ตอนที่ 38
38 / 89
อ่าน 10 นาที
Chapter 38 Practicing With Pressure Suits
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 15:21
หลังจากจบการประลองกับเรย์นาร์ดแล้วฉันก็ยังไม่ได้รีบร้อนจากไปไหน เพราะอยากจะรอดูการต่อสู้คู่ถัดไปของเขาว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
พริบตาเดียวที่ฉันก้าวลงจากเวที ก็มีคนใหม่พุ่งเข้าไปท้าชิงทันที และคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ ไนเจล คนเดียวกับที่เพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับแมดเดอลีนไปนั่นเอง
ใบหน้าของเขายังคงดูหม่นหมองอยู่บ้างแต่ก็นับว่าดีกว่าวันก่อนที่เพิ่งแพ้มานิดหน่อย ไนเจลอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงสุด ในขณะที่เรย์นาร์ดเพิ่งจะอยู่ขั้นที่ 1 เท่านั้น ทว่านั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไนเจลจะเป็นฝ่ายมีชัยได้เสมอไป ฉันมีความรู้สึกแปลกๆ ว่าเรย์นาร์ดนั้นแกร่งกว่าที่ตาเราเห็นเยอะ และหวังว่าคู่ประลองในรอบนี้จะช่วยเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงขของเขาออกมาให้เราได้เห็นกันเสียที
ฉันจ้องมองการประลองคู่นี้ด้วยความตื่นเต้น อยากรุ้เหลือเกินว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในการดวลครั้งนี้
ทั้งคู่เริ่มเปิดฉากสู้กันทันที และเรย์นาร์ดก็ยังคงรักษาท่าทางที่ผ่อนคลายเหมือนตอนที่สู้กับฉันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ผลัดกันรุกรับต่อเนื่องทว่าไนเจลกลับไม่สามารถชิงจังหวะขึ้นมนำได้เลยแม้แต่น้อย
จากที่ฉันเฝ้าสังเกต บอกได้เลยว่าเรย์นาร์ดนั้นทรงพลังยิ่งกว่าที่ฉันประเมินไว้แต่แรกเริ่มมหาศาล เพราะเขารับมือกับระดับสูงสุดอย่างไนเจลได้อย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่ไนเจลเองก็นับว่าทำผลงานได้ดีเยี่ยมไม่น้อยเลย
ความจริงการที่เขาเพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับแมดเดอลีนมาแบบน่วมๆ ฉันก็นึกว่าเขาจะจมดิ่งลงสู่ความเศร้าโศกเสียใจอยู่คนเดียวเสียอีก โดยเฉพาะภาพการพ่ายแพ้ต่อหน้าคนนับร้อยผนวกกับความลุ่มหลงที่เขามีต่อเธอ ทว่าสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือระดับฝีมือของเขากลับดูจะพัฒนาขึ้นเสียด้วยซ้ำ ถึงแม้สีหน้าจะยังเศร้าหมองอยู่ก็ตาม
การประลองกำลังเข้มข้น ไนเจลทุ่มเททุกสิ่งอย่างออกมาใช้เว้นเพียงแค่ 'ครึ่งทักษะ' ของเขาเท่านั้น เมื่อลองพิจารณาดูอย่างละเอียดก็นับว่าเขามีพรสวรรค์ไม่เบาเลยจากการเลือกใช้กระบวนท่าที่หลากหลายเข้าใส่เรย์นาร์ด ท่วงท่าเหล่านั้นดูซับซ้อนและน่าจะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงกว่าจะทำออกมาได้ขนาดนี้
ในขณะที่กำลังดูการประลองเพลินๆ สายตาขของฉันก็คอยเหลือบมองหาชุดแรงดันไปด้วยเป็นระยะๆ
'หืมมม!'
ฉันอุทานออกมาเสียงหลงเมื่อเห็นว่าในตอนนี้มีชุดแรงดันว่างให้ใช้ถึงสามชุด! ฉันตกใจจนยืนนิ่งเป็นใบ้ไปครู่หนึ่งเหมือนคนเสียสติ ทว่าพริบตาที่ได้สติกลับมา ฉันก็รีบมุ่งตรงไปที่ลิฟต์ทันทีโดยไม่มัวหันมาสนใจการประลองที่กำลังดุเดือดในสนามนั้นอีกต่อไป
เรื่องราวการต่อสู้นั้นไว้รอดูย้อนหลังเอาได้ เพราะการประลองทุกคู่จะถูกบันทึกลงวิดีโอและเปิดให้เข้าชมฟรีในบอร์ดขของตึกอยู่แล้ว
ฉันแทบจะกระโจนเข้าลิฟต์เพื่อนมุ่งหน้าไปยังโรงฝึกหมายเลข 5 ที่บรรจุเครื่องชุดแรงดันเอาไว้พลอดเวลาในใจก็ได้แต่ภาวนาขอให้ไปถึงทันก่อนที่ชุดพวกนั้นจะถูกใครชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
ในตึกนี้มีชุดแรงดันอยู่ประมาณร้อยชุดทว่าปริมาณความต้องการนั้นมีเป็นพันๆ มันคืออุปกรณ์การฝึกเพียงชนิดเดียวในตึกที่จะไม่เคยว่างติดราวเกินห้านาที และเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุดด้วย
ใจฉันสั่นระรัวในขณะที่รอลิฟต์เคลื่อนที่ ความรู้สึกมันช่างบีบคั้นเสียจนวินาทีที่ผ่านไปมันยาวนานราวกับเป็นชั่วโมงสำหรับฉันเลยทีเดียว
'ติ๊ง!'
เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นโรงฝึกหมายเลข 5 ประตูก็เปิดออก ฉันใส่เกียร์หมาวิ่งสุดฝีเท้าออกจากลิฟต์มุ่งหน้าไปรที่ห้องเก็บชุดแรงดันสุดโปรดนั่นทันควัน
"ขอบคุณพระเจ้า!"
ฉันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นชุดแรงดันยังคงแขวนนิ่งอยู่ในกรงแก้ว หลังจากทาบนาฬิกาโฮโลแกรมเพื่อตรวจสอบสิทธิ์ ฉันก็จัดการหยิบเอาจุดออกมาจากที่ของมัน ชุดที่ฉันได้มีสีแดงสลับดำซึ่งเนื้อผ้าจะดูหนากว่าชุดฝึกปรกติอยู่นิดหน่อย และมีหมวกนิรภัยมาให้ด้วย นอกนั้นรูปลักษณ์ภายนอกก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับชุดที่ฉันใส่อยู่ประจำเลย
ฉันหิ้วชุดเข้าไปเปลี่ยนในห้องส่วนตัวพริบตาที่สวมมันเสร็จ มันก็รัดกระชับรับกับร่างกายได้เป็นออย่างดีและปิดบังทุกส่วนของร่างกายไว้มิดชิด การออกแบบมาเช่นนี้ก็เพื่อให้มันสามารถสร้างแรงกดทับเข้าสู่ทุกอนูของร่างกายได้อย่างทั่วถึง ประหนึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ที่มีแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้น
นวัตกรรมนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาก่อนที่จะมีห้องแรงโน้มถ่วงเสียอีก ดังนั้นหลังจากที่ห้องแรงโน้มถ่วงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ชุดพวกนี้จึงได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อให้ผู้สวมใส่ได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการเพิ่มแรงโน้มถ่วงแทนที่จะเป็นเพียงแรงกดทับอย่างเดียว
เมื่อก้าวออกจากห้องเปลี่ยนชุด ฉันก็พบเห็นผู้คนจำนวนมากที่สวมชุดแรงดันแบบเดียวกับฉันกำลังสนุกกับการฝึกซ้อมในรูปแบบที่ต่างกันไป บางคนก็ทำท่าลุกนั่ง (squats) บางคนก็วิ่งจ็อกกิ้งรอบสนาม และมีเด็กสาวประหลาดคนหนึ่งถึงขั้นเต้นแอโรบิกในชุดแรงดันนั่นด้วย
ฉันหาพิกัดที่ว่างในมุมสงบของโรงฝึกแล้วทำการตั้งค่าแรงดันไปที่ 100 กิโลกรัม ทันใดนั้นฉันก็เริ่มรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับลงมาตามร่างกาย ราวกับว่าชุดที่สวมอยู่นี่ทำมาจากตะกั่วก้อนยักษ์อย่างไรอย่างนั้น
ฉันพบว่าตัวเองยังสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระภายใต้แรงกดทับ 100 กิโลกรัมนี้ จึงตัดสินใจเริ่มทำกายบริหารท่าพื้นฐาน ถึงแม้มันจะเป็นเพียงท่าเบสิกทว่ามีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรองว่าการฝึกซ้อมภายใต้แรงโน้มถ่วงหรือชุดแรงดันจะช่วยยกระดับการประสานงานของร่ายกายและสร้างความแข็งแกร่งได้ยอดเยี่ยมกว่าปรกติมหาศาล
เมื่อพบว่าร่างกายรับไหวที่ 100 กิโลฯ ฉันจึงขยับขึ้นไปที่ 200 กิโลฯ ซึ่งมันก็ยังพอทนได้และฉันยังสามารถบริหารกายตามท่าทางที่เรียนมาจากโรงเรียนได้อยู่ ไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะ เห็นคนรอบข้างหลายคนก็กำลังทำท่าทางกายบริหารพื้นฐานพวกนี้อยู่เหมือนกัน
ฉันคงไม่สามารถเอาชุดพวกนี้ไปใช้ประลองฝีมือกับใครได้ เพราะต่อให้มันเป็นรุ่นราคาถูกที่สุดแต่มันก็ยังมีมูลค่าสูงเกินกว่าที่ฉันจะมีปัญญาจ่ายค่าซ่อมหรือซื้อใหม่หากเกิดความเสียหายขึ้นมา ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือการทำกายบริหารพื้นฐานไปเรื่อยๆ เพราะฉันเองก็ยังไม่รู้จักท่าฝึกระดับสูงอะไรกับเขาเลย
ฉันเดินหน้าเพิ่มน้ำหนักลงไปทีละ 100 กิโลกรัมจนไปถึง 500 กิโลกรัม คราวนี้แหละที่ฉันเริ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดทับอันแสนสาหัสของจริง หลังจากค่อยๆ ขยับร่างกายในมุมมืดอยู่พักใหญ่ ฉันก็ตัดสินใจก้าวเท้าออกไปที่ลู่วิ่ง
มีคนจำนวนมากที่กำลังหอบแฮกวิ่งอยู่บนลู่วิ่ง มีทั้งพวกที่วิ่งช้าและวิ่งเร็วสลับกันไป ทว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างหนัก ฉันถึงกับเห็นวัยรุ่นคนหนึ่งล้มฟุบลงไปกองกับพื้นเพราะความอ่อนล้าจากการฝึกจัดหนัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ฉันจึงเพิ่มน้ำหนักไประที่ 600 กิโลกรัม ทันทีที่น้ำหนักพุ่งสูงขึ้น ความเร็วในการเคลื่อนที่ขของฉันก็ดิ่งเหวลงจนแทบจะกลายเป็นการเดินเตาะแตะแทนการวิ่งไปเสียแล้ว
เพื่อที่จะรับมือกับน้ำหนักมหาศาลนี้ ฉันจึงเริ่มหมุนเวียนพลังวงจรแรกของวิชาออกมาช่วยพยุงร่าง ผลที่ตามมาคือความทรมานแสนสาหัสทว่ามันกลับช่วยให้ฉันสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เริ่มไหลเรื่อยไปตามกระดูกและเส้นเลือดในกาย
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ฉันตื่นเต้นกับชุดแรงดันมากนัก ก็เพราะมันเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะบีบบังคับให้ฉันต้องหมุนเวียนวิชาไปพร้อมกับการออกแรงกาย ซึ่งนั่นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฝึกฝนให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มันเป็นความจริงที่ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกวิชาคือตอนที่คุณกำลังรีดเร้นพลังทางกายออกมาใช้งาน
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งเราสามารถทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากเท่าไหร่ ความก้าวหน้าในวิชาก็จะยิ่งพุ่งทยานไปเร็วขึ้นเท่านั้น ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ฟังดูเข้าใจง่ายแต่ฉันก็ไม่นึกเลยว่ามันจะส่งผลกระทบโดยตรงได้ถึงขนาดนี้
ไม่นานนักฉันก็ขยับน้ำหนักพุ่งไปถึง 800 กิโลกรัมเพื่อบีบให้ตัวเองก้าวขึ้นสู่ขั้นถัดไปให้ได้ ฉันรู้สึกทันทีเลยว่าถ้านี้ไม่ได้หมุนเวียนวิชาขั้นที่สองไว้ละก็ น้ำหนักมหาศาลนี่คงจะบดขยี้ร่างกายฉันให้แหลกคามือไปแล้ว ทว่าแม้จะฝืนใช้ถึงขั้นที่สองหแรงกดดันที่ได้รับมันก็ยังมหาศาลอยู่ดี สุดท้ายฉันจึงต้องตัดสินใจหมุนเวียนพลังไปจนถึงขั้นที่สามของวิชาถึงจะยื้อร่างไว้ได้
เวลาล่วงเลยผ่านไปจากเช้าจนถึงเย็นย่ำ ฉันยังคงมุ่งมั่นวิ่งอยู่บนลู่วิ่งนั่น สิ่งเดียที่ต่างไปจากเมื่อเช้าคือตอนนี้น้ำหนักกดทับรวมในชุดคือ 900 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าเดิมถึงแปดร้อยกิโลเลยทีเดียว
ฉันยังไม่ยอมถอนตัวออกมาเพราะมีคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง ฉันสัญญากับตัวเองว่าถ้ายังวิ่งไม่ครบหนึ่งรอบสนามด้วยน้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ฉันจะไม่มีวันก้าวเท้าออกจากโรงฝึกเด็ดขาด
ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง แอชลินส่งเสียงร้องเตือนผ่านมาทางจิตสำนึกว่าเธอเริ่มจะหิวแล้ว ทว่าฉันกลับทำเฉยเมยและยังคงฝืนวิ่งต่อไป
บัดนี้ผ่านไปกว่าแปดชั่วโมงเต็มตั้งแต่วินาทีที่ฉันสวมชุดนี้ ในตอนนี้ฉันกำลังแบกรับน้ำหนักถึง 990 กิโลกรัม ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยความทรมานแสนสาหัสที่ต้องรีดเร้นเอาทุกอนูขของกล้ามเนื้อมาใช้งาน ฉันตัดสินใจกัดฟันกรอดพยายามหมุนเวียนพลังไปจนถึงขั้นที่สี่ของวิชาบรรลัยนั่นให้ได้
'ย้ากกกกกก!'
ฉันกู่ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดซึ่งมันถูกสะท้อนก้องอยู่ภายใต้หน้ากากนิรภัย ทว่าในที่สุดฉันก็สามารถหมุนเวียนพลังขั้นที่สี่ออกมาได้สำเร็จพริบตาเดียว ด้วยพละกำลังใหม่ที่ได้รับมา ฉันจึงสั่งเพิ่มน้ำหนักไปที่ 1,000 กิโลกรัมพอดีเป๊ะ แล้วฝืนวิ่งจนครบรอบสนามไปส่งได้สำเร็จ
"เยส!" ฉันตะโกนสุดเสียงภายใต้หน้ากาก ภารกิจในวันนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงแล้ว ฉันต้องการจะหมุนเวียนพลังไปถึงขั้นที่สี่เพื่อเป็นทางผ่านสู่การทะลวงขีดจำกัดที่สูงกว่าเดิม เพราะฉันรู้ดีว่าถ้าไม่มีพลังระดับนี้ โอกาสที่จะทลายกำแพงสายเลือดของแอชลินก็แทบจะกลายเป็นศูนย์
ย้อนกลับไปตอนที่ยังอยู่บ้านเกิด ฉันหลงเชื่อมาพลอดว่าแค่ความขยันหมั่นเพียรก็เพียงพอที่จะพาก้าวข้ามขีดจำกัดได้ ทว่าพอได้มายันที่เมืองเวสต์โบลัดได้เพียงอาทิตย์เดียว ฉันก็เข้าใจถึงสัจธรรมของโลกใบนี้ว่า ความเพียรเพียงอย่างเดียวนั้นมันยังไม่พอ คุณต้องมีสิ่งที่เรียกว่า 'โชคลาภ' ด้วย
สิ่งที่ฉันพอจะทำได้ในตอนนี้คือมุ่งมั่นฝึกฝนให้ครบ 10 ชุดวิชาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพให้แก่ร่างกาย และแอบหวังลึกๆ ว่ามันจะช่วยยกระดับพรสวรรค์ของฉันและแอชลินขึ้นมาได้เพียงเศษเสี้ยว และที่สำคัญที่สุดคือไอ้รอยร้าวแห่งพละกำลังหลังจบชุดที่สิบนี้แหละ ที่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกขีดจำกัดสายเลือดให้กับแอชลิน
ในตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการตั้งความหวัง และหวังว่าสิ่งที่ฉันเชื่อมันจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.