Chapter 1163
1165 / 1173
11 min read
Chapter 1163: What Should We Do. (3)
Published Apr 8, 2026, 01:10 AM
“เก้า... นิกายใหญ่... หนึ่งสมาพันธ์...”
“...กลับคืน?”
น้ำเสียงคล้ายเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของเหล่าศิษย์แห่งฮวาซาน
ทุกสายตายังคงจับจ้องไปยังท่านเจ้าอาวาสไม่วางวาย ราวกับจะถามย้ำเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เพิ่งได้ยินนั้นคือความจริงหรือไม่ ความสั่นสะเทือนในใจนั้นมันรุนแรงถึงเพียงนั้น
ทว่าแรงสั่นสะเทือนที่พวกเขาได้รับนั้น เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ฮยอนจงและเหล่าผู้อาวุโสกำลังเผชิญ
กรอด
ฝ่ามือของฮยอนซังที่กำแน่นอยู่บนต้นขาบีบรัดรุนแรงราวกับจะทะลวงผ่านเนื้อหนังเข้าไปได้ทุกเมื่อ แต่ถึงกระนั้นฮยอนซังกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
กลับคืนสู่เก้านิกายใหญ่... ใครเลยจะจินตนาการได้ว่าถ้อยคำเช่นนี้จะหลุดออกมาจากปากของเจ้าอาวาสเส้าหลิน?
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ย่อมไม่เข้าใจ เหล่าศิษย์รุ่น ‘แบ็ก’ และ ‘ชอง’ ณ ที่นี้ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าคำพูดคำนี้มีความหมายลึกซึ้งเพียงใดต่อเหล่าศิษย์รุ่น ‘ฮยอน’
พวกเขาได้เห็นมันด้วยตาของตนเอง ภาพการจากไปของเหล่าบรรพชนแห่งฮวาซานยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ... พวกท่านถูกขับออกจากเก้านิกายใหญ่ แบกรับความขุ่นแค้นชิงชังไว้จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย โดยหวังเพียงว่าสักวันหนึ่งในอนาคตอันไกลลิบ ชื่อของฮวาซานจะกลับไปผงาดในทำเนียบเก้านิกายใหญ่อีกครา
อาจารย์ของพวกเขาก็เช่นกัน...ก่อนจะจากไป ท่านได้พร่ำสั่งเสียครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านวิงวอนจนถึงที่สุด...ขอให้ฟื้นฟูฮวาซานให้กลับมายืนหยัดบนศิลามั่นคง และทวงคืนอดีตอันรุ่งโรจน์กลับมา...ทั้งร่ำไห้อ้อนวอน...แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
แต่บัดนี้...ผู้ที่มีอำนาจจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้ กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากเรื่องการ ‘กลับคืน’ เสียเอง
แน่นอนว่าเจ้าอาวาสเคยเอ่ยคำพูดเดียวกันนี้มาก่อนในอดีต แต่ในครานั้น ‘การกลับคืนสู่เก้านิกายใหญ่ของฮวาซาน’ ไม่ต่างอะไรกับเหยื่อล่ออันหอมหวานและคำสัญญาที่ว่างเปล่า...เพื่อใช้ชักใยฮวาซานให้เป็นไปตามประสงค์
ทว่าบัดนี้...ฮวาซานไม่ใช่สถานที่ที่เจ้าอาวาสจะบงการได้ตามใจชอบอีกต่อไป และไม่ใช่สำนักที่จะโยนคำสัญญาลมๆ แล้งๆ มาให้แล้วจะยอมสงบลงโดยง่าย ฮวาซานในยามนี้คือขุมกำลังที่สามารถเอาผิดกับทุกวาจาของเจ้าอาวาสได้แล้ว
การที่เจ้าอาวาสผู้ไม่อาจไม่ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ได้หยิบยกคำพูดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง...ย่อมหมายความว่าข้อเสนอนี้คือความจริงใจ
“ถะ-ถ้อยคำนั้น...”
ฮยอนจงที่กำลังจะเอ่ยถามว่ามันเป็นความจริงใจหรือไม่ พลันหุบปากฉับ เขาตระหนักได้ว่าไม่ว่าตนจะพูดอะไรออกไปในตอนนี้ ล้วนแต่จะสร้างความกระอักกระอ่วนใจทั้งสิ้น...เพราะเขาคือเจ้าสำนักฮวาซาน และในขณะเดียวกันก็คือประมุขสมาพันธ์สหายสวรรค์
เงื่อนไขในการยุบสมาพันธ์สหายสวรรค์...จะต้องไม่ใช่ผลประโยชน์ที่หวนกลับมาสู่ฮวาซานเพียงผู้เดียว
“นั่นเป็นวาจาที่เกินควรอย่างยิ่ง”
ในตอนนั้นเอง ถังคุณัคก็เอ่ยขึ้น
“ฮวาซานคือแกนกลางของสมาพันธ์สหายสวรรค์ ต่อให้เก้านิกายใหญ่จะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าตำแหน่งประมุขของสมาพันธ์สหายสวรรค์”
“อืมม... จะคิดเช่นนั้นก็ได้”
เจ้าอาวาสยอมรับข้อเท็จจริงนั้นอย่างง่ายดาย
“แล้วท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับสำนักที่เหลือ หากสมาพันธ์สหายสวรรค์ต้องถูกยุบไป?”
“นั่นจะเป็นปัญหาได้อย่างไร?”
“...หา?”
เจ้าอาวาสแย้มยิ้มบางเบา
“ความยุ่งยากมันอยู่ที่ตระกูลถังเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์สหายสวรรค์ต่างหาก มันจะเป็นปัญหาจริงๆ หรือ หากตระกูลถังได้กลับคืนสู่ห้าตระกูลใหญ่...ที่ซึ่งเป็นของพวกเขาแต่เดิม? ตระกูลถังเคยอยู่ที่นั่นมานานหลายร้อยปี”
“...”
“เช่นเดียวกับตระกูลหนานกง มันแปลกประหลาดตรงไหนที่ตระกูลหนานกงจะกลับไปใช้ชื่อของห้าตระกูลใหญ่อีกครั้ง?”
“พวกเราไม่มีความตั้งใจเช่นนั้น”
หนานกงเต้าเหว่ยตอบกลับอย่างเย็นชา และเจ้าอาวาสก็ส่ายหน้า
“นายน้อย ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับท่าน”
“...”
“แต่หากนายน้อยห่วงใยตระกูลอย่างแท้จริง ท่านก็ต้องลดทิฐิมานะลงบ้าง”
“ข้าเชื่อว่าการอยู่กับสมาพันธ์สหายสวรรค์นั้นเป็นผลดีต่อตระกูล”
“นั่นอาจจะจริงสำหรับตอนนี้ แต่แล้วอีกหนึ่งร้อยปีเล่า?”
“แน่นอนว่า...”
“ท่านคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อตระกูลจริงๆ หรือ...ที่ยังคงอยู่กับสมาพันธ์สหายสวรรค์...หลังจากที่ประมุขจากไป...นักดาบแห่งฮวาซานสิ้นลม...และทุกคน ณ ที่นี้ได้หวนคืนสู่ธุลีดิน?”
“...”
“มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่เลย ข้าไม่ได้ไม่ตระหนักถึงอุดมการณ์อันสูงส่งและปณิธานอันทรงเกียรติของสมาพันธ์สหายสวรรค์ของข้า แต่ว่านั่น...”
เจ้าอาวาสประกาศอย่างใจเย็น
“มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสมาพันธ์สหายสวรรค์ แต่โดยคนเพียงไม่กี่คนที่นี่... ข้าพูดผิดหรือ?”
ใบหน้าของหนานกงเต้าเหว่ยบิดเบี้ยว
“มันเป็นเรื่องของการสืบสานเจตนารมณ์นั้นต่อไป”
“การสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในสำนักเดียวยังไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านคิดจริงๆ หรือว่าสมาพันธ์สหายสวรรค์ซึ่งเป็นการรวมตัวของหลายสำนัก จะสามารถสืบทอดเจตนารมณ์นั้นข้ามรุ่นไปได้?”
“...”
“นายน้อย ท่านเป็นคนที่ยอดเยี่ยม นั่นอาจใช่ แต่ท่านนายน้อย...ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าคนรุ่นต่อไปของท่านจะเป็นเหมือนท่าน และคนรุ่นถัดไปก็ยิ่งน้อยลงไปอีก”
เจ้าอาวาสส่ายหน้า
“สมาพันธ์สหายสวรรค์จะอยู่ได้ไม่นาน”
“ไม่ แต่ว่า...”
“ไม่ใช่เพราะสมาพันธ์สหายสวรรค์ขาดตกบกพร่อง แต่เพราะมันดีเกินไปต่างหาก ขีดความสามารถของคนเรานั้นมีจำกัดมาตั้งแต่ต้น พวกเขาจะสามารถแบกรับเจตนารมณ์อันกว้างใหญ่ไพศาลของสมาพันธ์สหายสวรรค์ได้อย่างแท้จริงหรือ?”
ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนั้นได้อย่างง่ายดาย
“ข้ารู้เพราะข้าเคยมีประสบการณ์มาก่อน ข้าไม่ใช่คนที่จะคิดว่าขีดความสามารถของตัวเองนั้นต่ำต้อย แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของสมาพันธ์สหายสวรรค์ แล้วข้าขอถาม จะเกิดอะไรขึ้นหากคนเช่นข้าปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางทายาทของสมาพันธ์สหายสวรรค์? หากข้าปรากฏตัวในยุคที่ไม่มีนักดาบแห่งฮวาซานและไม่มีผู้อาวุโสฮยอนจง จะเกิดอะไรขึ้นกับสมาพันธ์สหายสวรรค์?”
“เอ่อ...”
คราวนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว แต่การพูดออกมาดังๆ ย่อมเป็นการลบหลู่เจ้าอาวาส
“ถึงกระนั้น การรักษาสมาพันธ์สหายสวรรค์ไว้คือเพื่ออนาคตจริงๆ หรือ?”
ในตอนนั้นเอง แบ็กชอนก็เอ่ยขึ้นอย่างเฉียบคมและเย็นชา
“ข้าไม่รู้ว่าข้าจะพูดได้หรือไม่ ท่านเจ้าอาวาส แต่สมาพันธ์สหายสวรรค์ไม่ได้มีเพียงพวกเรา แต่ยังรวมถึงวังด้วย ท่านไม่ได้เรียกพวกเขามาที่นี่เพื่อพูดเรื่องนี้...”
“เราจะลบคำว่า ‘วัง’ ที่ต่อท้ายวังน้ำแข็งทะเลเหนือและวังอสูรหนานหมัน และยอมรับสองสำนักนี้ในฐานะสำนักแห่งจงหยวน”
“...”
“และข้าสัญญาว่าจะสนับสนุนพวกเขาให้มากเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ หากไม่มากกว่าเดิม แล้วพวกเขาจะได้รับสิ่งที่ปรารถนามาเนิ่นนาน สิ่งที่สมาพันธ์สหายสวรรค์ไม่อาจมอบให้ได้ นั่นคือการก้าวเข้าสู่ใจกลางจงหยวนอย่างภาคภูมิ ไม่ใช่ในฐานะคนเถื่อนชายขอบ”
“แล้ว...แล้วป่าเขียวเล่า! ป่าเขียวเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอธรรม แต่ก็อยู่ในสมาพันธ์สหายสวรรค์ด้วย!”
เมื่อโจกอลตะโกนขึ้นมาอย่างกะทันหัน เจ้าอาวาสก็แย้มยิ้มบางเบา
“นั่นก็เป็นเรื่องที่ข้ากังวลเช่นกัน มันเป็นสิ่งที่เราสามารถหารือร่วมกันได้ แต่ป่าเขียวในตอนนี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่จะเรียกว่าฝ่ายอธรรมได้อีกต่อไปแล้วมิใช่หรือ?”
“...นั่นก็จริง แต่ว่า...”
“หากป่าเขียวให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ทำร้ายสามัญชนอีกต่อไป ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ยอมรับพวกเขาในฐานะส่วนหนึ่งของฝ่ายธรรมะ พระพุทธองค์ยังทรงสอนให้ชี้นำคนชั่วให้กลับใจ นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกหรือ?”
“ถะ-ถ้าเป็นอย่างนั้น...”
โจกอลเกาหัวแล้วถอยกลับไป
หากอิมโซบยองได้ยินเรื่องนี้ เขาอาจจะตาเหลือกแล้วปฏิญาณตนภักดีต่อเจ้าอาวาสไปแล้ว ไม่ว่าฮวาซานจะให้ความโปรดปรานแก่ป่าเขียวมากเพียงใด มันก็ไม่อาจมีผลกระทบเท่ากับการยอมรับเพียงครั้งเดียวของเส้าหลินได้เลย
“แล้วนั่นยังไม่เพียงพออีกหรือ?”
ในตอนนั้นเอง ชองมยองที่นั่งฟังเงียบๆ ก็เอ่ยขึ้น
“ข้าคิดว่าข้าได้ให้คำตอบไปแล้วก่อนหน้านี้ พวกเราไม่มีเหตุผลที่จะกลับไปอยู่ในเก้านิกายใหญ่ ซึ่งมันไม่มีอะไรมากไปกว่าเปลือกนอก...”
“แล้วถ้ามันไม่ใช่แค่เปลือกนอกล่ะ เพียงพอหรือไม่?”
“หืม?”
เจ้าอาวาสมองตรงไปยังชองมยองอย่างตั้งใจแล้วแย้มยิ้มบางเบา
“ข้าขอสัญญาว่าจะมอบสถานะที่ทัดเทียมกับเส้าหลินให้แก่ฮวาซาน”
“ว่าไงนะ?”
ชองมยองเผลอพูดจาไม่เป็นทางการออกมาในชั่วขณะ แม้แต่เขาที่คิดว่าตนอ่านกลอุบายของเจ้าอาวาสออกทะลุปรุโปร่ง ก็ยังตกตะลึงกับคำพูดนี้
เส้าหลินเป็นสถานที่แบบไหนกัน?
เป็นสถานที่ที่ไม่เคยลดทอนความทระนงอันสูงศักดิ์ในฐานะผู้นำแห่งเก้านิกายใหญ่ แม้ในสงครามครั้งอดีตที่ฮวาซานเพียงลำพังต้องต่อสู้กับพรรคมาร
แต่บัดนี้ เมื่อเทียบกับฮวาซานในตอนนั้นซึ่งยังห่างไกลจากความพอเพียงนัก พวกเขากลับบอกว่าจะมอบสถานะที่แม้แต่ในตอนนั้นก็ยังไม่เคยได้รับ
“เรื่องไร้สาระอะไรกัน...”
“ข้าจะประกาศต่อใต้หล้าในนามของเจ้าอาวาสเส้าหลิน ว่าฮวาซานและเส้าหลินจะมีสถานะเท่าเทียมกัน และจะร่วมมือซึ่งกันและกัน”
“...”
ปากของชองมยองอ้าค้าง
“อืม... ท่านเจ้าอาวาส ข้า... ข้าแค่ถามเผื่อไว้”
“มีอะไรหรือ?”
“ช่วงนี้ท่านปัสสาวะรดที่นอนบ้างรึเปล่า...หรือว่าหลงลืมไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่ใด... แกร่ก!”
ชองมยองล้มคะมำไปกับพื้นทันที ฮยอนยองค่อยๆ เก็บคืนเท้าที่เตะเข้าไปที่ท้ายทอยของชองมยองอย่างเงียบเชียบ
“ขออภัยท่านเจ้าอาวาส เจ้าคนนี้สติมันชอบหลุดลอยไปบ้างเป็นครั้งคราว...”
“แล้วผู้อาวุโสคือ?”
“ข้าน้อยชื่อฮยอนยอง”
“...ข้าจะจำไว้”
เจ้าอาวาสกะพริบตา ราวกับประหลาดใจที่ในบรรดาผู้อาวุโสของฮวาซาน ยังมีคนที่สามารถกระทืบชองมยองได้อยู่
“อมิตาภพุทธ”
เจ้าอาวาสกล่าวราวกับจะสงบหัวใจที่เต้นระรัวเล็กน้อย แล้วมองตรงไปยังฮยอนจง
“ท่านประมุขสมาพันธ์”
“...ขอรับ ท่านเจ้าอาวาส”
“แน่นอน ข้ารู้ว่าเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอ นี่เป็นราคาที่เล็กน้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่ฮวาซานกำลังได้รับ และเส้นทางที่มุ่งหมายจะเดินไป”
ในตอนนั้น ชองมยองก็กระโดดลุกขึ้นแล้วพยักหน้าอย่างแรง เจ้าอาวาสกล่าวอย่างสงบ
“แต่ถึงกระนั้น ท่านประมุขสมาพันธ์ ท่านต้องยอมรับข้อเสนอของข้า”
“...ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“หากท่านเป็นเพียงเจ้าสำนักฮวาซาน ท่านอาจปฏิเสธข้อเสนอของข้าได้ แต่ในฐานะผู้นำของสมาพันธ์สหายสวรรค์ ท่านต้องไม่ปฏิเสธ”
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของฮยอนจง เจ้าอาวาสก็แย้มยิ้มบางเบา
“เหตุผลง่ายนิดเดียว เพราะสมาพันธ์สหายสวรรค์ก็คือสมาพันธ์สหายสวรรค์อย่างแท้จริง บอกข้าที...ระหว่างตอนที่เก้านิกายใหญ่และสมาพันธ์สหายสวรรค์ขัดแย้งกันเช่นตอนนี้...ตอนที่พวกเขาแตกแยกและให้ความร่วมมือเพียงน้อยนิด...และตอนที่พวกเขาวางทุกสิ่งลงแล้วกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง”
สีหน้าของฮยอนจงแข็งค้าง
“ในสามทางเลือกนี้ ทางไหนรับมือกับ'พวกเขา'ได้ง่ายที่สุด? และทางไหนที่จะช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่ากัน?”
“นั่น...”
ฮยอนจงไม่สามารถตอบให้จบประโยคได้ แต่นั่นก็คือคำตอบในตัวมันเอง แม้แต่เด็กก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ทันที
“ข้าเชื่อว่าสมาพันธ์สหายสวรรค์ไม่เคยกล่าวเท็จเรื่องการต่อสู้เพื่อสามัญชน ท่านได้พิสูจน์ความจริงใจนั้นแล้ว”
เจ้าอาวาสกวาดสายตามองผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้
“ดังนั้นข้าจึงกล้าที่จะขอ เส้าหลินจะยอมปล่อยมือก่อน ดังนั้นได้โปรดอย่าปฏิเสธโอกาสที่จะช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้นและช่วยโลกใบนี้ไว้เพียงเพราะความทระนง ข้าขอร้องท่าน”
ทุกคนเงียบกริบราวกับกลั้นหายใจ เจ้าอาวาสค่อยๆ ก้มศีรษะลงตรงนั้น
ถังคุณัคซึ่งมีใบหน้าแข็งกระด้างเกินบรรยาย กัดริมฝีปากแน่น
‘นี่มัน... ทางตันชัดๆ’
เหตุผลที่สมาพันธ์สหายสวรรค์ยึดมั่นและคุณค่าที่พยายามปกป้องคือฉันทามติ มันคือทุกสิ่งทุกอย่างของสมาพันธ์สหายสวรรค์
แต่บัดนี้ ฉันทามตินั้นได้กลายเป็นกริชอันแหลมคมที่จ่ออยู่ที่คอของพวกเขาเอง
‘เจ้าอาวาส...’
ถังคุณัคที่พลันรู้สึกหวาดกลัวต่อเจ้าอาวาสอย่างรุนแรง เผลอกำต้นขาของตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว
แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามา...ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้เชือกเส้นใหญ่ค่อยๆ... ค่อยๆ รัดรอบคอของเขาให้แน่นขึ้นทีละน้อย
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.