ตอนที่ 3801
3801 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 3801
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 11:01
บทที่ 3801 – ราชาผู้นี้ก็เป็นมหาจักรพรรดิเช่นกัน
จั้นอู๋เหินทอดสายตามองหวงอู๋จี๋ด้วยความเวทนาพลางเอ่ยขึ้น “ข้าเกรงว่านั่นจะรวมถึงตัวเจ้าด้วย!”
แม้เขาจะไม่ล่วงรู้ว่าหวงอู๋จี๋กำลังใช้เคล็ดวิชาลับอันใด หรือเหตุใดมันจึงสามารถช่วงชิงเจตจำนงแห่งโลกไปจากร่างกายของเขาได้ แต่มีหรือที่จั้นอู๋เหินจะไม่เห็นว่าวิชาลับนี้ต้องแลกมาด้วยราคาอันมหาศาลเพียงใด เฉกเช่นเดียวกับพันธนาการที่กักขังเขาไว้ในสถานที่แห่งนี้ ราคาที่ต้องจ่ายนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้หวงอู๋จี๋ไม่สามารถก้าวเท้าออกไปได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ฝ่ามือที่ถูกตัดขาดซึ่งปักตรึงอยู่กลางทรวงอกของหวงอู๋จี๋กำลังสูบเอาพลังชีวิตของเขาออกไปอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นานพลังฝีมือของเขาจะต้องร่วงหล่นลงอย่างรุนแรง และเมื่อถึงยามนั้น ก็ยากจะบอกได้ว่าเขาจะยังรักษาตบะในฐานะนักบุญปีศาจเอาไว้ได้หรือไม่
[ไม่ยากจะเชื่อเลยว่าเขายอมจ่ายราคาสูงล้ำเพียงเพื่อพรากเจตจำนงแห่งโลกไปจากข้า] จั้นอู๋เหินรู้ดีว่าสถานการณ์ของมหาจักรพรรดิคนอื่นๆ คงไม่ต่างจากเขานัก หลังจากถูกคุมขังมานานปี เขาแทบจะไม่หลงเหลือความเข้าใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันในดินแดนดาราเลย แต่หากประเมินจากท่าทีของหวงอู๋จี๋ ดูเหมือนว่ามหาสงครามจะดำเนินมาถึงจุดแตกหักแล้ว
ด้วยความร้อนรุ่มดั่งไฟสุมสรวง จั้นอู๋เหินพยายามพังทลายพันธนาการเพื่อหลบหนีออกไป ทว่าน่าเสียดายที่แม้เจตจำนงจะแกร่งกล้าแต่พละกำลังกลับถดถอย เขาได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาลพลางจ้องมองหวงอู๋จี๋อย่างกินเลือดกินเนื้อ
“เลิกเสียแรงเปล่าได้แล้ว แม้ข้าจะเสียดายที่ไม่ได้ลงมือปลิดชีพเจ้าด้วยตัวเอง แต่อวสานเช่นนี้ก็ไม่ได้แย่นักหรอก”
“ด้วยพลังของเจ้าน่ะหรือ?” จั้นอู๋เหินแสยะยิ้มหยัน “เจ้ามีความสามารถพอหรือไร?”
หวงอู๋จี๋ส่ายหน้าช้าๆ “ยามนี้เจ้าจะเอ่ยสิ่งใดก็สายเกินการณ์เสียแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็หลับตาลงและไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
“หึหึหึ! เจอแล้วคนหนึ่ง!”
ในพริบตานั้น เสียงหัวเราะต่ำพร่าพลันดังกึกก้องในโสตประสาทของจั้นอู๋เหินและหวงอู๋จี๋ ก่อนที่เสียงนั้นจะเงียบหายไปอย่างกะทันหัน จั้นอู๋เหินเผยสีหน้าพิกลพลางครุ่นคิดว่าตนหูฝาดไปหรือไม่
ในทางตรงกันข้าม สีหน้าของหวงอู๋จี๋กลับเปลี่ยนไปอย่างขีดสุด “ใครกัน!?”
แม้เขาจะเป็นถึงนักบุญปีศาจ แต่ยามนี้แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความขี้ขลาดและตื่นตระหนก นั่นเพราะห้วงมิติพิศวงแห่งนี้คือสิ่งที่จอมเทพปีศาจสรรสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อคุมขังเหล่านหาจักรพรรดิจากดินแดนดารา ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีเพียงเขาและจั้นอู๋เหินเท่านั้นที่ปักหลักอยู่ที่นี่ แล้วจะมีบุคคลที่สามหาที่แห่งนี้พบได้อย่างไร?
เสียงฉีกกระชากของมิติดังขึ้น รอยแยกพลันปรากฏบนกำแพงเขตแดนของมิติพิศวง มือใหญ่สองข้างยื่นออกมาจากรอยแยกก่อนจะออกแรงพังทลายผนังมิติให้เปิดออก กำแพงเขตแดนถูกฉีกกระชากราวกับเศษผ้าบางเบา ช่องว่างนั้นขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางสายตาที่ไม่ยากจะเชื่อของหวงอู๋จี๋ ร่างหนึ่งก้าวเดินออกมาจากรอยแยกนั้น บุคคลผู้นั้นกวาดสายตามองไปรอบมิติด้วยรอยยิ้มสว่างไสว และเมื่อเขาเห็นจั้นอู๋เหิน ก็เอ่ยทักทายอย่างยียวนว่า “สภาพเจ้าดูไม่ได้เลยนะ!”
คิ้วของจั้นอู๋เหินกระตุกวูบพลางขมวดคิ้วมุ่น “หงเฉิน?”
เบื้องหน้าของเขาคือชายชราผู้มีใบหน้าแดงระเรื่อและแววตาสดใสดั่งทารก ชายชราผู้นี้จะเป็นใครไปได้อีกหากไม่ใช่ ‘ต้วนหงเฉิน’ ที่เขารู้จัก?
ทว่าบุคคลผู้นั้นกลับแสยะยิ้มแล้วประกาศกร้าว “เจ้าแก่รสนิยมต่ำนั่นตายด้วยน้ำมือราชาผู้นี้ไปแล้ว!”
สีหน้าของจั้นอู๋เหินพลันเคร่งเครียดลงทันที “อู๋ควง!?”
“เจ้าคืออู๋ควงงั้นรอย?” เช่นเดียวกัน สีหน้าของหวงอู๋จี๋เปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินนามนั้น เขาเคยได้ยินถึงตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวที่เคยกำจัดมหาจักรพรรดิสี่คนด้วยพลังของตนเพียงลำพัง จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ ในใจ
อู๋ควงประคองท่าทีราวกับคนเสียสติ เขาใช้นิ้วลูบคางพลางพินิจมองจั้นอู๋เหินด้วยสายตามุ่งร้าย จากนั้นจึงหันไปมองหวงอู๋จี๋ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “ขอข้าคิดหน่อย... ราชาผู้นี้ควรจะกินใครก่อนดี? เคล็ดวิชากลืนกินสวรรค์ของข้ากำลังหิวโหยเต็มที!”
“เจ้ากล้าหรือ!?” จั้นอู๋เหินแผดคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
หวงอู๋จี๋เองก็มีสีหน้าขมขื่นไม่แพ้กัน ไม่เพียงแต่เขารู้จักอู๋ควงเท่านั้น แต่เขายังรู้จัก ‘เคล็ดวิชากลืนกินสวรรค์’ ซึ่งเป็นวิชาลับที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในดินแดนดารา เหตุผลที่อู๋ควงโด่งดังจนสะท้านภพล้วนมาจากวิชาลับนี้ทั้งสิ้น
หวงอู๋จี๋ติดอยู่ในที่แห่งนี้พร้อมกับจั้นอู๋เหินและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจปรารถนา ดังนั้นเขาแทบจะไม่มีกำลังขัดขืนอู๋ควงได้เลยหากการต่อสู้ระเบิดขึ้น สิ่งเดียวที่เขาสงสัยจนไม่เข้าใจคือ... บุคคลผู้นี้ปรากฏตัวออกมาในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ได้อย่างไร!?
ไม่ใช่เพียงหวงอู๋จี๋ที่สับสน จั้นอู๋เหินเองก็งุนงงเช่นกัน
หลังจากการต่อสู้บนเกาะมังกร อู๋ควงได้หลบหนีออกจากวิหารมังกรไปยังดินแดนดาราเบื้องล่าง หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวของเขาอีกเลย จั้นอู๋เหินเพิ่งจะได้รู้จากหยางไค่ในภายหลังว่าอู๋ควงได้เข้าสู่ดินแดนบรรพชน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังวางแผนการใดอยู่
หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าอู๋ควงใช้ร่างกายร่วมกับต้วนหงเฉิน จั้นอู๋เหินคงบุกเข้าไปสังหารเขาในดินแดนบรรพชนไปแล้ว เป็นเพราะความเป็นห่วงเพื่อนรักอย่างต้วนหงเฉิน ทำให้จั้นอู๋เหินต้องระแวดระวังในการลงมือเพื่อไม่ให้เพื่อนต้องบาดเจ็บไปด้วย
ทว่ายามนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเลี้ยงเสือไว้ข้างกายตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ในเวลานี้ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายของอู๋ควงนั้นทรงพลังดุดันอย่างยิ่ง เขาเข้าสู่ขอบเขตมหาจักรพรรดิอีกครั้ง แม้พลังฝีมือจะยังเทียบไม่ได้กับช่วงจุดสูงสุดในยามมหาสงครามมหาจักรพรรดิ แต่ช่องว่างนั้นก็ไม่ได้กว้างใหญ่นัก
เคล็ดวิชากลืนกินสวรรค์ช่างทรงอานุภาพเกินบรรยาย ต้องบอกว่าต้วนหงเฉินเคยทำลายตบะของตนเองจนเหลือเพียงขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าระดับสามยามที่เข้าสู่ทะเลดาราแตกดับ ทว่าใช้เวลาเพียงไม่นาน อู๋ควงกลับสามารถฟื้นฟูพลังกลับมาได้อย่างสมบูรณ์
“เลิกก่อเรื่องได้แล้ว! สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยพวกเขาออกไป!” เมื่ออู๋ควงเอ่ยปากอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ครั้งนี้มันดูเคร่งขรึมและสุขุมยิ่งขึ้น แม้แต่กระแสเสียงที่เปล่งออกมาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ดวงตาของจั้นอู๋เหินเป็นประกายก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา นี่คือต้วนหงเฉินที่เขารู้จัก ส่วนที่อู๋ควงกล่าวว่าฆ่าเขาไปแล้วนั้นล้วนเป็นเรื่องเหลวไหล ดูเหมือนว่าต้วนหงเฉินและอู๋ควงจะบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่างสองวิญญาณและดำรงอยู่ร่วมกันได้แล้ว ช่างเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
“เจ้าหาที่แห่งนี้พบได้อย่างไร!?” หวงอู๋จี๋ตะโกนถามพลางกัดฟันแน่น
ต้วนหงเฉินปรายสายตามองเขาอย่างเย็นชา “ราชาผู้นี้ก็เป็นมหาจักรพรรดิเช่นกัน เหตุใดข้าจะหาที่แห่งนี้ไม่พบ?”
หากจอมเทพปีศาจต้องการใช้พลังของมหาจักรพรรดิทั้งเจ็ดเพื่อสะกดข่มหยางไค่ เขาย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิติพิศวงแห่งนี้อาจซ่อนเร้นจากสายตาคนทั้งโลก แต่ต้วนหงเฉินย่อมสามารถสืบสาวร่องรอยกลับมาที่นี่ได้ตราบเท่าที่มีช่องโหว่เพียงเล็กน้อยปรากฏออกมา ดังนั้นเขาจึงสามารถลงมือทำในสิ่งที่หยางไค่ไม่มีเวลาทำได้อย่างเงียบเชียบ ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่โม่เซิ่งก็ยังล้มเหลวที่จะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขา เพราะในยามนี้ สมาธิทั้งหมดของโม่เซิ่งจดจ่ออยู่ที่ตัวหยางไค่เพียงผู้เดียว
“จะมัวเสียเวลาพูดจาอยู่ทำไม? ฆ่ามันทิ้งเสียก่อนดีกว่า” อู๋ควงแสยะยิ้ม
จั้นอู๋เหินตอบกลับทันที “เจ้าฆ่าเขาไม่ได้! หากเขาตาย ข้าก็ต้องตายด้วย!”
วิชาลับนั้นได้เชื่อมโยงพลังชีวิตของเขาเข้ากับพลังชีวิตของหวงอู๋จี๋อย่างเหนียวแน่น หากฝ่ายหนึ่งมอดม้วย อีกฝ่ายย่อมพินาศตาม
อู๋ควงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น “นั่นไม่ใช่ธุระของข้า!” ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก เขาก็ทำท่าทางรำคาญใจขึ้นมาอีกครั้ง “รู้แล้ว! รู้แล้ว! เลิกจู้จี้เสียที! หัวของราชาผู้นี้จะระเบิดอยู่แล้ว! ข้าจะช่วยเขาเอง!”
จั้นอู๋เหินยิ้มบางๆ เมื่อเห็นภาพนั้น
อู๋ควงก้าวเท้าไปข้างหน้าพลางมองลงมาที่หวงอู๋จี๋ด้วยสายตาเหยียดหยาม “เจ้าหนู การตกอยู่ในเงื้อมมือของราชาผู้นี้คือความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของเจ้า!”
ในฐานะนักบุญปีศาจลำดับที่หนึ่งแห่งแดนปีศาจ หวงอู๋จี๋จำไม่ได้แล้วว่าเขามีชีวิตอยู่มานานกี่ปี นี่เป็นครั้งแรกในรอบเนิ่นนานที่เขาถูกเรียกว่า ‘เจ้าหนู’ แต่เขากลับไม่สามารถเค้นความโกรธออกมาได้เลย ตรงกันข้าม ร่างกายของเขากลับสั่นสะท้านภายใต้สายตาอันเย็นชาและไร้ความรู้สึกของอู๋ควง เขารู้สึกราวกับว่าบางสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่สุดกำลังจะเกิดขึ้นกับเขา
ในขณะเดียวกัน อู๋ควงก็หัวเราะขลุ่ยในลำคอ ยื่นมือออกไปวางไว้เหนือศีรษะของหวงอู๋จี๋อย่างช้าๆ หวงอู๋จี๋ได้แต่จ้องมองอย่างสิ้นหวังโดยไร้กำลังขัดขืน เห็นได้ชัดว่าจอมเทพปีศาจไม่ได้คาดการณ์ไว้เลยว่าวันหนึ่งจะมีผู้บุกรุกเข้ามาในมิติแห่งนี้ยามที่เขาวางแผนการในคราแรก
.....
ในช่วงเวลาเดียวกับที่อู๋ควงปรากฏตัวขึ้น ประตูสีแดงฉานพลันเผยโฉมออกมาอย่างสมบูรณ์บนยอดเขาแห่งหนึ่งในแดนร้างโบราณแห่งทิศตะวันออก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของประตูโลหิต ประตูบานนั้นดูราวกับถูกสร้างขึ้นจากโลหิตสดๆ ขอบประตูถูกสลักไว้ด้วยอักขระและลวดลายอันซับซ้อน
รอยแยกมิติแตกระแหงพาดผ่านไปมารอบประตูโลหิต ราวกับว่าโลกในส่วนนี้กำลังจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ กลิ่นอายปีศาจอันไร้ขอบเขตยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ประตูโลหิตอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประตูสีแดงฉานนั้นถูกย้อมไปด้วยชั้นของสีดำทมิฬ
เป็นไปตามที่หยางไค่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ การตื่นขึ้นของจางรั่วซีนั้นมีสาเหตุมาจากการต่อสู้ระหว่างเขากับโม่เซิ่งโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ส่งผลกระทบต่อประตูโลหิต แล้วนางที่พักรักษาตัวอยู่ภายในจะเฉยเมยต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นได้อย่างไร? แม้จะอยู่ในห้วงนิทราอันล้ำลึก แต่จางรั่วซีก็ได้สัมผัสถึงภัยอันตรายที่คืบคลานเข้ามาหานาง จึงทำให้นางตื่นขึ้นจากการหลับไหล
ในเวลานี้ บานประตูที่ปิดสนิทสองบานพลันปรากฏขึ้นบนประตูโลหิตสีแดงฉาน พร้อมกับแสงสว่างที่วาบขึ้นมา จากนั้นบานประตูที่ปิดแน่นก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ ดูเหมือนว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่ประตูเหล่านั้นจะเปิดออกอย่างสมบูรณ์
สิ่งมีชีวิตทุกตัวในดินแดนดาราที่มีต้นกำเนิดวิญญาณเทพต่างสัมผัสได้ถึงบางอย่างในทันทีที่ประตูเผยโฉมออกมา พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองทางทิศตะวันออก ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งกำลังกู่ร้องเรียกหาสายเลือดของพวกเขาจากที่อันไกลโพ้น มอบความรู้สึกที่คุ้นเคยและเป็นมิตรให้อย่างประหลาด หากไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าความอยู่รอดของดินแดนดารากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาคงจะรุดไปสำรวจปรากฏการณ์นั้นโดยไม่สนราคาที่ต้องจ่ายอย่างแน่นอน
“หยางไค่ สิ่งที่เรียกว่ามหาจักรพรรดิเป็นเพียงแค่ฉายา ไม่ใช่ระดับขั้นบนวิถีวรยุทธ์ มันยังห่างไกลจากจุดสูงสุดที่แท้จริงนัก! หากเจ้าแปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายข้า ราชาผู้นี้สามารถนำทางเจ้าไปสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าได้!” เสียงคำรามของโม่เซิ่งดังกึกก้องไปทั่วหล้า
“ถ้าอย่างนั้นราชาผู้นี้คงต้องขอบคุณเจ้าล่วงหน้า!” หยางไค่กัดฟันกรอด แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่สีหน้าของเขาไม่มีความหวั่นไหวใดๆ เขายังคงกระตุ้นขุมพลังแห่งโลกอย่างสุดกำลัง
“เจ้าคนโง่เง่าดื้อรั้น!” โม่เซิ่งแค่นเสียงเย็นชา “ฆ่ามัน!”
บนสมรภูมิของผู้กึ่งมหาจักรพรรดิและแม่ทัพปีศาจ แม่ทัพปีศาจหลายคนที่เคยแปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายดินแดนดาราพลันหันหลังกลับจากคู่ต่อสู้ของตนทันทีที่คำสั่งนั้นหลุดจากปากของโม่เซิ่ง และพุ่งทะยานเข้าหาหยางไค่แทน
แม่ทัพปีศาจเหล่านี้รวมถึงผู้ที่รับใช้อยู่ใต้บัญชาของอวี้หรูเมิ่ง, เป่ยลี่มั่ว และฉางเทียนที่แปรพักตร์มายังดินแดนดารานานแล้ว นอกจากนี้ยังมีบางส่วนที่หยางไค่เคยจับตัวไว้และประทับตราวิญญาณไว้ในทะเลความรู้ของพวกเขายามที่เขาเริ่มกลืนกินแดนปีศาจในตอนนั้น พวกเขาล้วนสร้างคุณงามความดีไว้มากมายในสงครามระหว่างสองโลก แม้แต่ไป๋จั๋วและไป๋หยาที่มีสัมพันธ์อันดีกับหยางไค่ก็รวมอยู่ในกลุ่มแม่ทัพปีศาจเหล่านี้ด้วย
ทว่า พวกเขาดูเหมือนจะถูกมนต์สะกดหลังจากได้ยินคำสั่งที่โม่เซิ่งมอบให้ จนสูญเสียการควบคุมร่างกายและจิตใจของตนเองไปสิ้น
“เป็นไปตามที่ข้าคาดไว้!” หยางไค่แค่นเสียงเย็นชา และเพียงแค่ประกายความคิดวูบหนึ่ง แม่ทัพปีศาจจำนวนมากที่พุ่งเข้าหาเขาก็พลันซวนเซและสลบไสลไปกลางอากาศ
จอมเทพปีศาจเคยเอ่ยไว้ว่าเผ่าพันธุ์ปีศาจทั้งหมดในแดนปีศาจล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเขา หรืออาจกล่าวได้ว่าพวกเขาถือกำเนิดมาจากกลิ่นอายปีศาจของเขา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะสามารถควบคุมเหล่าปีศาจทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ มีหรือที่หยางไค่จะไม่เตรียมการป้องกันเรื่องเช่นนี้เอาไว้?เขายังจำได้ดีถึงครั้งที่สองที่เผ่าพันธุ์ปีศาจรุกรานดินแดนดารา ปีศาจนับสิบล้านในดินแดนตะวันตกจู่ๆ ก็เริ่มเข่นฆ่ากันเองหลังจากได้ยินเสียงประหลาด หลังจากที่พวกเขาตาย กลิ่นอายปีศาจในร่างกายก็ได้สลายตัวออกเพื่อสร้างดินแดนปีศาจจำนวนมากที่เชื่อมต่อสองมหาโลกเข้าด้วยกัน
เมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์นั้น เห็นได้ชัดว่าเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของปีศาจจำนวนมากคือสิ่งที่โม่เซิ่งเป็นคนทำ หากเขาสามารถทำให้ปีศาจเหล่านั้นเข่นฆ่ากันเองได้อย่างเต็มใจ เขาก็ย่อมสามารถสั่งให้เหล่าแม่ทัพปีศาจทำตามความประสงค์ของเขาได้เช่นกัน!
แม่ทัพปีศาจที่สิ้นสติไปกลางอากาศคือกลุ่มที่มีตราวิญญาณของหยางไค่ประทับอยู่ในทะเลความรู้ ในทางกลับกัน ไป๋จั๋ว ไป๋หยา และคนอื่นๆ กลับไม่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของหยางไค่ แม่ทัพปีศาจนับสิบพุ่งเข้าหาหยางไค่ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันเพียงใด เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหันมาให้ความสนใจกับพวกเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.