ตอนที่ 168
168 / 330
อ่าน 9 นาที
Chapter 168: Credit given
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:37
บทที่ 168: การให้เกียรติ
ผมกำลังจะเอ่ยคำพูดอื่นออกไป ทว่าเสียงฝีเท้าที่รัวกระหน่ำขึ้นบันไดมากลับขัดจังหวะเสียก่อน มันรวดเร็วและเร่งเร้า โอเมก้าสาวนางหนึ่งวิ่งตรงมาหาเรา ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความรู้สึกที่ดูคล้ายกับความตื่นเต้นอย่างที่สุด
"แกรนด์ลูน่าฟื้นแล้ว!" นางแทบจะตะโกนออกมา "แกรนด์ลูน่าฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!"
ถ้อยคำนั้นกระแทกเข้ากลางอกราวกับหมัดหนักๆ ทรวงอกของผมพลันรัดแน่น ความโล่งใจหลั่งไหลเข้าจู่โจมรวดเร็วเสียจนผมรู้สึกวิงเวียน ผมคว้าตัวโรแนนเข้ามาสวมกอดอย่างไม่ทันยั้งคิด เขากอดตอบผมแรงพอกัน ฝ่ามือหนาตบลงบนแผ่นหลังของผมหนักๆ
"ท่านแม่ฟื้นแล้ว" ผมพึมพำกับไหล่ของเขา ถ้อยคำที่หลุดออกมาสั่นพร่า "เทพธิดาเป็นพยาน... ในที่สุดนางก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ"
เบื้องหลังของเรา ประตูห้องของเฟียเปิดออก ผมผละออกจากโรแนนแล้วหันไปมองเห็นนางยืนอยู่ที่ธรณีประตู แม้จะดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เส้นผมยุ่งเหยิงจากการกดทับบนหมอน แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววตื่นตัวและมีสมาธิ
"ข้าได้ยินแล้ว" นางเอ่ยเสียงเบา
ผมก้าวไปหานางเพียงสามก้าวก็ถึงตัว "เจ้าควรอยู่ที่นี่ พักผ่อนซะ เจ้าเพิ่งจะได้หลับไปเองนะ"
นางส่ายหน้าและเบียดตัวผ่านผมออกไปยังโถงทางเดิน "ข้าอยากไปพบนาง"
"เฟีย"
"ข้าจะไป" นางเงยหน้าสบตาผมด้วยแววตามาดมั่น แววตาที่บอกชัดว่าการโต้เถียงใดๆ ล้วนไร้ความหมาย "ท่านจะไปกับข้า หรือจะให้ข้าไปลำพัง"
ผมรู้สึกได้ถึงกรามที่บดเข้าหากัน ใจหนึ่งอยากจะคัดค้าน ยืนกรานว่านางต้องการการพักผ่อนมากกว่าการไปพบท่านแม่ในตอนนี้ แต่ผมรู้จักแววตานั้นดี รู้จักน้ำเสียงแบบนั้น... นางไม่มีวันยอมถอยแน่
"ก็ได้" ผมจำต้องยอม "แต่ถ้าเจ้าเริ่มรู้สึกไม่ไหว ต้องรีบบอกข้าทันที"
นางพยักหน้าและก้าวเท้าไปพร้อมกับผม โดยมีโรแนนเดินขนาบอีกข้าง เราทั้งสามมุ่งหน้าไปตามโถงทางเดิน โอเมก้าผู้แจ้งข่าวรีบนำหน้าไปพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
หัวใจของผมเต้นระรัวอยู่ในอก ท่านแม่ฟื้นแล้ว หลังจากที่ต้องเฝ้ามองนางซูบผอมลงทุกวัน ติดอยู่ในพันธนาการบนเตียงนั่นโดยมีเครื่องจักรช่วยหายใจและท่อสายยางคอยประทังชีวิต ในที่สุดนางก็รู้สึกตัว... ในที่สุดนางก็กลับมา
เมื่อถึงห้องพยาบาล โอเมก้าสาวก็ผลักบานประตูเปิดออก ผมก้าวเข้าไปเป็นคนแรก และภาพเบื้องหน้าก็สะกดผมไว้ในทันที
ท่านแม่กำลังนั่งอยู่... หรืออย่างน้อยก็พยายามจะทำเช่นนั้น ดร. มาเรนคอยพยุงไหล่ของนางไว้ ขณะที่ผู้อาวุโสธอร์นยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ๆ ด้วยสีหน้าที่ผสมปนเปกันระหว่างความกังวลและความโล่งใจ แมดเดอลีนยืนอยู่อีกด้านพร้อมกับเอลาร่า ทั้งคู่ยืนห่างออกมาเล็กน้อยทว่าเฝ้ามองท่านแม่ด้วยสายตาที่ระแวดระวัง
แต่สายตาของผมกลับถูกตรึงไว้ที่ท่านแม่เพียงผู้เดียว
นางชูมือขึ้นสูง นิ้วมือทั้งห้ากรีดกรายราวกับกำลังไขว่คว้าบางสิ่งที่เห็นได้เพียงผู้เดียว ดวงตาของนางเลื่อนลอย ไร้จุดโฟกัส ราวกับกำลังจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่าผนังห้องสี่เหลี่ยมนี้
"สีสันเหล่านั้น..." เสียงของนางเบาหวิวและแหบพร่าจากการไม่ได้ใช้งานมานาน "พวกเจ้าเห็นหรือไม่? มันอยู่ไปทั่วทุกแห่ง... กำลังเริงระบำ... หมุนวนไปมา..."
น้ำเสียงของ ดร. มาเรน อ่อนโยนยิ่งนัก "ลูน่ามอร์ริแกน ท่านต้องพักผ่อนก่อนนะเจ้าคะ เอนหลังลงเถิด"
"แต่สีสันพวกนั้น..." มือของท่านแม่กวัดแกว่งไปในอากาศ "มันงดงามเหลือเกิน ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย"
ผมเคลื่อนไหวโดยไม่ทันคิด ฝีเท้าพาผมข้ามห้องไปหยุดอยู่ข้างเตียง ผมเอื้อมมือไปกุมมือที่ชูอยู่นั้นไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ผิวสัมผัสของนางช่างเย็นเยียบ... เย็นจนเกินไป แต่แรงบีบที่มือนั้นยังมีอยู่ แม้จะอ่อนแรงทว่าสัมผัสได้ถึงการมีอยู่
"ท่านแม่" เสียงของผมสั่นเครือตอนที่เรียกนาง
นางหันศีรษะมาทางผม ดวงตายังคงพร่ามัวราวกับเคลือบด้วยแก้วและไร้จุดโฟกัส แต่แล้วบางอย่างในนั้นก็เปลี่ยนไปเมื่อนางมองเห็นผม ประกายแห่งการรับรู้ตัดผ่านม่านหมอกแห่งความเพ้อคลั่งที่ฉุดรั้งนางไว้
ผมหักห้ามใจไม่อยู่... โน้มตัวลงไปโอบกอดนางไว้ ระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนสายยางและสายไฟที่ระโยงระยางตามตัว นางดูตัวเล็กเหลือเกินเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของผม... ช่างบอบบางราวกับจะแตกสลายได้หากผมรัดกอดแรงเกินไป
น้ำตาเอ่อล้นออกมาก่อนที่ผมจะทันกั้นมันไว้ มันไหลเป็นทางร้อนผ่าวลงบนใบหน้า และผมไม่สนว่าใครจะมองเห็น ผมซบหน้าลงกับลาดไหล่ของนาง ร่างกายทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน
"ข้าคิดถึงท่าน" ผมเอ่ยถ้อยคำนั้นออกมาอย่างยากลำบาก มันทั้งขาดห้วงและแหลกสลาย "ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน"
มือนางยกขึ้นมา... ช้าๆ และสั่นเทา นางแตะที่ท้ายทอยของผม นิ้วมือนั้นสอดแทรกเข้ามาในเส้นผมเหมือนที่นางเคยทำตอนผมยังเป็นเด็กและต้องการคำปลอบประโลม
"ลูกชายของแม่..." นางกระซิบ เสียงนั้นแหบพร่าแต่ทว่ามั่นคง... มันคือเรื่องจริง "เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
ผมผละออกมาเล็กน้อยเพื่อมองหน้านาง ประกายแห่งความเพ้อคลั่งจางหายไปจากดวงตาแล้ว นางกำลังมองผมอยู่... มองผมจริงๆ เห็นผมจริงๆ
"ข้าสบายดี" ผมพยายามเค้นเสียงออกมา แม้ลำคอจะตีบตันและหน้าอกจะเจ็บแปลบ "ดีเหลือเกินที่ท่านกลับมา"
นางยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มเพียงเล็กน้อยที่ดูอ่อนล้า ทว่าเต็มไปด้วยความจริงใจ ดวงตาของนางสบกับผมเนิ่นนาน และผมเห็นความรัก ความกังวล และความโล่งใจสะท้อนอยู่ในนั้น... เช่นเดียวกับที่ผมรู้สึกอยู่ในอก
จากนั้น สายตาของนางก็เบนออกไป... ผ่านตัวผมไปยังจุดที่เฟียยืนอยู่ใกล้ปลายเตียง รอยยิ้มของท่านแม่กว้างขึ้น และบางอย่างที่อบอุ่นก็แผ่ซ่านออกมาในสีหน้า
"นี่..." นางเอ่ยเสียงนุ่ม "มานี่สิ"
เฟียลังเลอยู่ครู่หนึ่ง... เพียงชั่วพริบตาเดียว ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ จนถึงข้างเตียง ท่านแม่เอื้อมมือข้างที่ไม่ได้กุมมือผมไว้ออกไป และเฟียก็รับมันไว้อย่างระมัดระวัง
ท่านแม่ดึงนางเข้าไปใกล้และสวมกอดเฟียด้วยอ้อมกอดอันอ่อนโยน เฟียตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่งก่อนจะผ่อนคลายลงและกอดตอบนาง
"เห็นพวกเจ้าทั้งสองคนเช่นนี้... หัวใจของข้าก็เป็นสุขนัก" ท่านแม่กระซิบข้างหูเฟีย "พวกเจ้าดูใกล้ชิดกันมากขึ้นนะ"
เฟียไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แต่ผมเห็นหัวไหล่ของนางที่ผ่อนคลายลง เห็นวิธีที่นางพิงกายเข้าหาอ้อมกอดของท่านแม่เพียงเล็กน้อย
ท่านแม่ผละออกมาทว่ายังคงกุมมือเฟียไว้ นางก้มมองมือที่ประสานกันก่อนจะเงยหน้าสบตาเฟีย แววตานั้นอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
"นี่ต้องเป็นฝีมือเจ้าแน่ๆ" นางเอ่ยเสียงเบา "ขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยชีวิตข้าไว้"
ดวงตาของเฟียเบิกกว้าง ความสับสนพาดผ่านใบหน้า นางเผยอปากคล้ายจะพูดบางอย่าง แต่กลับไม่มีถ้อยคำใดหลุดออกมา
ก่อนที่ใครในเราจะทันได้โต้ตอบ ท่านอาอัลดริกที่ยืนคุมเชิงอยู่เงียบๆ ใกล้ผนังห้องก็ก้าวออกมา การเคลื่อนไหวของเขาสุขุมและเด็ดขาด เขายืนลงที่ปลายเตียง สายตาประสานกับท่านแม่
"ลูน่าเฟียมีความสำคัญยิ่งในการป้องกันไม่ให้พิษร้ายลุกลาม" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี "ทว่าแท้จริงแล้ว... เป็นแมดเดอลีน บลอสซั่ม ต่างหากที่เป็นผู้ถอนอาคมแห่งพิษเล่นแร่แปรธาตุนี้"
ถ้อยคำนั้นหล่นโครมลงในห้องราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งลงในน้ำนิ่ง ระลอกคลื่นแผ่กระจายออกไปกว้างขวาง และผมรู้สึกได้ถึงแรงปะทะเข้าที่กลางอก
ผมขบกรามแน่นก่อนจะทันรู้ตัว ผมหันไปมองอัลดริกและพบว่าเขากำลังมองกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างที่สุด ราวกับเขาแค่เอ่ยความจริงธรรมดาๆ ข้อหนึ่งออกมาเท่านั้น
แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา
นี่คือการจงใจแก้ไขข้อมูล... คือคำแถลงที่มุ่งหวังผลบางอย่าง เขาเฝ้ารอจนถึงจังหวะนี้ จังหวะที่พอดิบพอดีเพื่อประกาศว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ช่วยชีวิตท่านแม่ ในขณะที่ท่านแม่กำลังขอบคุณเฟีย... ในขณะที่นางกำลังแสดงความกตัญญูและความรักต่อเฟีย
มันคือการโจมตีที่ต่ำช้า... เยือกเย็น และแม่นยำ เป็นเล่ห์กลที่ดูไร้เดียงสาที่ภายนอก แต่กลับกรีดลึกถึงข้างใน
ผมรู้สึกถึงประกายไฟแห่งโทสะที่ปะทุขึ้นในอก มันร้อนรนและฉับพลัน ทว่าผมกลับสะกดมันไว้ ฝังมันลงไปลึกๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาหรือสถานที่สำหรับการเผชิญหน้า ท่านแม่เพิ่งจะฟื้น นางยังคงอ่อนแอและต้องพักฟื้น ผมจะไม่เริ่มการปะทะใดๆ ในห้องพักฟื้นของนางเด็ดขาด
ทว่าผมจะจำเรื่องนี้ไว้... มันช่างดูประหลาดและผิดวิสัยของท่านอาอัลดริกเหลือเกิน
สายตาของท่านแม่เลื่อนจากเฟียมาที่ผม สีหน้าของนางเปลี่ยนไป... ดูครุ่นคิดและกังวลใจเล็กน้อย ราวกับนางกำลังพยายามปะติดปะต่อข้อมูลที่ดูจะไม่ลงรอยกันในใจ
"แมดเดอลีน บลอสซั่มหรือ?" นางทวนคำ เสียงยังคงแหบพร่าทว่าเจือด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นางอยู่ที่นี่ด้วยหรือ?"
"ใช่แล้ว" อัลดริกตอบ "นางเดินทางมาถึงเมื่อคืนนี้ และได้ทำพิธีกรรมเพื่อขจัดพิษออกจากร่างกายของท่าน ท่านเป็นหนี้ชีวิตต่อความสามารถและความมีน้ำใจของนาง"
ผมเฝ้ามองใบหน้าของแมดเดอลีนขณะที่อัลดริกเอ่ย นางดูอึดอัดใจ หัวไหล่เกร็งเครียดและกุมมือประสานกันไว้ข้างหน้าคล้ายไม่รู้จะวางตัวอย่างไร นางไม่สบตาท่านแม่ และไม่มองผมด้วยซ้ำ เพียงแต่จ้องมองจุดหนึ่งบนพื้นระหว่างเราทุกคน
ในที่สุด ท่านแม่ก็เบนความสนใจทั้งหมดไปยังแมดเดอลีน "โอ้... แมดเดอลีน... ยินดีเหลือเกินที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง"
แมดเดอลีนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ย "เช่นกันเจ้าค่ะ ลูน่ามอร์ริแกน"
"ขอบใจเจ้ามาก" ท่านแม่เอ่ยสั้นๆ "ข้าเป็นหนี้เจ้าแล้ว"
แมดเดอลีนเงยหน้าขึ้นในที่สุด ดวงตาของนางสบกับท่านแม่ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ "ไม่หรอกเจ้าค่ะ ลูน่ามอร์ริแกน... ข้ายินดีที่ได้ช่วย"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.