ตอนที่ 50
50 / 330
อ่าน 10 นาที
Chapter 50: His Letter 1
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:28
บทที่ 50: จดหมายของเขา 1
"ท่านแม่" เซียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าขณะวางแก้วลง "นั่นมันไม่ใช่..."
"ไม่ใช่อะไรล่ะ?" มอริแกนเอ่ยถามด้วยท่าทีไร้เดียงสา "ตอนนี้พวกเจ้าเป็นคู่ครองกันแล้ว มีพันธะต่อกันแล้ว มันเป็นคำถามธรรมดาของโลกไม่ใช่หรือ"
"มันไม่ใช่คำถามธรรมดาเลย" เซียนย้ำอย่างหนักแน่น "อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้"
"แล้วตอนไหนล่ะถึงจะเหมาะ?" นางย้อนถาม "ปีหน้า? หรืออีกสองปีข้างหน้า? ข้าอยากจะเห็นหน้าหลานก่อนที่สังขารจะร่วงโรยจนอุ้มพวกเขาไม่ไหว... หรือที่แย่กว่านั้น... คือก่อนที่ข้าจะสิ้นลม!"
ถ้อยคำนั้นฟังดูเบาสบายคล้ายหยอกเย้า หากแต่กลับฉาบไว้ด้วยเงาอันมืดสลัว มันเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจถึงอาการป่วยที่กัดกินกายของนาง และวันเวลาที่อาจเหลืออยู่เพียงน้อยนิด
สันกรามของเซียนขบแน่น เขาเหลือบมองข้าเพียงวูบหนึ่งก่อนจะเบือนสายตาหนี คล้ายกับว่าเขาไม่อาจทานทนต่อการสบตาข้าได้ "พวกเรายังไม่ได้หารือเรื่องนี้กันมากนัก แต่แน่นอนว่าเราจะพยายาม"
"อืม บางทีพวกเจ้าควรจะหารือกันให้ 'มากกว่านี้' นะ" มอริแกนกล่าวพลางเบนความสนใจมาที่ข้า ดวงตาของนางทอประกายระยับด้วยความใคร่รู้ "แล้วเจ้าล่ะ เฟีย? เจ้าอยากมีลูกไหม?"
ลำคอของข้าพลันตีบตัน ข้าไม่คาดคิดว่าคำถามจะพุ่งเป้ามาที่ตนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ข้าเหลือบมองเซียน แต่เขากลับเอาแต่จ้องจานอาหารด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา
"ข้า..." ข้าอึกอักก่อนจะเงียบไป ข้าอยากมีลูกงั้นหรือ? ข้าไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังเลย ไม่เคยคิดในแง่ที่มันจะเกิดขึ้นจริง "ข้าคิดว่า... คงจะเป็นในอนาคตข้างหน้า"
"ในอนาคตข้างหน้า" มอริแกนทวนคำ คล้ายกำลังลิ้มลองความหมายของคำนั้น "นั่นเป็นคำตอบที่ปลอดภัยดี"
ข้ารู้สึกได้ถึงไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้ง "แต่มันคือความสัตย์จริงค่ะ"
นางคลี่ยิ้ม "ดี ความสัตย์จริงนั้นสำคัญยิ่ง" สายตาของนางเลื่อนกลับไปที่เซียน "แล้วเจ้าล่ะ? จะสัตย์จริงกับข้าไหม? การแต่งงานคือพันธะสัญญา และคงน่าผิดหวังหากเหตุผลเดียวที่เจ้าแต่งงาน เป็นเพราะเจ้าขลาดกลัวว่าข้ากำลังจะตาย"
ในที่สุดเซียนก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาดูระแวดระวัง หากแต่มีบางอย่างที่เปราะบางสั่นไหวอยู่ในดวงตาคู่นั้น บางสิ่งที่ทำให้ข้าใจหายวาบ "ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น และข้าขอยืนยันกับท่านว่า อาการป่วยของท่านไม่ใช่เหตุผลที่ข้าแต่งงาน"
นั่นคือคำลวง... ต่อให้เขาจะพยายามปิดกั้นใจจากข้าเพียงใด ข้าก็รู้ดีว่านั่นคือคำลวง
"ข้าได้ยินมาว่า..." มอริแกนเปรยขึ้นหลังจากความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงของนางฟังดูผ่อนคลาย หากแต่ดวงตานั้นเฉียบคมเกินกว่าจะเป็นการชวนคุยทั่วไป "ว่าพวกเจ้าแยกห้องนอนกัน และเท่าที่ข้าพอจะเดาได้... คืนร่วมเรียงเคียงหมอนนั้นยังไม่เกิดขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ"
ข้าสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นทันควัน แต่นางยังคงยิ้มแย้มราวกับเพียงแค่พยากรณ์อากาศเท่านั้น
เซียนนิ่งขึงไปในทันที ส้อมในมือค้างเติ่งอยู่กลางอากาศจนข้อนิ้วที่กุมมันอยู่นั้นขาวซีด
"ท่านแม่" เขากล่าวเสียงต่ำ เป็นเชิงเตือนอย่างชัดเจน
แต่นางกลับเพิกเฉย "ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?"
ข้าลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สัมผัสได้ถึงรังสีความตึงเครียดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเซียนจนชวนให้อึดอัด ฝ่ามือของข้าเริ่มชื้นเหงื่อภายใต้ผ้าปูโต๊ะ "ข้า... ข้าโดนพิษมอร์นิ่งมูน (Mourning Moon) เข้าไปน่ะค่ะ" ข้าโพล่งออกไป คำพูดนั้นรัวเร็วและแฝงไปด้วยท่าทีปกป้องตัวเอง
สีหน้าของมอริแกนเปลี่ยนไปทันที ความประหลาดใจปรากฏชัดบนใบหน้าที่เคยสงบนิ่ง "พิษมอร์นิ่งมูนงั้นรึ?" นางทวนคำ "แต่พืชชนิดนั้นเติบโตอยู่ในส่วนลึกของป่าเราเท่านั้นนะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?"
ข้าลังเล ไม่มีคำตอบใดที่จะดูดีพอ โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยเรื่องราวที่ซับซ้อนเกินไป "มันเป็นความผิดพลาดของข้าเองค่ะ" ข้าตอบเสียงค่อย พยายามขืนยิ้มด้วยความกระดากอาย "ข้าไม่ระวังพอตอนที่ไปเก็บสมุนไพร"
ดวงตาของนางจับจ้องมาที่ข้าเนิ่นนาน บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งจนข้ารู้สึกเหมือนถูกกดทับที่ซี่โครง จากนั้นนางก็พยักหน้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเป็นการยอมรับ "เข้าใจแล้วล่ะ ถ้าอย่างนั้นข้าหวังว่าตอนนี้เจ้าคงหายดีแล้วนะ แม่หนู"
"ค่ะ" ข้าตอบรับอย่างรวดเร็ว "ข้าหายดีแล้ว... หายสนิทเลยค่ะ"
"ข้าไม่ยักษ์รู้เลยว่าเจ้ามีความรู้ด้านการรักษาด้วย"
ข้าหัวเราะแห้งๆ ด้วยความประหม่า "ข้าแค่พยายามทำอย่างสุดความสามารถเท่านั้นค่ะ"
"อืม ถ้าอย่างนั้นเจ้าควรจะไปช่วยธอร์นที่สถานรักษาบ้างนะในบางโอกาส"
ข้าเหลือบมองเซียนก่อนจะหันกลับมามองนางแล้วพยายามส่งยิ้มให้ "แน่นอนค่ะ"
"ดี" มอริแกนพึมพำ นางเอนหลังพิงเก้าอี้ นิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ขอบแก้วไวน์ ก่อนจะคลี่ยิ้มอีกครั้ง—รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความรู้เท่าทันและเจ้าเล่ห์แสนกลที่ทำให้ข้าทั้งรู้สึกเอ็นดูและกระอักกระอ่วนใจอย่างลึกซึ้ง "ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะมีคืนร่วมเรียงเคียงหมอนกันในเร็วๆ นี้นะ"
เซียนครางต่ำอย่างหัวเสียอยู่ข้างกายพลางยกมือขึ้นลูบหน้า
"นี่มันไม่ใช่—"
"ข้าไม่ได้กดดันนะ" มอริแกนขัดขึ้นพลางชูมือขึ้นคล้ายจะยอมจำนน หากแต่ประกายความขบขันยังคงเต้นระบำอยู่ในดวงตา "แต่เจ้าไม่คิดว่าอากาศคืนนี้มันช่างรื่นรมย์หรอกรึ?"
ความเงียบที่แสนอึดอัดและเต็มไปด้วยแรงกดดันเข้าปกคลุมห้องอาหาร เสียงฟืนปะทุในเตาผิงดังแทรกขึ้นมา แสงไฟวับแวมสะท้อนกับเครื่องเงินบนโต๊ะ ข้าเอาแต่จ้องมองจานอาหารของตน ไม่แน่ใจว่าควรจะหัวเราะ ร้องไห้ หรือหายตัวไปจากตรงนี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
มอริแกนจิบไวน์ช้าๆ ราวกับว่านางไม่ได้เพิ่งขว้างสายฟ้าฟาดลงมากลางวงสนทนา "เจ้ารู้ไหม" นางกล่าวอย่างเป็นกันเอง "พ่อของเซียนกับข้า เรามีคืนแรกด้วยกันในคืนที่มีพายุโหมกระหน่ำ คล้ายกับคืนนี้เหลือเกิน เสียงลมที่พัดกระแทกหน้าต่าง... มันทำให้คนเราสึกใกล้ชิดกันมากขึ้น เจ้าไม่คิดอย่างนั้นหรือ?"
เซียนส่งเสียงตะกุกตะกักออกมา คล้ายกับเป็นการไอหรือการอ้อนวอนต่อทวยเทพให้ช่วยดึงเขาออกไปจากสถานการณ์นี้ที
"ท่านแม่" เขากล่าวอีกครั้ง เสียงนั้นเครียดเขม็ง
นางเพียงแต่ยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน "อะไรกัน? ข้าแค่กำลังรำลึกถึงความหลัง พวกเจ้าแต่งงานกันแล้วนะ ไม่ใช่เด็กน้อยที่ต้องหลบเลี่ยงเรื่องพวกนี้"
"แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอามาวิพากษ์วิจารณ์กันบนโต๊ะอาหาร" เขาพึมพำ
"ในทางตรงกันข้าม" นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "ชีวิตคู่สร้างขึ้นจากการเปิดใจคุยกัน เจ้าจะพบว่าการหลบเลี่ยงไม่ได้ทำให้ปัญหามันหายไปหรอกนะ อีกอย่าง..." นางวางแก้วลงแล้วมองสลับระหว่างเราสองคนด้วยแววตาที่ผสมผสานระหว่างความขี้เล่นและความเด็ดเดี่ยว "ชีวิตคนเรานั้นสั้นกว่าที่เราจินตนาการนัก เหตุใดจึงต้องเสียเวลาที่มีอยู่ไปกับการแสร้งทำเป็นว่าเราจะมีชีวิตอยู่ตลอดกาลล่ะ?"
ถ้อยคำนั้นทิ้งตัวลงมาด้วยน้ำหนักที่ทำให้ลมหายใจของข้าสะดุด ภายใต้น้ำเสียงหยอกล้อนั้นมีความจริงที่เจ็บปวดแฝงอยู่—ความสัตย์จริงเรื่องสุขภาพที่กำลังร่วงโรยของนางซ่อนอยู่หลังทุกพยางค์ที่เอื้อนเอ่ย
สีหน้าของเซียนอ่อนลง "ท่านควรพักเรื่องนี้ไว้ก่อนเถอะ ท่านแม่" เขากล่าวอย่างอ่อนโยน
นางยิ้มบางๆ "การพักผ่อนน่ะเอาไว้สำหรับคนที่กำลังจะตายเถอะลูกรัก ไม่ใช่สำหรับคนที่ยังต้องคอยสอดส่องชีวิตแต่งงานของลูกชายตัวเองแบบข้า"
"ถ้าอย่างนั้นก็สอดส่องให้น้อยลงหน่อยเถอะ" เขาตอบ แม้ในน้ำเสียงจะแฝงไปด้วยความรักใคร่ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีให้เห็น
มอริแกนมองระหว่างเราสองคนอีกครั้ง แววตาของนางดูนุ่มนวลขึ้น "เจ้าทำให้ข้านึกถึงพ่อของเจ้านะ เซียน... ดื้อรั้น มั่นใจเสมอว่าเวลาจะรอเขา แต่มันไม่เคยรอใครเลย" จากนั้นนางก็เบนสายมาที่ข้า ดวงตาคู่นั้นดูใจดีทว่ายังเฉียบคมพอที่จะมองทะลุผ่านรอยยิ้มจอมปลอมใดๆ "และเจ้า เฟีย... เจ้าดูเหมือนคนที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าตนเองต้องการอะไร เชื่อข้านะแม่หนู ความรักน่ะไม่เคยเลือกเวลาที่สะดวกสบายหรอก แต่เมื่อมันมาถึงแล้ว เจ้าไม่ควรปล่อยให้ความกลัวทำให้เจ้าต้องก้าวเดินช้าลง"
ข้ารู้สึกได้ถึงหัวใจที่บีบคั้นอยู่ในทรวงอก ข้าไม่รู้จะพูดอะไรจึงได้แต่พยักหน้าและตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา "ข้าจะจำไว้ค่ะ"
"ดี" นางกล่าว น้ำเสียงกลับมาฉะฉานอีกครั้ง ราวกับว่านางไม่ได้เพิ่งเปิดเปลือยความรู้สึกและบรรยากาศระหว่างเราจนล่อนจาม "เอาล่ะ เซียน รินไวน์ให้ข้าอีกหน่อยสิ และเฟีย เล่าเรื่องสมุนไพรที่เจ้ากำลังศึกษาอยู่ให้ข้าฟังหน่อย ค่ำคืนที่แสนวิเศษเช่นนี้ไม่ควรเสียไปกับความเงียบที่น่าอึดอัดหรอก"
มื้ออาหารที่เหลือดำเนินไปอย่างเรียบง่าย มอริแกนถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับครอบครัวของข้า เกี่ยวกับซิลเวอร์ครีก และแม่ของข้า ข้าตอบคำถามอย่างสุดความสามารถ พยายามคุมเสียงให้มั่นคงแม้ความทรงจำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาทิ่มแทงใจเพียงใดก็ตาม ส่วนเซียนทานอาหารไปเงียบๆ สายตาจดจ่ออยู่แต่ในจาน
เมื่อมื้ออาหารถึงคราวสิ้นสุด มอริแกนลุกขึ้นด้วยท่วงท่าที่สง่างามทว่าเชื่องช้า นางวางมือลงบนแขนของ ดร. มาเรน เพื่อพยุงกาย ทุกการเคลื่อนไหวนั้นดูระมัดระวัง คล้ายกับว่าทุกลมหายใจต้องแลกมาด้วยพละกำลังที่นางเริ่มจะขาดแคลน กระนั้น เมื่อนางหันมามองข้า รอยยิ้มของนางยังคงอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
"ดีใจที่ได้พบเจ้านะ เฟีย" นางกล่าวเสียงต่ำแต่ทว่าอบอุ่น เต็มไปด้วยความจริงใจที่ทำให้ข้ารู้สึกประหนึ่งได้รับคำอวยพร
"เช่นกันค่ะ" ข้าตอบพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ "ขอบพระคุณในความเมตตาของท่านค่ะ"
ดวงตาซีดจางคู่นั้นพิจารณาข้าอยู่ครู่หนึ่ง เต็มไปด้วยความรู้แจ้งและความเข้าใจ ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะหยักโค้งขึ้นอีกครั้ง "บอกไว้ระหว่างเรานะ" นางกระซิบด้วยน้ำเสียงราวกับจะบอกความลับ "ข้าดีใจนักที่จักรวาลนำพาเจ้ามาที่นี่แทนที่จะเป็นพี่สาวของเจ้า"
นางจากไปก่อนที่ข้าจะได้ทันตอบ ดร. มาเรนคอยพยุงนางขณะที่ทั้งคู่หายลับไปหลังซุ้มประตู เสียงสะท้อนจากคำพูดของนางยังคงวนเวียนอยู่ในใจเนิ่นนานหลังจากเสียงฝีเท้าจางหายไป
ข้ากับเซียนยังคงนั่งอยู่คนละฝั่งของโต๊ะตัวยาว เทียนไขเริ่มมอดต่ำ แสงไฟวับแวมอาบไล้ไวน์ที่ยังเหลือค้างแก้วและเศษอาหารที่กระจายอยู่ ความเงียบระหว่างเรานั้นดูเหมือนจะอัดแน่นและเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันจนข้ารู้สึกอึดอัดที่หน้าอก
เขาเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน "เจ้าไม่จำเป็นต้องช่วยข้าแก้ตัวเลย" เขากล่าวเบาๆ สายตาจดจ้องอยู่ที่แก้วไวน์
"ข้าไม่ได้ช่วยท่านแก้ตัว" ข้าตอบ "ข้าเพียงแต่บอกความจริงกับท่านแม่เท่านั้น"
เขาสบสายตาข้าในทันที แววตาคู่นั้นดูเฉียบคมทว่าแฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ "งั้นรึ เจ้าพูดราวกับว่าข้าเป็นคนที่ดีกว่าที่ข้าเป็นจริงๆ เสียอีก"
ข้าส่ายหน้า "เปล่าเลย ข้าเพียงแต่ทำให้ท่านดูเหมือนผู้ชายที่ท่านพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะ 'ไม่เป็น' ต่างหาก"
บางอย่างพังทลายลงในสีหน้าของเขา ประกายบางอย่างที่ดู 'เป็นมนุษย์' วูบไหวอยู่ภายใต้หน้ากากที่เคร่งขรึม ริมฝีปากเขาขยับคล้ายจะยิ้มเพียงนิดก่อนจะเลือนหายไป ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มันดูอ่อนนุ่มและลังเลกว่าเดิม
เมื่อเขาเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป มันเบาลง และปราศจากความสุขุมที่เขาเคยสวมใส่ไว้ดั่งชุดเกราะ
"บอกข้าที..." เขาเอ่ย ดวงตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาเพื่อค้นหาคำตอบ "เหตุใดเจ้าจึงอ่านจดหมายของข้า?"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.