ตอนที่ 270
272 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 270 New Start Part 1
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 07:44
บทที่ 270: การเริ่มต้นใหม่ (ภาค 1)
“ลูกแก้วหวนคำนึง” สัมผัสแผ่วเบาจากฟลอเรียส่งผลให้วัตถุทรงไข่ปิดตัวลง พร้อมกับภาพโฮโลแกรมที่เลือนหายไปในอากาศ ทันใดนั้น ลิธพลันเหลือบเห็นภาพเหตุการณ์ถัดมา เป็นภาพของฟลอเรียที่กำลังหยอกล้อกับ ‘ลักกี้’ ในวัยเยาว์ ยามที่เจ้าสุนัขพันธุ์มาสทิฟฟ์ยังเป็นเพียงลูกหมาตัวน้อย ทั้งคู่ต่างเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมตั้งแต่หัวจรดเท้า
ส่วนอีกภาพหนึ่งคือภาพของเจอร์นี่ที่กำลังเคี่ยวกรำสอนพื้นฐานการป้องกันตัวให้แก่บุตรสาว
“นี่คือวิถีที่เหล่าจอมเวทใช้เก็บงำช่วงเวลาอันล้ำค่าเอาไว้”
“แล้วเหตุใดคุณถึงไม่เคยให้ผมดูมาก่อนเลยล่ะ?” ความเคลือบแคลงในใจของลิธเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย
“เพราะมันคือช่วงเวลาส่วนตัวของฉันน่ะสิ” ฟลอเรียม้วนปอยผมพลางก้มหน้ามองพื้นอย่างขัดเขิน ดวงตาคู่นั้นไม่กล้าสบประสานกับเขาด้วยความกระดากอาย “แม้แต่กับพวกพี่สาว ฉันก็ไม่เคยแบ่งปันให้ใครดูเลยสักครั้ง”
“เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า” ลิธปิดลูกแก้วหวนคำนึงลง พลางข่มใจไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเธอมากไปกว่านี้ “คุณกำลังหึงอยู่ใช่ไหม?”
“อะ... อะไรนะ? ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?” ท่าทีสะดุ้งโหยงของฟลอเรียนั้นบ่งบอกความนัยได้อย่างชัดเจนที่สุด
“ก็ทุกครั้งที่คุณติดต่อหาผมหลังจากงานกาล่า คุณดูประหม่าผิดปกติ ทั้งที่ปกติคุณมักจะรักษาขอบเขตและก้าวไปอย่างมั่นคงแท้ๆ แต่ตอนนี้คุณกลับชวนให้ผมมานอนที่นี่ แถมยังยอมเปิดเผยเรื่องพวกนี้อีก มันฟังดู...”
“ดูเหมือนคนสิ้นหวังงั้นเหรอ?” เธอต่อประโยคให้เขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“เปล่าเลย ผมกำลังจะบอกว่า ‘มันดูไม่ใช่ตัวคุณ’ ต่างหาก”
ฟลอเรียหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอภาวนาให้ผืนธรณีสูบตัวเองลงไปเสียตรงนี้ แต่พรมใต้ฝ่าเท้ากลับนิ่งสนิท เธอเดินไปทรุดกายลงบนเตียงก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ใช่ ฉันหึง... ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะไปแข่งกับลูกสาวของท่านมาร์เควสได้เลย” ความหวาดหวั่นของเธอนั้นพุ่งทะยานสูงเทียมฟ้า ยิ่งเมื่อเจอร์นี่พยายามคะยั้นคะยอให้เธอไปเยี่ยมเขาในช่วงท้ายของฤดูหนาว แทนที่จะจู้จี้เรื่องเรียนตามปกติ
“เธอดีกว่าฉันทุกอย่าง ทั้งงดงาม ท่วงท่าและวาจาก็สมเป็นกุลสตรี เมื่อเทียบกับเธอแล้ว ฉันมันก็แค่ยักษ์สาวจอมซุ่มซ่ามคนหนึ่งเท่านั้น” สายตาของเธหลุบมองไปที่หน้าอกของตนเอง พลางทิ้งท้ายด้วยการเปรียบเทียบที่ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด
“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันกลายเป็นการแข่งขันไปได้?” ลิธแค่นหัวเราะ “คุณคิดว่าผมมีสมุดเล่มเล็กๆ ไว้คอยให้คะแนนผู้หญิงทุกคนที่รู้จักหรือยังไง? หรือคิดว่าผมตัดสินคนตามเกณฑ์มาตรฐานโง่ๆ พวกนั้น? คุณเห็นผมเป็นคนตื้นเขินขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เดี๋ยวนะ คุณบอกว่า ‘ผู้หญิงทุกคน’ งั้นเหรอ? แปลว่ายังมีคนอื่นอีกงั้นสิ?” ฟลอเรียอุทานอย่างตกตะลึง
“แน่นอนสิ ตั้งแต่วันที่ประกาศอันดับผู้ที่มีพรสวรรค์ออกมา หญิงสาววัยออกเรือนในหมู่บ้านของผมต่างก็พากันมาเดินอวดโฉมให้ผมเห็นทุกครั้งที่ก้าวพ้นประตูบ้าน แถมยังมีจดหมายเชิญจากพวกขุนนางน้อยใหญ่ในมณฑลลัสเตรียส่งมาไม่ขาดสาย
“ส่วนใหญ่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขามีตัวตนอยู่บนโลกนี้ ถ้าให้พูดตามตรง ผมคาดไว้แล้วว่าจะต้องได้รับความสนใจจากพวกนักเรียนหญิงเหมือนที่ยูเรียลเจอเมื่อปีที่แล้ว หรืออาจจะหนักกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้เขามีคู่หมั้นอย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนผมยังถูกมองว่าเป็นเพียง ‘ไอ้โง่ผู้ต่ำต้อย’
“ผมเดาว่าพวกเธอคงมองผมเป็นเหมือนตั๋วแลกเงินที่ไม่มีวันหมด ผมไม่ได้โง่หรือโอหังพอที่จะเชื่อว่าจู่ๆ ตัวเองจะกลายเป็นหงส์งามขึ้นมาหรอก พวกนั้นมันก็แค่พวกนักขุดทองทั้งนั้นแหละ”
ลิธทรุดตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆ เธอ
“บรินจาก็ไม่ต่างจากคนพวกนั้นหรอก ขนาดผมช่วยชีวิตเธอไว้ เธอยังมองว่าผมเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ทำท่าทางอวดดีคนหนึ่งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รอจนป่านนี้ถึงค่อยเริ่มเข้าหาหรอก
“เธอคงได้ยินเรื่องของผมมาจากแม่แล้วก็เกิดนึกสนใจขึ้นมา... แต่คุณคือคนเดียวที่ผมพบเจอนับตั้งแต่เข้าเรียนในสถาบันแห่งนี้ที่มองเห็นผมเป็น ‘คน’ คนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะ ‘สินทรัพย์’ ที่มีค่า แม้แต่ก่อนที่เราจะเริ่มเดทกัน คุณก็ยังมาหาผมเพื่อขอคำปรึกษาและอยากอยู่ใกล้ชิด
“คุณแบ่งปันทั้งปัญหาในชีวิตประจำวัน เรื่องที่ทะเลาะกับแม่ หรือแม้แต่ความฝันในอนาคต” ลิธปัดปอยผมที่ปรกหน้าของฟลอเรียออกอย่างเบามือ ก่อนจะเริ่มลูบไล้แก้มของเธอ “หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ ผมคงไม่มีวันตกลงไปไหนมาไหนกับคุณแน่ ต่อให้คุณจะเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในปฐพีก็ตาม”
“นี่คุณจะบอกว่าฉันไม่สวยงั้นเหรอ?” ฟลอเรียกลับมามีความร่าเริงอีกครั้ง เธอฟาดหมอนใส่เขาเข้าอย่างจัง
“นั่นมันคำพูดของคุณเองนะ อย่าลืมสิ”
บรรยากาศระหว่างที่ทั้งคู่เดินมุ่งหน้าไปยังห้องโถงบรรยายของนักศึกษาชั้นปีที่ห้านั้นแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างลิบลับ ฟลอเรียฮัมเพลงอย่างร่าเริงตลอดทางโดยไม่ต้องฝืนทำตัวเกาะแกะหรือออเซาะเขา
แม้จะมีหญิงสาวหลายคนจ้องมองลิธราวกับเพิ่งเคยเห็นเขาเป็นครั้งแรก พลางส่งเสียงคิกคักและพยายามจะเข้ามาทักทาย แต่นั่นก็ไม่อาจทำลายอารมณ์อันเบิกบานของเธอได้เลย
โดยเฉพาะเมื่อลิธไล่พวกเธอไปเสียทุกครั้งด้วยเสียงคำรามในลำคอ ลิธไม่มีเวลามาเสียกับมารยาททางสังคมจอมปลอม เขาเกลียดพวก ‘ปลิง’ มาตั้งแต่อยู่บนโลกเก่าแล้ว เขายังจำได้ดีถึงพวกที่มองว่าการที่เขาไม่มีพ่อแม่นั้นเป็นเรื่อง ‘เท่’ และพยายามจะหลอกเอาเงินที่เขาหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ห้องโถงบรรยายนั้นมีลักษณะเหมือนกับของชั้นปีที่สี่ไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าแม้จะเป็นคาบเรียนบังคับวิชาแรกที่มีนักศึกษาเข้าร่วมครบทุกคน แต่ที่นั่งเกินกว่าครึ่งกลับว่างเปล่า
เมื่อเสียงกงครั้งที่สองดังกังวานขึ้น อาจารย์ใหญ่ลินยอสพลันก้าวเข้ามาในห้อง ตามติดด้วยศาสตราจารย์ฟาร์ก
“ยินดีต้อนรับกลับมา นักศึกษาที่รักของผม” ใบหน้าของลินยอสยังคงดูซูบตอบและขาดเสน่ห์เช่นเดิม หากแต่เขากลับดูราวกับเป็นคนละคน แววตาของเขาแข็งกร้าวประดุจเหล็กกล้า ร่องรอยของความมองโลกในแง่ดีที่เคยมีมลายสิ้น
แม้อาจารย์ใหญ่จะมีอายุเพียงยี่สิบปลายๆ ทว่าผมสีน้ำตาลไหม้ของเขากลับกลายเป็นสีขาวโพลนไปบางส่วน ส่งเสริมให้บุคลิกที่ดูเยือกเย็นอยู่แล้วยิ่งดูอำมหิตขึ้นไปอีก
น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความรื่นรมย์ มีเพียงความมุ่งมั่นที่ผสมปนเปไปกับบางสิ่งที่ลิธสัมผัสได้... มันคือ ‘โทสะที่กำลังพลุ่งพล่าน’ ใบหน้าของลินยอสยามนี้อธิบายได้เพียงคำเดียวว่า ‘ดุดันราวกับสัตว์ร้าย’ ปกติแล้วใบหน้าที่แหลมคมและจมูกโด่งรั้นของอาจารย์ใหญ่จะขัดกับนิสัยที่อ่อนโยนของเขา แต่ยามนี้พวกมันกลับส่งเสริมให้เขาดูดุร้ายและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“ในเมื่อเวลาเรียนเริ่มต้นขึ้นแล้ว ผมจะขอเข้าเรื่องโดยทันที ปีที่ผ่านมาเปรียบเสมือนฝันร้าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักศึกษาบางคน... รวมถึงพ่อแม่ของพวกเธอด้วย”
เยาวชนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาล ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้ทันอ้าปากประท้วง ร่างของพวกเขากลับถูกกดให้กระแทกลงกับเก้าอี้ดัง ‘ปึก’ จนไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ ลินยอสไม่ได้ใช้เวทมนตร์หรือมหาอาคมใดๆ
เขเพียงแค่ปลดปล่อยออร่าเวทมนตร์บางส่วนออกมา ข่มขวัญทุกคนที่ริอ่านขัดจังหวะด้วย ‘จิตสังหาร’ อันรุนแรง พลังที่อาจารย์ใหญ่ปลดปล่อยออกมานั้นมหาศาลเสียจนทุกคนที่ไม่ได้เรียนสายต่อสู้หรือไม่ได้อยู่ในกลุ่มของลิธต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“ปัญหามากมายคงหลีกเลี่ยงได้ หากพวกเธอบางคนมีจิตสำนึกพอที่จะทิ้งเรื่องการเมืองไว้ข้างนอกกำแพงสถาบัน หลายชีวิตคงยังอยู่รอดหากไม่ใช่เพราะความทระนงที่บอดมืดและอคติโง่เขลาที่คอยหยดพิษลงในจิตใจของเยาวชน
“ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่ถูกจับกุมไปแล้ว ส่วนที่เหลือผมเพิ่งจะไล่ออกไป ที่นี่คือสถาบันของผม ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลให้พวกเธอหรือใครก็ตามฟังทั้งนั้น และในเมื่อผมเชื่อว่ายังมี ‘อสรพิษ’ ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้า ข้อความนี้จึงมีไว้สำหรับพวกมัน...
“งานเลี้ยงจบลงแล้ว” สิ้นเสียงดีดนิ้ว ‘บัตรประณามผิดบาป’ พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของนักศึกษาทุกคน
“จะใช้มันหรือไม่ขึ้นอยู่กับพวกเธอ แต่ผมเชื่อมั่นว่าการมีมันไว้แล้วไม่ได้ใช้ ย่อมดีกว่าคราวที่ต้องใช้แล้วไม่มีมันอยู่กับตัว... คราวนี้ จงประทับพลังมานาของพวกเธอลงไปซะ”
นักศึกษาบางส่วนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่คราวนี้ลินยอสไม่ได้ลงมือหยุดยั้งพวกเขาแต่อย่างใด
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.