ตอนที่ 29
29 / 125
อ่าน 13 นาที
Chapter 29: The Effectiveness of the Law (5)
เผยแพร่เมื่อ 29 มี.ค. 2569 10:33
บทที่ 29: ประสิทธิภาพของกฎหมาย (5)
ศาลกลางแห่งจักรวรรดิ ผู้พิพากษาเคลาส์กำลังเดินไปตามโถงทางเดินของอาคารศาล เช่นเคย เขาสวมชุดเครื่องแบบทางการที่เรียบร้อย ส้นรองเท้ากระทบลงบนพื้นหินอ่อน
──ตึก ตึก
เขาเป็นเพียงคนธรรมดา อย่างน้อยนั่นคือวิธีที่เขามองตัวเอง
เขาเกิดในตระกูลขุนนางเล็กๆ ของจักรวรรดิ เดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจนได้กลายเป็นผู้พิพากษา
ชีวิตของเขาไม่มีจุดหักเหที่ดราม่าหรือความรุ่งโรจน์เป็นพิเศษ และเขาก็ไม่เคยปรารถนาสิ่งเหล่านั้นเช่นกัน เขาเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเงียบเชียบภายในขอบเขตของกฎหมายและหลักการ เป็นพวกยึดมั่นในระเบียบวินัย หรือที่บางคนอาจเรียกว่าพวกหัวรั้น
เคลาส์เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของเขาตามปกติ
และแล้วเขาก็หยุดชะงักอยู่กับที่
มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งอยู่ที่นั่น ชายคนนั้นสวมเครื่องแบบอัศวินทางการและกำลังจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง...
“......คุณเป็นใคร”
น้ำเสียงของเคลาส์แฝงไปด้วยความระแวดระวัง ชายคนนั้นค่อยๆ หันใบหน้ากลับมา
“สวัสดีครับ ผู้พิพากษาเคลาส์”
เขาแนะนำตัวพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ
"ผมคืออัศวินแม็กซิมิเลียนแห่งหน่วยเซนทิเนล"
แม็กซิมิเลียน เขาคืออัศวินผู้รับผิดชอบคดีที่เคลาส์เพิ่งปฏิเสธคำตัดสินประหารชีวิตไป
“ผมมาเพราะอยากจะสนทนารายละเอียดกับท่านครับ ท่านผู้พิพากษา”
น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยน แต่มันกลับแฝงไปด้วยน้ำหนักที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“เชิญนั่งสอดั่ง”
เคลาส์ผายมือไปยังโซฟารับแขก
“ครับ”
“มันจะดีกว่านี้ถ้าคุณทำการนัดหมายมาก่อน”
“ฮะๆ ต้องขออภัยด้วยครับ”
แม็กซิมิเลียนนั่งลง เขามหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะเป็นอันดับแรก
“ที่ผมมาที่นี่เพราะเชื่อว่าอาจมีความเข้าใจผิดบางอย่างเกี่ยวกับคดีนี้ และผมต้องการอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนครับ”
“เข้าใจผิด?”
“ครับ ทั้งสามคนนั้นเป็นสมาชิกของกองกำลังปฏิวัติจริงๆ แม้หลักฐานทางกายภาพอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่หากพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อม มันก็สามารถสรุปได้อย่างมีเหตุผลครับ”
คิ้วของเคลาส์ขมวดเข้าหากัน ในฐานะผู้พิพากษา เขาได้ออกคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่ไปแล้ว
“ท่านผู้พิพากษา ดาเนียลเป็นคนจัดหาพื้นที่ลับสำหรับสะสมระเบิดและหนังสือต้องห้าม และเขาก็ปกป้องพวกมันอย่างสุดชีวิตในระหว่างการสอบสวน เขาจะทำแบบนั้นไปทำไมถ้าพวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกองกำลังปฏิวัติ?”
“ผมมองว่าข้ออ้างนั้นเป็นการสันนิษฐานที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ”
แม็กซิมิเลียนเอียงคอ
“สันนิษฐานที่ไม่มีเหตุผลงั้นหรือครับ.......”
“ผู้อพยพสองคนนั้นอ่านหรือเขียนภาษาจักรวรรดิไม่ได้ด้วยซ้ำ การจะตัดสินประหารชีวิตพวกเขาอย่างกะทันหันแบบนั้น-”
“ข้ออ้างที่ว่าพวกเขาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มาจากปากของสมาชิกกองกำลังปฏิวัติ เรื่องแบบนั้นมันปลอมแปลงกันได้ง่ายๆ ครับ”
“นั่นก็เป็นเพียงข้ออ้างของคุณเช่นกัน ผมกำลังบอกว่าหลักฐานมันไม่เพียงพอ-”
“ท่านผู้พิพากษา”
แม็กซิมิเลียนขัดคำพูดของผู้พิพากษา เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้และถอนหายใจออกมาลึกๆ
“สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือหน้าที่ของอัศวินครับ”
“หน้าที่ของอัศวิน?”
“ครับ ในฐานะดาบแห่งจักรวรรดิ เพื่อกำจัดองค์ประกอบที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งทำอันตรายต่อจักรวรรดิ เพื่อรับใช้เพียงความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิเท่านั้น”
แม็กซิมิเลียนเผยรอยยิ้มขมขื่นขณะพูดถึงอัศวิน
“ลูกชายของท่านก็น่าจะรู้เรื่องนั้นดีนะครับ”
ในขณะนั้นเอง สีหน้าของเคลาส์ก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที
“ลูกชายของท่านเป็นนักเรียนนายร้อยที่เอ็มไพร์พอยต์ เขามีผลการเรียนดีเยี่ยม ถ้าเขาพยายามต่อไปอีกเพียงสองปี เขาอาจจะได้เข้าร่วมหน่วยอัศวินเซนทิเนลของเราก็ได้”
รอยยิ้มบนริมฝีปากของแม็กซิมิเลียนแข็งค้างกลายเป็นความเย็นชาในทันใด
“แต่ท่านผู้พิพากษาครับ ท่านเคยคิดบ้างไหมว่าใครที่อยู่ข้างๆ ลูกชายของท่าน? เขาสมาคมกับใครบ้าง? และ.......”
แม็กซิมิเลียนพูดต่อไป น้ำเสียงของเขาค่อยๆ ทุ้มต่ำลงเรื่อยๆ
“พฤติกรรมมิชอบบางอย่างที่เขาอาจจะทำลงไป”
รูม่านตาของแม็กซิมิเลียนขยายกว้าง ดวงตาสีทองแห่งเอเบนโฮลซ์ เคลาส์เผลอหลบสายตานั้นตามสัญชาตญาณ
“......นี่คุณกำลังขู่ผมงั้นหรือ?”
“เปล่าครับ ผมแค่แจ้งให้ท่านทราบเท่านั้น”
แม็กซิมิเลียนเอนหลังพิงโซฟา
“ผู้พิพากษาเคลาส์ ท่านคือชาวจักรวรรดิผู้บริสุทธิ์ เป็นชาวอารันที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิมาอย่างยาวนาน ลูกชายของท่านก็เช่นกัน ดังนั้นผมจึงคิดแบบนี้ครับ”
เขาพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
“ต่อให้ลูกชายของท่านจะมีหนังสือต้องห้ามไว้ในครอบครองสักสองสามเล่ม หรือมักจะไปเข้าร่วมการชุมนุมแปลกๆ บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็น เขาต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังปฏิวัติอย่างแน่นอน แน่นอนอยู่แล้วครับ ในเมื่อพ่อของเขาเป็นถึงผู้พิพากษาแห่งจักรวรรดิ ความอยากรู้อยากเห็นทางปัญญาแบบนั้นย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้.......”
เคลาส์มองไปยังแม็กซิมิเลียน เงาสะท้อนของตัวเขาเองปรากฏอยู่ในม่านตาสีทองคู่นั้น
“อย่างไรก็ตาม พวกเผ่าพันธุ์ย่อยพวกนี้...”
ตึก แม็กซิมิเลียนกดนิ้วลงบนเอกสาร
“โดยพื้นฐานแล้วพวกมันไม่น่าไว้วางใจ ข้ออ้างที่ว่าพวกเขาไม่รู้ภาษาจักรวรรดิ หรือข้ออ้างของดาเนียลที่ว่าหลักฐานทั้งหมดเป็นของเขาเพียงคนเดียว ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรที่เชื่อได้ง่ายๆ เลย”
“.......”
“ท่านควรจะนำปัจจัยเหล่านั้นมาพิจารณาด้วยนะครับ”
ริมฝีปากของเคลาส์ยังคงปิดสนิท คำพูดมากมายเอ่อล้นอยู่ภายในใจ แต่ภาพใบหน้าของลูกชายที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันกลับกดทับคำพูดเหล่านั้นไว้ทั้งหมด
“สิ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนในคดีนี้คือ ทั้งสามคนเป็นสมาชิกของกองกำลังปฏิวัติครับ”
“......ทั้งหมดนี่ก็เพื่อสร้างผลงานเพียงเล็กน้อยงั้นหรือ?”
ในที่สุดเคลาส์ก็เอ่ยจุดยืนของเขาออกมา
“จากตำแหน่งของคุณ สมาชิกกองกำลังปฏิวัติสามคนย่อมดีกว่าคนเดียวใช่ไหมล่ะ?”
เขารู้จักตระกูลขุนนางระดับสูงที่ชื่อเอเบนโฮลซ์ เขารู้จักเซบาสเตียน ซึ่งเซบาสเตียนไม่ใช่คนที่หมกมุ่นอยู่กับการสร้างผลงานเหมือนอย่างแม็กซิมิเลียน
“ผมบอกท่านไปแล้วนี่ครับ”
แต่แม็กซิมิเลียนกลับถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด
“นี่ไม่ใช่เรื่องของผลงานหรืออะไรแบบนั้น แต่มันคือเรื่องหน้าที่ของอัศวินครับ”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เช่นเดียวกับความเชื่อของท่านที่สำคัญ เกียรติของอัศวินก็สำคัญเช่นกันครับ”
ขณะที่เขาจัดระเบียบเครื่องแบบให้เรียบร้อย เขาก็วางรูปถ่ายใบหนึ่งลง
ลูกัส ลูกชายของเคลาส์ รูปถ่ายหลายใบแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมต่างๆ ของเขาในและรอบๆ เอ็มไพร์พอยต์
“ผมได้ยินมาว่าท่านมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนในวัยชรา ผมหวังจริงๆ ว่าสักวันหนึ่งเขาจะได้ร่วมงานกับเราในฐานะผู้สืบทอดของผมนะครับ”
แม็กซิมิเลียนค้อมศีรษะให้เล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัวก่อนครับ”
พูดจบเขาก็จากไป—แต่เคลาส์ยังคงนั่งเงียบอยู่ที่เดิม
คำพูดของอัศวินคนนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา
ลูกชายของเขาและหน้าที่ของเขา
ตราชั่งสองข้างเอียงไปมาอย่างไม่สิ้นสุดภายในใจ ความทุกข์ทรมานอันเงียบงันเริ่มหยั่งรากลึกขึ้นเรื่อยๆ
“.......”
แสงย้อนจากหน้าต่างสาดส่องลงบนแผ่นหลังของผู้พิพากษา
***
ผมครุ่นคิดถึงภาพลวงตาที่เรียกว่ากฎหมาย เมื่อถึงจุดหนึ่ง กฎหมายของจักรวรรดิก็ได้บิดเบี้ยวไป มันไม่ได้มีความเท่าเทียมสำหรับทุกคน และมันถูกเลือกใช้ปฏิบัติเพื่อคนบางกลุ่ม กองกำลังปฏิวัติใช้ประโยชน์จากความฉ้อฉลนั้นอย่างแม่นยำ และตอนนี้ผมเองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถือครองกฎหมายไว้ในฐานะอาวุธเหมือนกับขุนนางคนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการนั้น ผมจะยอมให้รากฐานของจักรวรรดิพังทลายลงไม่ได้ ในขณะที่ต้องควบคุมพวกขุนนางที่เน่าเฟะ ผมต้องตัดเอาเฉพาะเซลล์มะเร็งที่รุกรานมนุษยชาติออกไปเท่านั้น
ผมกำลังเล็งเป้าไปยังศัตรูสองกลุ่มด้วยดาบเพียงเล่มเดียว
มันคือความย้อนแย้ง
ไม่สิ บางทีโลกทั้งใบนี้เองก็อาจจะเป็นกลุ่มก้อนของความย้อนแย้ง
เราจะไปได้ไกลแค่ไหนเพื่อความอยู่รอด? เราจะกระทำเรื่องแบบไหนลงไปได้บ้าง?
ภายใต้เป้าหมายสูงสุดคือการอยู่รอด ค่านิยมอื่นๆ ทั้งหมดจะกลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย
“.......”
ผมหยิบเอกสารที่เจ้าหน้าที่บริหารส่งมาให้ มันคือประกาศจากศาลกลางแห่งจักรวรรดิ
──[ศาลกลางแห่งจักรวรรดิ]──
[แจ้งการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาเจ้าของคดี]
ผู้พิพากษาเจ้าของคดีคนเดิม: เคลาส์ ฟอน ลิมเพอร์ค
ผู้พิพากษาเจ้าของคดีคนใหม่: คาร์ล กรอสแมน
เหตุผลในการเปลี่ยนตัว: ลาออกเนื่องจากสถานการณ์ส่วนตัวของผู้พิพากษาเจ้าของคดี
───────────
มันคือจดหมายแจ้งให้ทราบว่าผู้พิพากษาถูกเปลี่ยนตัวแล้ว เคลาส์ไม่เพียงแต่ยอมแพ้ในคดีนี้ แต่เขาลาออกจากอาชีพผู้พิพากษาไปเลย มันคงจะเป็นไปเพื่อลูกชายของเขา
เคลาส์เคยเป็นคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร นั่นคือเหตุผลที่ในท้ายที่สุด หน่วยอารักษ์จักรวรรดิคงจะหักคอเขาเสีย ในเส้นเวลาเดิม เขาอาจจะตายไปโดยที่ผมไม่เคยได้รับรู้ และไม่เคยได้รู้จักชื่อของเขาด้วยซ้ำ
หากเทียบกับอนาคตแบบนั้น การก้มหัวให้ผมอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้...
“......แบบนี้ล่ะถูกต้องแล้ว”
ผมคิดถึงสิ่งที่ถูกต้องสำหรับผม รสขมพร่าราวกับเศษทรายแผ่ซ่านอยู่ที่ปลายลิ้น
นับจากนี้ไป ผมคงจะต้องฆ่าคนอีกมากมายมหาศาล เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเฉือนเอาเฉพาะพวกเอเซนไฮม์ออกมาได้อย่างแม่นยำ
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ กองกำลังปฏิวัติ
กองกำลังปฏิวัติคือศัตรูงั้นหรือ? ณ ตอนนี้ ใช่ครับ แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็คือส่วนหนึ่งของ ‘พวกเรา’ เช่นกัน
ศัตรูที่แท้จริงและเป็นศัตรูสุดท้ายของเรามีเพียงพวกเอเซนไฮม์เท่านั้น
ถึงอย่างนั้น เราก็ยืนอยู่บนเส้นทางที่ต่างกัน เส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ แกนกลางของ "อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่" ของพวกเขาคือสิทธิมนุษยชนตามธรรมชาติ ความเชื่อที่ว่าเผ่าพันธุ์ส่วนน้อยทั้งหมด ซึ่งรวมถึงพวกเอเซนไฮม์นั้นเท่าเทียมกัน
ไม่มีทางที่จะแยกเอาเฉพาะพวกเอเซนไฮม์ออกมาจากพวกเขาได้เลย
นั่นคือสิ่งที่ทำให้อุดมการณ์นั้นยิ่งใหญ่
ค่านิยมเพียงหนึ่งเดียวที่ต้องได้รับการปกป้องเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม และถูกยึดถือไว้ด้วยความเชื่อมั่นนับไม่ถ้วนที่ไม่สามารถโอนอ่อนผ่อนปรนได้ในทุกสถานการณ์
“ผมไม่สามารถเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้...”
ผมหยิบจดหมายฉบับที่สองออกมา
มันคือคำตัดสินของศาล
“และพวกเขาก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมผมได้เช่นกัน”
[ตามมาตรา 112 แห่งกฎหมายจักรวรรดิ จำเลยดาเนียล มาเทโอ และพวกอีกสองคน ถูกตัดสินประหารชีวิต]
ผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งมาใหม่ไม่มีข้อคัดแย้งใดๆ ต่อบทลงโทษของผม
คำตัดสินประหารชีวิตถูกมอบให้กับสมาชิกกองกำลังปฏิวัติทั้งสามคนรวมถึงดาเนียล และพวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของผลงานของผม
***
เบื้องหลังพื้นที่ของหน่วยอัศวินเซนทิเนล มีภูเขากว้างขวางตั้งอยู่ ระดับความสูงของมันไม่ได้สูงเป็นพิเศษ แต่ความเข้มข้นของมานานั้นหนาแน่น ดังนั้นมันจึงถูกถือว่าเป็นลานฝึกซ้อมชั้นดีมาอย่างยาวนาน
อัศวินระดับสูงอาเดรียได้มาถึงยอดเขาแห่งนั้น ใกล้กับหินสมดุล มีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่
“......ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่”
รองผู้บัญชาการหน่วยอัศวินอันตอน ดูเหมือนเขากำลังชื่นชมทัศนียภาพอยู่ อาเดรียสูดลมหายใจให้คงที่และไปยืนเคียงข้างเขา
“มันเป็นโอกาสที่น่าจับตามองทีเดียว”
“โอกาสงั้นหรือ?”
อันตอนถามกลับโดยที่มือทั้งสองข้างไพล่อยู่ข้างหลัง
“อัศวินใหม่จับกุมสมาชิกของกองกำลังปฏิวัติได้ แถมยังตั้งสามคนเชียวนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของอาเดรีย อันตอนก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กๆ อาเดรียจึงเลิกคิ้วขึ้น
“ฉันไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนที่จัดการได้ง่ายๆ เลย”
“เขาคือทายาทแห่งเอเบนโฮลซ์ เขาไม่มีทางเป็นคนธรรมดามาตั้งแต่ต้นแล้ว”
ธรรมดา ธรรมดา ธรรมดา อาเดรียพึมพำคำนั้นเบาๆ ก่อนจะบิดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มเยาะ
“......ฉันขอพูดต่อได้ไหมคะ?”
อันตอนหันหน้ามาหาเธอ ถึงตอนนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นความเย็นชาไปแล้ว
“มันยิ่งกว่าคำว่าไม่ธรรมดาเสียอีกค่ะ”
วูบ— ลมหนาวพัดผ่าน เสื้อผ้าของทั้งคู่สะบัดพลิ้วไปตามแรงลมพร้อมกับใบไม้ที่ร่วงหล่น
“เขาสังหารนักเรียนนายร้อยวัยสิบหกปีที่เอ็มไพร์พอยต์เพียงเพราะไม่ใช่ชาวจักรวรรดิผู้บริสุทธิ์ และสั่งประหารชีวิตเด็กชายวัยสิบเอ็ดปีที่เป็นคนฆ่าขุนนางในทันที เด็กคนนั้นเป็นเหยื่อก่อนที่จะกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียอีก”
แม็กซิมิเลียนฆ่าเด็กที่ถูกขุนนางแก่ทารุณกรรม เด็กที่อย่างน้อยก็น่าจะได้รับโอกาสในการรับการพิจารณาคดี
“และตอนนี้ สมาชิกกองกำลังปฏิวัติหนึ่งคน และผู้อพยพที่อาจจะผู้บริสุทธิ์อีกสองคน ก็ถูกตัดสินประหารชีวิต แถมยังไปกดดันจนผู้พิพากษาต้องลาออกอีก”
อันตอนมองออกไปที่ไกลๆ อีกครั้ง ภายใต้สายตาของเขา เมืองหลวงของจักรวรรดิแผ่ขยายออกไปราวกับภาพวาด
อาร์เคเดีย ที่ซึ่งพลเมืองนับไม่ถ้วนของจักรวรรดิอาศัยอยู่...
“ก่อนหน้านั้น เขาจัดการกับสมาชิกของหน่วยอารักษ์จักรวรรดิที่มาขัดแย้งกับเขา ทหารที่เคยได้รับการยกย่องว่าศักดิ์สิทธิ์ภายในหน่วยอารักษ์หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วข้ามคืน”
โรดริเกซ อาเดรียเคยเห็นเขาครั้งหนึ่ง สมาชิกหน่วยอารักษ์ผู้หยิ่งยโส เขามีโอกาสประสบความสำเร็จได้ดีในหน่วยอารักษ์ แต่แม็กซิมิเลียนกลับฟันเขาลงโดยไม่ลังเล เพียงเพราะชายคนนั้นอ้างสิทธิ์ในบ้านที่แม็กซิมิเลียนวางแผนจะซื้อ
“นั่นล่ะค่ะ คือตัวตนของอัศวินที่ชื่อแม็กซิมิเลียน”
จากที่เคยถูกประเมินว่าเป็นคนขี้ขลาดที่เอ็มไพร์พอยต์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็หลุดออกจากพันธนาการ
“ท่านคิดอย่างไรกับเขาคะ ท่านรองผู้บัญชาการ?”
อาเดรียถามอันตอน รอยยิ้มจางๆ ที่ดูไร้ความรู้สึกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอันตอนในทันใด
เขาตอบด้วยน้ำเสียงต่ำ
“เขาเป็นชายที่เหมือนกับจักรวรรดิอย่างแท้จริง”
ชายที่เหมือนกับจักรวรรดิ
อาเดรียทวนคำพูดของเขาในใจ มันแม่นยำเสียจนรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของเธอโดยไม่รู้ตัว
“......นั่นสินะคะ”
แม็กซิมิเลียน อัลเบรชท์ ฟอน เอเบนโฮลซ์
ชายผู้กลายเป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังอย่างสูงไม่เพียงแต่ภายในหน่วยอัศวินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในแวดวงการเมือง และแม้แต่ในกลุ่มกองกำลังปฏิวัติ คำประเมินที่อันตอนเพิ่งให้มานั้นช่างถูกต้องที่สุด
“เป็น...... ชาวจักรวรรดิผู้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.