Chapter 1817
1817 / 2354
7 min read
Chapter 1817: City of Radiance(2)
Published Apr 5, 2026, 01:48 AM
**บทที่ 1817: นครแห่งรัศมี (2)**
“นครแห่งรัศมีแห่งนี้เป็นเพียงของจำลองงั้นหรือ? เช่นนั้นมันก็คือของปลอมน่ะสิ? แล้วผู้ใดกันที่สร้างมันขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ใด?” จี้หรันเอ่ยถามด้วยความกังขา เรียวคิ้วขมวดมุ่นขณะพยายามทำความเข้าใจกับความจริงที่หยวนเพิ่งเปิดเผย
“ข้าเองก็มิอาจทราบได้” หยวนตอบพลางจมอยู่ในภวังค์ความคิด “ทว่าผู้ที่เนรมิตสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา จักต้องทุ่มเททั้งพลังกายและหยาดเหงื่อมหาศาล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกรายละเอียดนั้นสมจริงและวิจิตรบรรจงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
“แล้วอารามอมตะเล่า? ท่านจะบอกว่าที่นั่นก็เป็นของปลอมด้วยงั้นหรือ?”
“ก็มีความเป็นไปได้ แต่เราจะยังไม่รู้แน่ชัดจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตนเอง”
แม้หยวนจะกล่าวว่าเขาไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีใครบางคนทุ่มเทแรงกายแรงใจมหาศาลเพื่อสร้างนครแห่งรัศมีจำลองนี้ขึ้นมา แต่ในใจของเขากลับปรากฏความเป็นไปได้หลายประการผุดขึ้นมา
ข้อสันนิษฐานที่ฟังดูสมเหตุสมผลประการหนึ่งคือ แดนเร้นลับแห่งนี้อาจเป็นกับดัก—เหยื่อล่อที่ถูกเจียระไนอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาติดกับด้วยจุดประสงค์ลึกลับบางอย่าง
เป็นธรรมดาที่แดนเร้นลับมักจะดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้บ่มเพาะจากทั่วทุกสารทิศ ด้วยคำมั่นสัญญาถึงขุมทรัพย์และวาสนาอันยิ่งใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากสถานที่เช่นนี้จะเป็นกับดักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์จากความโลภและความอยากรู้อยากเห็นของผู้ที่ย่างกรายเข้ามา
อีกความเป็นไปได้หนึ่งคือ นครแห่งรัศมีถูกจำลองขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวแทนของเมืองดั้งเดิมที่อาจล่มสลายไปนานแสนนานแล้ว
หากเป็นเช่นนั้น ของจำลองชิ้นนี้อาจไม่ได้มีจุดประสงค์ร้ายหรือวาระซ่อนเร้นใดๆ แต่มันอาจเป็นเพียงอนุสรณ์สถานแห่งความระลึกถึง—หนทางในการรักษาความทรงจำของนครอันเคยรุ่งโรจน์ในอดีตเอาไว้ บางทีมันอาจถูกสร้างขึ้นโดยใครบางคนที่เคารพศรัทธาในนครแห่งรัศมีดั้งเดิม เพื่อให้แน่ใจว่ามรดกของมันจะไม่ถูกลืมเลือน แม้ว่าผู้คนและจิตวิญญาณของเมืองจะสูญสิ้นไปตามกาลเวลาแล้วก็ตาม
ครู่ต่อมา พวกเขาก็มาถึงเบื้องล่างของขุนเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามอมตะ
“ทางเข้าอารามอมตะอยู่บนยอดเขานั่น” หงหลิงเอ่ยพลางก้าวเท้าขึ้นสู่บันไดขั้นแรก
เฟิ่งอวี้เสียงเลิกคิ้วเรียวด้วยความแปลกใจก่อนจะถามออกไป “เหตุใดเราจึงต้องเดินเท้า? ไยมิโผบินขึ้นไปเล่า?”
หงหลิงคลี่ยิ้มบางก่อนจะตอบกลับอย่างสงบนิ่ง “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ก็ลองดูสิ—ลองบินขึ้นไปดู”
เฟิ่งอวี้เสียงไม่ได้คิดอะไรมาก นางเริ่มรวบรวมพลังปราณในกายทันที ทว่าเมื่อนางพยายามจะทะยานร่างขึ้นสู่เวหา กลับพบว่าตนเองมิอาจควบคุมพลังวิญญาณได้เลย ราวกับมีอำนาจลึกลับบางอย่างเข้ามารบกวนและตัดขาดการเชื่อมต่อ
“เกิดอะไรขึ้น?” เฟิ่งอวี้เสียงพึมพำขณะพยายามรวบรวมพลังอีกครั้ง แต่พลังเหล่านั้นกลับสลายตัวไปอย่างรวดเร็วเพราะขาดการควบคุม
“แม้โลกใบนี้จะมีพลังปราณ—และพวกเราสามารถบ่มเพาะมันได้—แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เรากลับมิอาจควบคุมมันออกมาใช้ได้” หงหลิงเฉลยความจริง “พวกเราแทบมิแตกต่างไปจากปุถุชนธรรมดาเลยยามที่เหยียบย่างอยู่ในแดนเร้นลับแห่งนี้”
“เรื่องจริงงั้นหรือนี่?” เฟิ่งอวี้เสียงอุทานเบาๆ
เมื่อความสามารถในการใช้พลังวิญญาณถูกผนึกไว้ พวกเขาจึงถูกบีบบังคับให้ต้องเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นบันไดนับหมื่นขั้น
โชคยังดีที่แม้จะใช้พลังปราณไม่ได้ แต่ระดับการบ่มเพาะของพวกเขายังคงอยู่ ทำให้การปีนเขาครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เหนื่อยหอบจนเสียเหงื่อ มันเป็นเพียงความน่ารำคาญใจและไม่สะดวกสบายเท่านั้น
เมื่อบรรลุถึงยอดเขา พวกเขาก็พบกับพื้นที่ราบกว้างขวางซึ่งมีทัศนียภาพคล้ายคลึงกับยอดเขาเกลียวมังกรอย่างน่าประหลาด
ที่ขอบเขาเบื้องหน้า ประตูบานยักษ์สีทองอร่ามตั้งเด่นตระหง่านอยู่ เหนือประตูนั้นมีป้ายจารึกคำว่า ‘อารามอมตะ’ ด้วยอักขระที่ทรงพลังและสง่างาม แผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งอำนาจที่อยู่เหนือกาลเวลา
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นประตูอารามอมตะอีกครั้ง...” จี้หรันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและดวงตาที่เริ่มรื้นด้วยหยาดน้ำมลขณะจ้องมองไปยังประตูบานนั้น
“นั่นคืออารามอมตะงั้นหรือ? แล้วส่วนอื่นๆ ของสำนักเล่าอยู่ที่ใด?” ซีเม่ยลี่ถามด้วยความสงสัย
“ประตูบานนั้นคือค่ายกลเคลื่อนย้าย มันจะนำพาเราเข้าสู่อารามอมตะทันทีที่มันถูกเปิดออก” หยวนอธิบาย
หงหลิงพยักหน้าเห็นพ้อง “ถูกต้องแล้ว และมีเพียงผู้ที่มีตราประทับเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปภายในอารามอมตะได้ ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือจะต้องรออยู่ที่นี่”
“ดูเหมือนว่าผู้คนที่นี่จะมากกว่าสองหมื่นคนเสียอีก” ซีเม่ยลี่ตั้งข้อสังเกตหลังจากกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
แม้ว่าจะมีโควตาเพียงสองหมื่นที่นั่ง แต่บนยอดเขาแห่งนี้กลับมีผู้คนมาชุมนุมกันมากกว่าห้าหมื่นคน ซึ่งยังไม่นับรวมผู้คนอีกนับพันที่ยังคงปักหลักค้นหาบางสิ่งอยู่ในตัวเมืองเบื้องล่าง
“นายน้อย ท่านมีความเห็นเช่นไรเกี่ยวกับประตูบานนี้? สำหรับข้าแล้ว มันช่างดูสมจริงยิ่งนัก” จี้หรันเอ่ยถาม
หยวนหรี่ตาลงจ้องมองไปยังประตูทองคำนั้นอย่างพินิจพิจารณา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “มันดูสมจริงมากจริงๆ แต่ข้าก็มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่ามันคือของจริง หรือเป็นเพียงของจำลองที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบอีกชิ้นหนึ่ง”
“เหตุผลเดียวที่ข้ารู้ว่านครแห่งรัศมีเป็นของจำลอง ก็เพราะสิ่งของที่ข้าเคยทิ้งไว้ในที่พักเดิมในเมืองของจริงนั้นหายไป ทว่าสำหรับประตูบานนี้ ข้าไม่มีสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้เลย หากจะพูดไปแล้ว พวกท่านน่าจะคุ้นเคยกับมันมากกว่าข้าเสียอีก”
จี้หรันถอนหายใจยาว “น่าเศร่านักที่ข้าเองก็บอกไม่ได้ ข้าไม่ได้เห็นอารามอมตะมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว ความทรงจำของข้าจึงเลอะเลือนเกินกว่าจะเชื่อถือได้ พูดตามตรง ต่อให้ความทรงจำของข้าจะสมบูรณ์พร้อม ข้าก็ไม่คิดว่าจะแยกแยะความแตกต่างได้”
“ข้าเดาว่าเราคงจะมั่นใจได้ก็ต่อเมื่อได้เข้าไปข้างใน มันอาจจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างยิ่งยวด แต่ที่ข้ามาที่นี่ก็เพราะเหตุผลบางอย่าง” หยวนกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“เอาเถอะ พวกท่านอยากจะทำอะไรก็เชิญตามสบายจนกว่าอารามอมตะจะเปิด ข้าจะกลับไปหาอาจารย์ก่อนละนะ” หงหลิงเอ่ยขึ้นในเวลาต่อมา
“ตกลง ขอบใจเจ้ามากที่นำทาง” เฟิ่งอวี้เสียงกล่าว
เมื่อหงหลิงจากไป เฟิ่งอวี้เสียงก็เร้นกายกลับเข้าไปพักผ่อนในจุดตันเถียนของหยวนตามเดิม
“เดี๋ยวข้ามานะ” ถานซงอวิ๋นเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“เจ้าเจอคนรู้จักงั้นหรือ?” หยวนเดา
“ประมาณนั้นแหละ”
ถานซงอวิ๋นไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม นางเดินตรงไปยังกลุ่มคนและมุ่งหน้าไปหาหญิงสาวโฉมงามสองคนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
“ศิษย์พี่หลี่ ศิษย์พี่จาง สบายดีหรือไม่” ถานซงอวิ๋นเอ่ยทักทาย
“โอ้? นั่นศิษย์น้องถานไม่ใช่หรอกหรือ เจ้ามาทำอะไรที่นี่กัน?” หญิงสาวในชุดคลุมสีแดงเพลิงเอ่ยถาม
“ข้ามาเพื่อเข้าร่วมในแดนเร้นลับแห่งนี้ พวกท่านก็มาเข้าร่วมด้วยเช่นกันใช่หรือไม่?” ถานซงอวิ๋นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพและนุ่มนวล
กิริยาท่าทางของนางในยามนี้ช่างแตกต่างจากยามที่สนทนากับหยวนโดยสิ้นเชิง นางดูสง่างามและเยือกเย็น สมกับเป็น 'เทพธิดาพิณ' ผู้เลื่องชื่อก่อนที่หัวใจของนางจะแตกสลาย วาจาของนางแฝงไปด้วยความละเมียดละไมจนดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างให้หันมามองด้วยความชื่นชม
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.

