแสงประหลาดสาดส่องออกมาจากคฤหาสน์ ท่านไม่เห็นจริงๆ หรือ?”
“ข้าเป็นประเภทที่พอตะวันตกดินก็หลับเป็นตายแล้ว...”
“ชิ ชิ ชิ คืนนี้ท่านต้องดูให้ได้ ข้าเฝ้าดูมาหลายวันแล้ว พอตกดึก แสงสีม่วงเจิดจ้าพลันระเบิดออกมาจากคฤหาสน์ ให้ตายเถอะ พอแสงนั้นสว่างวาบขึ้นมา ก็ส่งกลิ่นหอมอันเหนือโลกแผ่กำจาย... ข้าไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต”
“จริงรึ?”
“ข้าจะล้อเล่นกับอาหารมื้อแพงๆ หรือไร? คืนนี้ท่านก็แค่ลองไปพิสูจน์ดูสิ?”
“จริงด้วย หากเป็นเรื่องจริงก็น่าทึ่งมาก จะเกิดอะไรขึ้นในคฤหาสน์นั่นกันนะ? แสงสีม่วงและกลิ่นหอม...”
ชายผู้นั้นเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะตบมือฉาดด้วยความตกใจ
“จะเป็นไปได้หรือไม่... ว่ามีใครบางคนจากเขาฮวากำลังจะบรรลุเป็นเซียน?”
“เฮ้ สหาย! ต่อให้พวกเขายิ่งใหญ่เพียงใด การบรรลุเป็นเซียนมันง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวรึ?”
“ไม่ ไม่สิ จริงจังนะ ใครในโลกนี้จะบรรลุเป็นเซียนได้? มีเพียงผู้ที่มีคุณสมบัติของเซียนเท่านั้นที่ทำได้มิใช่รึ?”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้?”
“ลองคิดดูสิ ท่านคิดว่าเจ้าสำนักบู๊ตึ๊งจะบรรลุเป็นเซียนรึ? หรือท่านคิดว่าเจ้าอาวาสเส้าหลินที่น่ารังเกียจผู้นั้นจะบรรลุอรหันต์?”
“...”
“ในใต้หล้านี้ นอกจากปรมาจารย์ฮยอนจงแห่งเขาฮวาแล้ว ยังมีผู้ใดอีกที่คู่ควรกับคำว่าเซียน? ข้าจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยหากท่านจะบรรลุในวันพรุ่งนี้...”
“ม-ไม่สิ เป็นความจริงที่ปรมาจารย์ฮยอนจงเป็นนักพรตผู้ยิ่งใหญ่ แต่... นั่นมันคนละเรื่องกัน...”
“หา? ท่านกำลังดูหมิ่นปรมาจารย์ฮยอนจงอยู่รึ?”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกไป ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็หันมามองพวกเขา
“ใคร?”
“ไอ้เวรตัวไหนมันกล้าดูหมิ่นปรมาจารย์ฮยอนจง?”
“ไอ้สารเลวตัวไหนบังอาจทำเรื่องเช่นนี้ในคูกัง!”
ทันทีที่สายตาเกรี้ยวกราดจับจ้องมา ชายฉกรรจ์หลายคนก็ก้าวออกมาพร้อมกับกอดอก ชายผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหวาดผวาและตะโกนลั่น
“ไม่! ไม่! เป็นการเข้าใจผิด! ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร! ปรมาจารย์ฮยอนจงแห่งเขาฮวาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า! แน่นอน! ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว!”
ในขณะที่เสียงร้องโหยหวนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรุมประชาทัณฑ์ดังก้องไปทั่วท้องถนน ปรมาจารย์ฮยอนจงที่พวกเขากำลังสรรเสริญอยู่นั้นกลับอยู่ในสภาพใกล้จะสิ้นใจเต็มที
“อ๊ากกกก”
ตุบ
ฮยอนจงทรุดลงกับพื้น
“ข-ข้ากำลังจะตาย...”
“ท่านเจ้าสำนัก! ท่านเป็นอะไรหรือไม่ขอรับ?”
“อึก...”
ฮยอนจงซึ่งมีใบหน้าซีดเผือดราวกับศพ ครางออกมาไม่หยุด ข้างๆ กันนั้น ฮยองซังและฮยองยองก็นอนหมดสติไปแล้ว
“ข้าไม่ได้... ร้องขอความมั่งคั่งและเกียรติยศเสียหน่อย...”
“น-น้ำขอรับ ท่านเจ้าสำนัก!”
“อึก...”
เสียงครวญครางยังคงเล็ดลอดออกมาจากปากของฮยอนจงไม่หยุดหย่อน
‘มันกำลังเพิ่มพลังลมปราณให้พวกเราโดยไม่จำเป็น’
ไอ้เด็กเหลือขอนั่นนานๆ ทีจะมาป้อนยาอายุวัฒนะให้พวกเขามีสุขภาพดี เขาเคยคิดว่ามันคงห่วงใยผู้อาวุโสอย่างแท้จริง แต่ที่แท้มันกำลังใช้ผลของยาที่นี่จนหยดสุดท้าย... จนหยดสุดท้ายจริงๆ!
“ท่านเจ้าสำนัก... ผ่านไปห้าวันแล้วขอรับ”
“...ใกล้จะเสร็จแล้ว”
ฮยอนจงพยักหน้าและมองไปที่ประตู ซึ่งมีไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย
ในชั่วขณะนั้น
พรึ่บ!
ลำแสงสีม่วงเจิดจ้าสาดทะลักผ่านประตูที่ปิดสนิทออกมา
“เสร็จแล้วววววววว!”
ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่เสียงตะโกนดังกึกก้องจากข้างในจะจางหายไปจนหมดสิ้น ใครบางคนก็พังประตูออกมา
เปรี้ยง!
“อั่ก!”
ฮยอนจงจ้องมองชองมยองที่ปรากฏตัวออกมาจากประตูอย่างว่างเปล่า เขาสะพายห่อผ้าที่ดูใหญ่กว่าตัวเองไว้บนหลัง พร้อมกับพ่นไอสีม่วงออกมาจากปาก
“ดูเหมือนว่าทักษะการปรุงยาก็พัฒนาขึ้นได้หากทำบ่อยๆ! ข้านึกว่ายาเม็ดจาโซทุกเม็ดจะเหมือนกันเสียอีก”
“อึก ชองมยอง เสร็จแล้วรึ?”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ชองมยองก็ตบไปที่ห่อผ้าที่เขาแบกอยู่
“สมบูรณ์แบบ! ยาเม็ดจาโซชุดนี้จะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก ฮี่ๆ!”
“...เช่นนั้นก็โชคดีแล้ว”
เจ้าบดขยี้ผู้เฒ่าทั้งวันทั้งคืนขนาดนี้ มันก็ควรจะได้ผลสิ... ไอ้เด็กเปรต
“ฮุฮุฮุ มาดูกันว่าเจ้าจะยังบ่นได้อีกไหมหลังจากกินยานี่เข้าไป เจอดีแน่... ไอ้พวกเด็กเวร!”
ชองมยองหัวเราะอย่างร่าเริงและทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
“ชอ-ชองมยอง...”
ฮยอนจงที่จ้องมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปอย่างรวดเร็วของเขาอย่างเหม่อลอย ปล่อยมือที่ยกขึ้นครึ่งหนึ่งตกลงอย่างอ่อนแรง จากนั้นจึงค่อยๆ หันไปหาเหล่าผู้อาวุโส
“...ทุกท่าน ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยาก”
“...ไอ้เด็กเน่าเฟะนั่น”
“...”
เสียงสาปแช่งแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับกลิ่นหอมจางๆ ของยาเม็ดจาโซที่ลอยฟุ้งในอากาศ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.