ตอนที่ 98
98 / 169
อ่าน 8 นาที
Chapter 98
เผยแพร่เมื่อ 11 มี.ค. 2569 21:09
บทที่ 98 อัจฉริยะคนใหม่บนอันดับทองแดง
วื้ด!
ในพริบตานั้น เฟิงสิงเลี่ยเคลื่อนพลัน เสียงกระบี่กรีดร้องกึกก้องขณะที่เขาชักกระบี่ออกจากฝัก
มีคนไม่มากนักที่มองเห็นท่าทางการชักกระบี่ของเขาได้อย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่ได้ยินเพียงเสียงคมกระบี่ จากนั้นก็เห็นแสงกระบี่สีขาววาบผ่านไปในอากาศ
ทันใดนั้น ทุกคนก็เห็นปราณกระบี่ที่หนาแน่นซึ่งซุนกวงฟาดฟันออกมามลายหายไปไร้ร่องรอย ตามมาด้วยเสียงครางในลำคอของซุนกวง ร่างของเขากระเด็นลอยไปไกลก่อนจะร่วงลงบนลานประลอง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หลายคนต่างหันมามองหน้ากันด้วยความฉงนสงสัย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป
คนจำนวนมากเห็นเพียงซุนกวงเริ่มโจมตี จากนั้นก็เห็นแสงกระบี่วาบขึ้นครั้งเดียว แล้วซุนกวงก็กระเด็นออกไปทันที
“นี่มัน... เกิดอะไรขึ้น? ซุนกวงแพ้แล้วอย่างนั้นหรือ?”
ที่ด้านข้าง ผางสือยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออก
แม้แต่หัวฉือเองก็ยังมีสีหน้ามึนงง
“ใช่แล้ว ซุนกวงแพ้แล้ว เขาพ่ายแพ้ต่อเฟิงสิงเลี่ยในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ลองดูที่หน้าอกของซุนกวงสิ มีบาดแผลอยู่”
ลู่หมิงเป็นคนให้คำตอบ
คนที่อยู่ข้างลู่หมิงรีบกวาดสายตามองไปทันที และเป็นจริงอย่างที่เขาว่า มีรอยแผลจากคมกระบี่ลึกอยู่ที่หน้าอกของซุนกวง และเลือดก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด
คนอื่นอาจจะมองไม่ทัน แต่ลู่หมิงเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อครู่นี้เฟิงสิงเลี่ยชักกระบี่และโจมตีออกไป เพียงกระบวนท่าเดียวเขาก็ทำลายการโจมตีทั้งหมดของซุนกวงและฝากรอยแผลไว้บนหน้าอกของอีกฝ่ายได้สำเร็จ
“เป็นกระบี่ที่รวดเร็วและทรงพลังมากจริงๆ”
ดวงตาของลู่หมิงเป็นประกายวาบและรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย
เขาลงความเห็นว่าวิชากระบี่ที่เฟิงสิงเลี่ยใช้นั้นต้องเป็นวิชายุทธ์ระดับดำอย่างแน่นอน
บนลานประลอง ซุนกวงพยายามยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว ขอบคุณศิษย์น้องเฟิงที่ออมมือ”
เขารู้ดีว่าหากเฟิงสิงเลี่ยไม่รั้งพลังกลับไปส่วนหนึ่ง เขาคงกลายเป็นศพไปแล้ว
“ขอบคุณท่านพี่ที่ยอมออมมือให้!” เฟิงสิงเลี่ยประสานมือตอบ
ซุนกวงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหันหลังเดินลงจากลานประลองและหายลับไปจากสายตา
หากพ่ายแพ้ ผลงานที่เคยสะสมมาในอดีตจะถูกยกเลิก และเขาจะต้องเริ่มสะสมแต้มใหม่อีกครั้ง
กรรมการวัยกลางคนก้าวออกมาข้างหน้าและประกาศเสียงดัง “เฟิงสิงเลี่ยเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ เขาได้ขึ้นสู่ทำเนียบอันดับทองแดงแล้ว!”
สิ้นเสียงประกาศของกรรมการ ทั่วทั้งสนามประลองก็เกิดเสียงฮือฮาดังระเบ็งเซ็งแซ่
“เขาทำได้แล้ว เฟิงสิงเลี่ยทำได้จริงๆ ในฐานะศิษย์ใหม่ที่เข้าสำนักมาในช่วงสองปีหลัง เขาเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าสู่อันดับทองแดงได้สำเร็จ เขาคือตัวแทนของเหล่าศิษย์ใหม่ทุกคน!”
“สุดยอดมาก! เฟิงสิงเลี่ยช่างน่าเหลือเชื่อ! เขาเข้าสู่อันดับทองแดงได้ในเวลาไม่ถึงสองปี เขาคือราชาของเหล่าศิษย์ใหม่อย่างแท้จริง นอกจากเขาแล้ว คนอื่นๆ ที่เข้าสำนักมาในช่วงสองปีนี้คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกครึ่งปีกว่าจะเข้าสู่อันดับทองแดงได้”
“นั่นสิ เฟิงสิงเลี่ยนับว่าทรงพลังอย่างยิ่ง สมกับที่เป็นราชาศิษย์ใหม่รุ่นก่อน”
“พวกเจ้าคิดว่าเขาจะท้าประลองต่อไหม?”
“ข้าล่ะอยากให้เขาท้าประลองต่อจริงๆ เจ้าเห็นไหมว่าเหล่าอัจฉริยะที่ติดอันดับทองแดงต่ำกว่าอันดับที่ 30 ลงมา ต่างก็อยู่ที่นี่กันเกินครึ่งเลยนะ?”
เสียงชื่นชมและถอนหายใจด้วยความทึ่งดังไปทั่วบริเวณ ผางสือที่ยืนอยู่ข้างลู่หมิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องมีชื่ออยู่บนอันดับทองแดงให้ได้!”
หัวฉือกำหมัดแน่นและกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
“เจ้าคนบ้าเอ๊ย ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ ทั้งเจ้าและศิษย์พี่ลู่จะต้องไปได้สวยแน่ ส่วนข้าก็ไม่รู้ว่าในชาตินี้จะมีโอกาสบ้างไหม”
ผางสือกล่าวด้วยน้ำเสียงละห้อย
ลู่หมิงตบไหล่ผางสือแล้วยิ้มพลางให้กำลังใจ “ศิษย์พี่หินใหญ่ ท่านขยันหมั่นเพียรขนาดนี้ ท่านต้องทำได้อย่างแน่นอน”
ตอนที่ผางสือเข้าสำนักมาใหม่ๆ เขาอยู่ในขอบเขตนักสู้ระดับเก้า หลังจากฝึกฝนมาครึ่งปี เขาก็ทะลวงผ่านเข้าสู่จุดสูงสุดของขอบเขตปรมาจารย์ระดับหนึ่งได้แล้ว
แม้ความเร็วในการบ่มเพาะจะไม่รวดเร็วนัก แต่เขาก็ก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคงและมีรากฐานที่แน่นหนามาก
“เฟิงสิงเลี่ย ตอนนี้เจ้าอยู่อันดับที่ 57 ของทำเนียบทองแดงแล้ว เจ้ามีสิทธิ์ที่จะท้าทายอัจฉริยะคนอื่นๆ บนทำเนียบนี้ เจ้ายังต้องการท้าประลองต่อหรือไม่?” กรรมการวัยกลางคนถามขึ้น
ในขณะนี้ สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เฟิงสิงเลี่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเขาจะเดินหน้าต่อหรือไม่
เฟิงสิงเลี่ยยังไม่ตอบในทันที เขาดูเหมือนกำลังใช้ความคิด
“พวกเจ้าคิดว่าถ้าเฟิงสิงเลี่ยท้าประลองต่อ เขาจะเลือกใคร?”
“พูดยากนะ แต่เขาต้องท้าคนที่อยู่อันดับ 45 ขึ้นไปแน่นอน เพราะพวกเขานั้นอยู่ในระดับชั้นเดียวกัน”
“ใช่แล้ว ถ้าเขาอยากสู้ต่อในวันนี้ เขาก็ทำได้แค่ท้าทายคนบนอันดับทองแดงเท่านั้น ดูนั่นสิ ตวนมู่หู่ที่อยู่อันดับ 55, เหยาเทียนอวี่อันดับ 51, เหยียนซวี่อันดับ 50 และจี้ตงอันดับ 48 ต่างก็อยู่ที่นี่กันหมด เขาน่าจะท้าทายหนึ่งในคนเหล่านี้”
เสียงสนทนาและวิพากษ์วิจารณ์ดังไปรอบข้าง
“เหยาเทียนอวี่อย่างนั้นหรือ?”
สายตาของลู่หมิงเลื่อนไปตามการชี้ชวนของคนอื่น และเขาก็เห็นเหยาเทียนอวี่นั่งอยู่ที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก
เหยาเทียนอวี่นั่งกอดอกอยู่อย่างสงบนิ่ง
ข้างกายเขามีสมุนนับสิบคนคอยห้อมล้อม
ทั้งเหอเถี่ย ชายหนุ่มชุดแดง และคนอื่นๆ ต่างก็เป็นใบหน้าที่คุ้นเคยทั้งสิ้น
“ศิษย์พี่เหยา ท่านคิดว่าเฟิงสิงเลี่ยจะท้าประลองท่านหรือไม่?”
ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถาม
“ข้าไม่รู้!”
เหยาเทียนอวี่ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วถ้าเฟิงสิงเลี่ยท้าประลองท่านจริงๆ ท่านมีความมั่นใจไหม?”
ชายหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง
“แม้กระบี่คืนสู่ต้นกำเนิดของเฟิงสิงเลี่ยจะทรงพลัง แต่มันก็ยังไม่เพียงพอที่จะมาท้าทายข้าได้หรอก!”
เหยาเทียนอวี่ตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“แน่นอนอยู่แล้ว เฟิงสิงเลี่ยคนนี้จะเป็นคู่มือของศิษย์พี่เหยาได้อย่างไร? ถ้าเขาไม่เจียมตัวมาท้าทายศิษย์พี่เหยา ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ”
ชายหนุ่มชุดแดงรีบประจบประแจงทันควัน
เหยาเทียนอวี่ยิ้มออกมาขณะก้มลงมองไปที่ลานประลอง
......
บนลานประลอง เฟิงสิงเลี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ข้าขอท้าประลองต่อไป”
ทันทีที่เขากล่าวจบ บรรยากาศในห้องโถงก็แทบระเบิดออก ทุกคนต่างจ้องเขม็งไปที่เฟิงสิงเลี่ยเพื่อรอดูว่าใครจะเป็นเป้าหมายรายต่อไปของเขา
สายตาของเฟิงสิงเลี่ยกวาดมองไปทั่วอัฒจันทร์ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ฝั่งตะวันตก
“ตวนมู่หู่ ลงมาสู้กัน!”
เฟิงสิงเลี่ยตะโกนก้อง
ที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันตก ชายหนุ่มร่างกำยำคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้ามืดมน “เฟิงสิงเลี่ย เจ้าแน่ใจนะว่าต้องการท้าทายข้า?”
“แน่นอน!”
เฟิงสิงเลี่ยกล่าวคำขาด
“ฮ่าฮ่า ดี! เฟิงสิงเลี่ย ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจที่เลือกข้า!”
ตวนมู่หู่หัวเราะออกมาด้วยความโกรธ
มันไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจเลยที่ถูกคนที่เพิ่งเข้าสู่อันดับทองแดงท้าประลอง ในทางกลับกัน มันคือเรื่องน่าอับอายด้วยซ้ำ
เพราะการถูกท้าทายหมายความว่าเจ้าถูกมองว่าอ่อนแอและถูกดูแคลน
วื้ด...
ตวนมู่หู่กระโดดลงจากอัฒจันทร์ เพียงไม่กี่ก้าวกระโดดเขาก็ข้ามระยะทางกว่าร้อยเมตรมาถึงบนลานประลองได้อย่างรวดเร็ว
ความเร็วในท่าร่างของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าซุนกวงเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน
“ข้าไม่คิดเลยว่าเฟิงสิงเลี่ยจะท้าทายตวนมู่หู่ เรื่องนี้ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ”
ศิษย์เก่าคนหนึ่งที่อายุราวยี่สิบปีซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากลู่หมิงกล่าวขึ้น
“โอ้? น่าสนุกอย่างไรหรือ?”
คนอื่นๆ เอ่ยถามด้วยความสนใจ
แม้แต่ลู่หมิง ผางสือ และคนอื่นๆ ต่างก็หันมามองเขาเช่นกัน
ศิษย์รุ่นพี่คนนั้นรู้สึกภูมิใจที่จู่ๆ ตนเองก็กลายเป็นจุดสนใจของคนจำนวนมาก
เขาแสร้งไอแห้งๆ ออกมาครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พวกเจ้าน่าจะเห็นแล้วเมื่อครู่นี้ วิชากระบี่ของเฟิงสิงเลี่ยนรวดเร็วมาก และพลังที่ปะทุออกมาในชั่วพริบตาก็ทรงพลังมหาศาล วิชากระบี่นี้คือวิชายุทธ์ระดับดำขั้นต่ำที่ชื่อว่า ‘กระบี่คืนสู่ต้นกำเนิด’”
“วิชากระบี่นี้ทรงพลังอย่างยิ่ง แต่มันก็มีจุดอ่อน คือมันสิ้นเปลืองปราณแท้อย่างมาก หากไม่สามารถเผด็จศึกศัตรูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ตัวผู้ใช้เองนั่นแหละที่จะตกอยู่ในอันตราย”
ลู่หมิงพยักหน้าเห็นด้วยอยู่ในใจ ‘กระบี่คืนสู่ต้นกำเนิด’ นี้มีความคล้ายคลึงกับกระบวนท่า ‘ระเบิด’ ของวิชาหอกเพลิงอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.