ตอนที่ 43
43 / 89
อ่าน 6 นาที
Chapter 43 Leaving
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 15:24
ฉันนอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นดินโดยไม่แม้แต่จะขยับปลายนิ้ว กระดูกหลายชิ้นในร่ายกายไม่ร้าวก็แตกพินาศไปหมด ทว่านับว่ายังเป็นโชคดีที่บาดแผลเหล่านั้นยังไม่ถึงขั้นจะพรากชีวิตฉันไปได้ในทันที
ร่างกายของฉันกำลังเริ่มกระบวนการฟื้นฟูด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ คาดว่าภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง บาดแผลเกือบทั้งหมดก็น่าจะสมานตัวและทุเลาลงได้หากฉันยังคงมุ่งมั่นหมุนเวียนพลังวงจรที่สีของวิชาบรรลัยนี้ต่อไป
ฉันไม่กล้าหยุดการหมุนเวียนวิชาเลยแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากสังหารควายวารีจบ เพราะรู้ดีว่าถ้าเผลอหยุดไปรอบหนึ่งละก็ ฉันคงไม่สามารถดึงพลังขั้นที่สี่ออกมาได้อีกง่ายๆ ในสถานการณ์ปรกติ
ฉันพยายามประคองร่างลุกขึ้นนั่งเพื่อหยิบน้ำยามานาขึ้นมากระดกเติมพลัง เพราะในการต่อสู้ที่ผ่านมาฉันผลาญพลังในตัวไปจนเกือบจะหมดไส้หมดพุงแล้วล่ะ
หลังจากดื่มน้ำยาเสร็จฉันก็ฝืนกายลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปตามทุกอณูขของร่างกายพริบตาที่ขยับตัว ทว่าความเจ็บนี้มันเทียบไม่ได้เลยกับความทรมานที่ฉันได้รับจากการหมุนเวียนวิชาการต่อสู้เสรีระดับสูงสุดนั่น
สิ่งหนึ่งที่ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำทันทีที่กลับเข้าเมือง คือการซื้อน้ำยารักษาแผล (healing potion) คราวที่แล้วฉันไม่ได้ซื้อมันไว้เพราะต้องการประหยัดเงินไว้ใช้กับเรื่องสำคัญเรื่องอื่น ทว่าคราวนี้ฉันจะไม่ยอมพลาดซ้ำสองแน่นอน ก่อนจะออกล่าครั้งหน้าฉันต้องมีน้ำยาชนิดนี้ติดตัวไว้ให้ได้
แม้เลือดจะหยุดไหลไปบ้างแล้วแต่ฉันก็ยังต้องพันแผลด้วยผ้าพันแผลไว้ให้รอบตัว เพราะเกรงว่าถ้าขยับตัวแรงเกินไปแผลที่เริ่มสมานมันจะฉีกขาดและเลือดสาดออกมาอีกรอบ
บางครั้งฉันก็แอบสงสัยนะว่า ไอ้คนคิดค้นวิชาบรรลัยนี่เขาจงใจทำให้คนฝึกต้องทนรับความเจ็บปวดแสนสาหัสในทุกรอบการหมุนเวียนพลัง เพื่อที่จะสร้างความชินชาให้เราสามารถทนทานต่อความเจ็บปวดทุกชนิดบนโลกใบนี้ได้หรือเปล่านะ
ฉันสลัดความคิดไร้สาระทิ้งไปแล้วก้าวเท้าสั่นๆ มุ่งหน้าไปรพหาซากควายวารีทั้งสามตัว ไอ้พวกเจ้ากรรมนายเวรที่สร้างความเจ็บปวดและกระดูกหักให้ฉันนับไม่ถ้วน ทว่าบัดนี้ความเจ็บเหล่านั้นเริ่มจะจางหายไปพริบตาเมื่อนึกถึงรายได้ที่จะตามมาจากการขายทรัพยากรพวกมัน
ฉันเริ่มลงมือชำแหละ รักษาสภาพ และจัดเก็บชิ้นส่วนสำคัญทุกอย่างของพวกมันลงกระเป๋าโดยไม่ยอมทิ้งไว้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว หากเป็นพื้นที่อื่นฉันคงต้องถอดใจทิ้งซากไว้สักตัวสองตัว ทว่าในภูมิประเทศแถวนี้ หรือในสภาพการณ์ที่แย่กว่านี้อย่างตอนที่ล่าแรดเหล็ก ฉันคงต้องตัดสินใจทิ้งมันไปจริงๆ
โชคดีที่จุดเกิดเหตุนี้อยู่ใกล้กับชายป่าทะเลสาบออสตินมหาศาล ฉันใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วโมงก็ก้าวพ้นเขตอันตรายและสามารถเรียกใช้งานรถลอยตัวมารับซากพวกนี้ไปได้หมดเลย
ถึงแม้การแบกซากอสูรน้ำหนักมหาศาลกลับไปในสภาพร่ายกายที่อ่อนเปลี้ยเสียขาแบบนี้จะสร้างความกดดันให้แก่ร่างกายไม่น้อย ทว่าเพื่อเงินรางวัลมหาศาลฉันก็ต้องกัดฟันสู้ต่อไปล่ะนะ
เนื้อของควายวารีขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ตลาดต้องการมากที่สุด รสชาติของมันมันช่างโอชะเลิศล้ำจนฉันกับแอชลินที่เคยได้ลองทานเมื่อสองวันก่อนยังติดใจไม่รู้ลืม
เป้สะพายหลังของฉันถูกยัดจนพองโตจนขนาดมันใหญ่กว่าตัวฉันเสียอีก ข้าไม่คิดเลยว่าจะแบกมันไหวหรอกนะ โชคยังดีที่เป้ใบนี้มันมีล้อลากมาให้ด้วย ฉันคงต้องฝืนลากเป้ใบยักษ์นี่ฝ่าดงหญ้าและเดินหน้ากลับไปให้จงได้
'ครืด... ครืด...'
เพื่อให้ล้อของเป้สามารถเคลื่อนที่ผ่านพื้นผิสวขรุขระของป่าได้ ฉันต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในในการกระชากมันเดินหน้าไปทีละก้าว
ฉันพยายามเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นว่าดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า สัตว์ร้ายที่ดุร้ายมหาศาลมักจะออกอาละวาดในช่วงกลางคืน และที่สำคัญที่สุดคือระดับอันตรายในช่วงเวลานั้นมันไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย
ระหว่างทางฉันก็นึกถึงบทสนทนากับพ่อแม่เมื่อสามวันก่อน ตอนที่แม่โทรมาหาฉันทันทีที่ได้รับอาหารสัตว์อสูรส่งไปรถึงบ้าน
พวกท่านรู้ได้ทันควันเลยว่าเป็นฝีมือของฉัน เพราะครอบครัวเราไม่มีญาติมิตรที่ไหนที่จะส่งของแพงขนาดนี้มาให้ แม่เอ่ยตำหนิฉันเป็นการใหญ่เรื่องที่ผลาญเงินไปกับเรื่องของกินพวกนี้ และเธอน่าจะบ่นต่ออีกยาวถ้าฉันไม่รีบอ้างไปรว่าตอนนี้ฉันได้เข้าทำงานในองค์กรใหญ่ที่มีฐานเงินเดือนสูงลิบลิ่ว
เธอบอกให้ฉันกลับบ้านได้ถ้างานมันหนักเกินไป ซึ่งฉันก็รับปากว่าจะกลับไปเยี่ยมทันทีที่น้องน้อยในท้องแม่คลอดออกมา ในระหว่างคุยกันจู่ๆ เธอก็เริ่มสะอื้นไห้บอกว่าคดถึงฉันมากขนาดไหน พริบตานั้นน้ำตาฉันก็ไหลออกมาไม่รู้ตัวเหมือนกัน นี่คือครั้งแรกที่ฉันต้องจากบ้านมาไกลขนาดนี้ และใจส่วนลึกของฉันก็โหยหาบ้านและพวกท่านออย่างสุดหัวใจ สุดท้ายบทสนทนาที่ยาวนานนับชั่วโมงก็จบลงด้วยคำสัญญาว่าฉันจะต้องโทรกลับไปหาพวกท่านทุกสัปดาห์ห้ามขาด
ฉันเดินมานานกว่ายี่สิบนาทีทว่ายังไร้วี่แววของสัญญาณนาฬิกาโฮโลแกรม ฉันถอนหายใจยาวพลางก้มหน้าก้มตาลากเป้ใบยักษ์ฝ่าความมืดสลัวของยามเย็นต่อไป
'ตูม!'
"ทำได้ดีมากแอชลิน" ฉันเอ่ยชมเมื่อเธอจัดการสังหารอสูรระดับพลทหารระดับ 2 ที่พยายามรุกรานทางเดินของเรา ในช่วงเวลาปรกติฉันคงสับมันด้วยดาบเพียงครั้งเดียว ทว่าตอนนี้ใจและกายของฉันจดจ่ออยู่กับการลากเป้หลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ระหว่างทางเราพบเจออสูรระดับต่ำอีกหลายระลอก ทว่าแอชลินก็จัดการสยบพวกมันลงได้ด้วยลูกไฟเพียงลูกเดียวอย่างง่ายดาย
เมื่อลองทบทวนการต่อสู้ในวันนี้ดู ฉันก็พบเห็นจุดบกพร่องที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง คือเปลวเพลิงสีเงินที่เราทั้งคู่ใช้อยู่นั้นมันเริ่มจะขาดพลังทำลายล้างที่จะจัดการพวกระดับผู้เชี่ยวชาญ (specialist grade) ได้แล้ว สำหรับฉันมันทำได้เพียงช่วยเสริมพลังดาบเพียงเล็กน้อย ส่วนของแอชลินมันก็ทำได้แค่เพียงรบกวนจังหวะการบุกของศัตรูเท่านั้นเอง
ทางเดียวที่จะทำให้ไฟของเรากลับมาทรงพลังอีกครั้ง คือการเรียนรู้ 'ทักษะ' (skills) หรือไม่ก็ต้องเคี่ยวกรำพลังเพลิงในตัวให้แกร่งกล้ากว่าเดิม ทว่าเงินในกระเป๋าตอนนี้มันยังไม่พอจะไปซื้อทักษระดับสูงจากตลาดมืดหรอกนะ ฉันจึงเหลือทางเลือกเดียวคือต้องฝึกฝนการใช้เปลวเพลิงในตัวให้ชำนาญขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ 'ควบแน่น' (condensing) เปลวเพลิงให้อยู่ในระดับที่เข้มข้นที่สุด ในตอนนี้พวกเราทำได้เพียงแค่เรียกไฟออกมาแล้วปั้นมันมในรูปแบบลูกบอลธรรมดาๆ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่มือสมัครเล่นเขาทำกันทั้งนั้น
การจะควบแน่นเปลวเพลิงจากขนาดฝ่ามือให้เหลือเพียงกกำปั้น หรือกระทั่งเหลือเพียงแค่เท่าหัวแม่มือเพื่อทวีคูณพลังสังหารนั้น มันต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนับหลายเดือนหรืออาจะหลายปี และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีจิตใจและเจตจำนงที่แกร่งกล้าถึงจะทำได้สำเร็จ
ฉันยังคงตั้งหน้าตั้งตาลากเป้ต่อไปออย่างอดทน โดยมีแอชลินคอยคุ้มกันอยู่ตลอดทางจนในที่สุดเราก็มาถึงจุดทางออกของป่า
'ติ๊ด...'
เสียงสัญญาณดังจากนาฬิกาโฮโลแกรมทันทีที่สัมผัสพิกัดสัญญาณได้ ฉันรีบปล่อยเป้ทิ้งลงพื้นพเกลี้ยงเกลาแล้วกดเรียกใช้งานรถรับส่งทันควัน
ห้านาทีต่อมา รถลอยตัวก็บินโฉบลงมาหยุดอยู่ตรงหน้า แขนกลยนต์จัดการยกเป้ใบยักษ์ขึ้นรถ และฉันก็ก้าวตามขึ้นไปท่ามกลางความโล่งอกที่ท่วมท้นใจ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.