ตอนที่ 162
162 / 330
อ่าน 9 นาที
Chapter 162: The garden
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:37
บทที่ 162: สวนพฤกษา
ความมืดมิดค่อยๆ มลายหายไป แทนที่ด้วยประกายสีทองอันเรืองรอง
มันช่างอบอุ่นและนุ่มนวลเหลือเกิน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหมู่ใบไม้เบื้องบนลงมาเป็นทอดๆ ฉันกะพริบตาเพียงครู่ ภาพตรงหน้าก็พลันกระจ่างชัด สวนพฤกษาอันกว้างใหญ่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า มีทั้งแปลงสมุนไพรและมวลบุปผาเรียงรายเป็นระเบียบที่ฉันพอจะจำได้รางๆ จากนั้นกลิ่นหอมก็พุ่งเข้ากระทบนาสิก กลิ่นของผืนดิน... กลิ่นเขียวขจีของพฤกษชาติ และกลิ่นบางอย่างที่แสนคะนึงหา... บางอย่างที่ทำให้หัวใจของฉันสั่นสะท้านด้วยความโหยหา
ฉันรู้จักสถานที่แห่งนี้
"เฟีย มานี่สิลูก"
ฉันหันขวับไปตามเสียงเรียก ร่างกายเคลื่อนไหวไปเองก่อนที่สมองจะทันได้สั่งการ ก้าวย่างเล็กจ้อย... ก้าวเดินแบบเด็กๆ ฉันก้มลงมองมือของตนเอง มันช่างเล็กและบอบบาง ไร้ซึ่งรอยแผลเป็นหรือร่องรอยแห่งกาลเวลาใดๆ
ท่านแม่กำลังคุกเข่าอยู่ระหว่างแปลงต้นไม้ที่ยกสูงขึ้นมา เส้นผมของนางสยายเต็มแผ่นหลังโดยไร้สิ่งใดปักร้อยหรือจัดแต่งอย่างพิถีพิถัน แต่นั่นแหละคือตัวตนของนาง ยามที่เส้นผมเหล่านั้นต้องแสงตะวัน มันพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีทองแดงเรืองรองชวนมอง
นางคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นฉัน รอยยิ้มที่ฉันเกือบลืมเลือนไปแล้ว... รอยยิ้มที่สื่อไปถึงดวงตาและทำให้หางตาหยักเป็นรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น
"ดูนี่สิ" นางบุ้ยปากไปยังพืชที่มีใบสีเขียวปนเงิน "จำได้ไหมว่านี่คืออะไร?"
ฉันส่ายหน้าไปมา ความรู้สึกในการเคลื่อนไหวช่างแปลกประหลาด ราวกับกำลังแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำ
"ลาเวนเดอร์ไงจ๊ะ" นางเด็ดกิ่งหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้ฉัน "เอ้า รับไปสิ"
ฉันรับมันมาสัมผัส ใบของมันนุ่มนวล... เกือบจะเหมือนขนอ่อนๆ เลยทีเดียว
"ลองดมดูสิลูก" นางเอ่ย
ฉันยกมันขึ้นมาจ่อที่ปลายจมูกแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมนั้นแผ่ซ่านไปทั่วปอด มันหวานทว่าแฝงด้วยความฉุนเฉียวลึกลับ เป็นกลิ่นมวลบุปผาที่ไม่รุนแรงจนเกินไป แต่มันกลับทำให้ความตึงเครียดที่หัวไหล่มลายหายไปและลมหายใจของฉันเริ่มสงบลง
"เจ้าได้กลิ่นอะไรบ้าง?" น้ำเสียงของท่านแม่ยังคงนุ่มนวลและเปี่ยมด้วยความอดทน
"กลิ่นดอกไม้ค่ะ" ฉันตอบออกไป เสียงของฉันแหลมสูงและเยาว์วัยกว่าปัจจุบันมาก "แต่มันไม่เหมือนดอกกุหลาบในสวนหลัก มัน... แตกต่างออกไป"
"ดีมาก" นางพยักหน้า "แล้วมีอะไรอีกไหม?"
ฉันสูดลมหายใจอีกครั้ง ครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าเดิม "กลิ่นสะอาดๆ เหมือนสบู่แต่ก็ไม่ใช่สบู่ค่ะ"
"มีอย่างอื่นอีกไหมลูก?"
ฉันหลับตาลง พยายามจดจ่อกับสัมผัส "แฝงด้วยกลิ่นขมๆ อยู่ข้างล่าง... แค่นิดเดียวเท่านั้นค่ะ"
เมื่อฉันลืมตาขึ้น ท่านแม่กำลังจ้องมองฉันอยู่ ทว่าแววตาของนางแปรเปลี่ยนไป ความภาคภูมิใจฉายชัดอยู่ในนั้นอย่างไม่อาจปิดบัง
"เจ้ามีพรสวรรค์" นางเอื้อมมือมาทัดปอยผมข้างหูให้ฉัน "เจ้าควรเชื่อมั่นในประสาทสัมผัสการดมกลิ่นของตัวเองเสมอนะ เพราะกลิ่นของพวกเรานั้นพิเศษไม่เหมือนใคร"
ถ้อยคำนั้นฝังลึกเข้าไปในจิตใจของฉัน มันช่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"มันเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากทางตระกูลของเราใช่ไหมคะ?" คำถามนั้นหลุดออกจากปากก่อนที่ฉันจะทันยั้งคิด "เหมือนที่พี่เฮเซลรักษาแผลได้เร็วกว่าฉันมากใช่ไหม?"
มือของท่านแม่ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มของนางไม่ได้เลือนหายไป ทว่ามีบางอย่างวูบไหวในดวงตาของนาง
นางมองฉันเนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "แน่นอนจ้ะ"
ฉันใช้เท้าเขี่ยดินไปมา "แต่มันดูไม่เท่เท่าไรเลยนะคะ"
"เท่สิลูก" ท่านแม่โน้มตัวมาข้างหน้า มือของนางย้ายไปสัมผัสพืชอีกชนิดที่มีใบกว้างและสีเขียวเข้มกว่า "ด้วยสมุนไพรที่แตกต่างกัน เจ้าสามารถสร้างสรรค์ผลลัพธ์ได้มากมาย ทั้งการรักษา การปลอบประโลม หรือการปกป้อง... และบางอย่างอาจทำร้ายคนได้หากใช้ผิดวิธี"
ถ้อยคำนั้นกระตุ้นบางสิ่งในใจฉัน ความรู้สึกไม่สบายใจค่อยๆ คืบคลานขึ้นมาตามแนวสันหลัง
"ที่พวกเรารู้เรื่องนี้ก็เพราะโอเมก้ามีพันธุกรรมที่อ่อนแอกว่าใช่ไหมคะ?" ฉันยังคงจดจ้องอยู่ที่ต้นไม้ "และของพวกเราก็ยิ่งแย่กว่าคนอื่นเกือบทั้งหมดเลย"
"ใครบอกเจ้าแบบนั้น?"
ความเฉียบขาดในน้ำเสียงทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของท่านแม่ดูแข็งกร้าวขึ้น ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น... บางอย่างที่เปี่ยมด้วยการปกป้องและดุดัน
"ฉันได้ยินพวกคนใช้พูดกันค่ะ" ฉันกระซิบตอบ เสียงแผ่วเบาลงด้วยความเกรงใจ
ท่านแม่วางต้นไม้ในมือลง นางขยับเข้ามาใกล้และกุมมือทั้งสองข้างของฉันไว้ ฝ่ามือของนางช่างอบอุ่นและหยาบกร้านจากการกรำงานในสวน
"เชื่อแม่นะ" นางเอ่ยช้าๆ อย่างตั้งใจ เน้นย้ำชัดเจนในทุกถ้อยคำ "ไม่มีส่วนไหนในตัวเจ้าที่บกพร่องเลย... รวมถึงแม่ด้วย"
ฉันพยักหน้า ความอึดอัดในอกเริ่มคลายลงเพียงเศษเสี้ยว
"อีกไม่นานพี่เฮเซลจะไปหาคุณตาคุณยายแล้ว" ฉันรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องที่ปลอดภัยกว่า "ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้พวกเราไปที่นั่น... งั้นพวกเราไปหาครอบครัวของท่านแม่บ้างได้ไหมคะ?"
รอยยิ้มของท่านแม่พลันมลายหายไปทันควัน
การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนฉันเกือบมองไม่ทัน ชั่วพริบตาหนึ่งนางยังดูเปิดเผยและอบอุ่น ทว่าวินาทีต่อมาใบหน้าของนางกลับว่างเปล่า... ว่างเปล่าจนดูผิดปกติ
"มานี่สิ เฟีย"
นางดึงตัวฉันเข้าไปใกล้ นิ้วมือของนางสอดประสานที่เส้นผมของฉัน ค่อยๆ ลูบไล้อย่างเบามือ จัดแต่งมันอย่างทะนุถนอม การเคลื่อนไหวนั้นดูเป็นอัตโนมัติ ราวกับนางจำเป็นต้องหาอะไรบางอย่างให้มือยุ่งอยู่ตลอดเวลา
"แม่ไม่มีครอบครัวที่ไหนอีกแล้วนอกจากที่นี่" น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบ ทว่าความสั่นไหวบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใต้ถ้อยคำนั้น "เจ้า ฝูงแห่งนี้ และพ่อของเจ้า... พวกเจ้าคือครอบครัวเดียวของแม่"
"ทำไมล่ะคะ?" ฉันแหงนหน้าขึ้นมองนาง "พวกเขาสิ้นใจไปหมดแล้วเหรอ?"
มือของท่านแม่ชะงักไปเพียงชั่วจังหวะหัวใจเต้น ก่อนจะลูบไล้เส้นผมของฉันต่ออย่างอ่อนโยน
"มันมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น..." นางเหม่อมองไปยังบางสิ่งที่อยู่ไกลออกไป ไกลกว่าสวนแห่งนี้... ไกลกว่าความทรงจำ "แต่มันก็เนิ่นนานมาแล้ว"
น้ำหนักในถ้อยคำนั้นกดทับลงมาที่พวกเราทั้งคู่ มันช่างหนักอึ้งและชวนให้อึดอัดใจ
"แต่เจ้าจงรู้ไว้นะเฟีย ว่าไม่มีอะไรผิดปกติในตัวเจ้าเลย" นางกลับมาจดจ่อที่ฉันอีกครั้ง คราวนี้จ้องมองเข้ามาในดวงตาของฉันจริงๆ "เจ้าคือความมหัศจรรย์"
ฉันย่นจมูก "พ่อแม่ทุกคนก็พูดแบบนั้นแหละค่ะ แม้แต่คุณแม่เลี้ยงฉันก็มั่นใจว่านางต้องพูดแบบนั้นเหมือนกัน"
"ไม่หรอก" ท่านแม่ส่ายหน้า รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏที่มุมปาก คราวนี้เป็นรอยยิ้มจากใจจริง "แม่หมายความตามนั้นจริงๆ เฟีย เจ้าจะกลายเป็นปาฏิหาริย์... เจ้าไม่เคยล้มป่วยเหมือนแม่ เจ้ามีสายเลือดของอัลฟ่าไหลเวียนอยู่ในกาย"
"แต่คุณแม่เลี้ยงบอกว่าฉันรับทุกอย่างมาจากท่านแม่เกือบหมดเลยนะคะ" ฉันตอบออกไปตามข้อเท็จจริง "ฉันก็ยังเป็นแค่โอเมก้าอยู่ดี"
ท่านแม่โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ใกล้เสียจนฉันเห็นประกายสีทองวูบไหวในดวงตาของนาง และได้กลิ่นลาเวนเดอร์จางๆ จากนิ้วมือของนาง
"แม่จะบอกความลับอะไรให้เจ้าอย่างหนึ่ง"
ริมฝีปากของนางขยับ เอ่ยเป็นถ้อยคำ ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียง สวนพฤกษาเริ่มพร่าเลือนที่ขอบภาพ สีสันต่างๆ เริ่มไหลมาบรรจบกัน ความอบอุ่นจากแสงตะวันจางหายไป
"ท่านแม่? ความลับอะไรคะ?" ฉันเอื้อมมือไปหาท่าน
ทว่าร่างของนางกลับเริ่มสลายไป... แตกกระจายดั่งม่านหมอก สวนพฤกษาเลือนหายไปพร้อมกับนาง ทั้งแมกไม้ ผืนดิน และแสงสีทอง ทุกสิ่งถูกกระชากออกไปราวกับใครบางคนกระตุกผ้าปูโต๊ะออกจากโต๊ะที่จัดวางไว้เต็มพิกัดอย่างรุนแรง
ความมืดมิดจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง
แล้วทุกอย่างก็เหลือเพียงความว่างเปล่า
ก่อนจะเริ่มรู้สึกถึงบางอย่าง...
เสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นเบื้องล่าง มันมั่นคงและเป็นจังหวะ... เสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ ฉันรู้สึกถึงการเคลื่อนไหว การโคลงเคลงเบาๆ ของยานพาหนะที่กำลังมุ่งหน้าไป
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น โลกความจริงกลับคืนมาทีละชิ้น
ภายในที่มืดสลัว
กลิ่นอายของเบาะหนัง
ความรู้สึกหนักอึ้งจากไหล่ที่พิงอยู่กับขมับของฉัน
ฉันยกศีรษะขึ้น ความเจ็บปวดแปลบปลาบขึ้นที่ลำคอ ทว่าเมื่อเอื้อมมือไปสัมผัส กลับไม่พบร่องรอยใดๆ
ฉันหันไปมองเบื้องบน
เซียนกำลังจ้องมองลงมาที่ฉัน แววตาของเขาเปลี่ยนจากความเฉยเมยเป็นจดจ่อในทันทีที่สบตากัน
"เฮ้" เขาเอ่ยเรียก
หยาดน้ำบางอย่างหยดแหมะลงที่ข้างแก้ม... ตามมาด้วยอีกหยด ฉันถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองกำลังร้องไห้ ไม่ใช่การสะอื้นไห้เสียงดัง เป็นเพียงหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมาเองโดยไม่ได้รับอนุญาต
"เป็นอะไรไป?" น้ำเสียงของเซียนมีความกังวลแฝงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันแทบไม่เคยได้ยินจากเขาเลย
ฉันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ใบหน้า แต่มันก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด
"ฉันฝันน่ะค่ะ" คำพูดนั้นเค้นออกมาจากลำคอที่แห้งผาก ทั้งแสบร้อนและเจ็บปวด
เซียนไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาเพียงแค่เฝ้ามองฉัน... รอคอยให้ฉันพูดต่อหรือหลับไปอีกครั้ง ฉันเดาไม่ออกเลยว่าเขาคาดหวังสิ่งใดกันแน่
ทว่าฉันไม่อาจข่มตาหลับได้อีกแล้ว ไม่ใช่ในตอนนี้... ไม่ใช่ในตอนที่ภาพใบหน้าของท่านแม่ยังติดตาและเสียงของนางยังดังก้องอยู่ในหู ไม่ใช่ในตอนที่ความลับที่นางเกือบจะบอกฉันยังคงค้างคาอยู่เช่นนั้น... เป็นความลับที่ยังไม่จบสิ้น และยังไม่ถูกเปิดเผย
มันคือความทรงจำ... ความทรงจำที่ฉันจำมันไม่ได้เลยจริงๆ เพราะมันเนิ่นนานมาเหลือเกิน
ฉันใช้มือกดขมับ แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้อาการปวดหนึบที่เบ้าตาบรรเทาลงเลย
ในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้น "เจ้าฝันเห็นอะไร?"
"ฉัน... ไม่แน่ใจค่ะ" ฉันสารภาพความจริงออกไป
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.