ตอนที่ 493
495 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 493 Growth Part 2
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 08:19
ลิธรักษาคำพูดของตน เขาติดต่อหาเพื่อนฝูงทุกคนก่อนจะออกเดินทางไกลอีกครั้ง ข่าวสารที่ได้รับมานั้นมีทั้งเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้ว และเรื่องที่เหนือความคาดหมายอยู่ไม่น้อย
“บ้าเอ๊ย! งานวันเกิดของเจอร์นี่ปีนี้ต้องวุ่นวายชวนปวดหัวแน่ๆ ผมได้แต่หวังว่าจะมีเหตุฉุกเฉินบางอย่างมาเป็นข้ออ้างให้ไม่ต้องไปร่วมงานได้นะ” ลิธสบถออกมาอย่างอดไม่ได้
“ไหนว่าคิดถึงเพื่อนไง” โซลัสพึมพำอย่างหงุดหงิด เธอรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และปรารถนาเพียงจะหลับใหลต่อไปให้นานกว่านี้ “พวกเขาจะฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ 25 นะ นายควรจะคาดไว้แล้วว่ามันต้องจัดยิ่งใหญ่ นายไม่ดีใจหรือไงที่จะได้เจอพวกลองก์ ฟลอเรีย และพรรคพวกคนอื่นๆ เสียที?”
“ไม่... ไม่เลยสักนิด” ลิธส่ายหัว “ถ้าผมไม่พาแฟนไปด้วย คามิลล่าก็จะคิดว่าผมยังมีเยื่อใยกับแฟนเก่า แต่ถ้าผมพาไปด้วยล่ะก็... สงครามประสาทระหว่างพวกเธอต้องเกิดขึ้นแน่ๆ แม้จะไม่มีการลงไม้ลงมือ แต่มันก็ไม่ใช่ภาพที่น่าดูเลยสักนิด ประสบการณ์จากโลกเก่ามันสอนผมมาแบบนั้น”
“นายกล้าพูดได้ยังไงว่าไม่รู้สึกอะไรกับฟลอเรียแล้ว? เหตุผลหนึ่งที่นายชวนคามิลล่าออกเดตก็เพราะเธอทำให้นายระลึกถึงฟลอเรียไม่ใช่หรือไง แม้แต่ตอนนี้ นายยังไม่ยอมเรียกชื่อเธอตรงๆ เลย เอาแต่เรียกว่า ‘แฟนเก่า’ ฉันว่ามันชัดเจนออกนะ” โซลัสเย้ยหยัน
“ผมไม่เคยลืมวันเวลาที่เรามีร่วมกันหรอก ผมติดค้างเธอไว้มาก... อาจจะมากกว่าที่ผมจะชดใช้ได้หมดในชาตินี้ด้วยซ้ำ แตอดีตก็คืออดีต” ลิธหัวเราะเบาๆ “ว่าแต่ว่า เช้านี้มีคนอารมณ์บูดแฮะ และคราวนี้ไม่ใช่ผมด้วย” คำพูดนั้นทำให้โซลัสรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
เธอมีความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับความสามารถใหม่ที่ได้รับมา และที่สำคัญที่สุดคือการที่เธอตัดสินใจปกปิดมันไว้ไม่ให้เขารู้ ความเหนื่อยล้าบวกกับความรู้สึกผิดที่สลัดไม่หลุดทำให้เธอเริ่มกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์
***
ลิธกลับเข้าสู่ภารกิจของตนอีกครั้ง ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาแทบไม่มีเวลาหยุดพักอยู่กับที่เลย หากไม่ใช่เพื่อกินหรือนอน ฤดูหนาวในแดนเหนือเริ่มต้นเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้หลายเมืองและหมู่บ้านตกอยู่ในสภาวะไม่พร้อมรับมือ
เขามักถูกทางการท้องถิ่นเรียกตัวไปเพื่อตัดสินข้อพิพาทเรื่องเสบียงอาหาร หรือให้ช่วยกำจัดภัยคุกคามที่ซุ่มซ่อนอยู่ แม้แต่พวกโจรป่าเองก็ยังต้องการที่หลบกำบังจากพายุหิมะ แต่ทว่าไม่มีใครอยากให้พวกเดนมนุษย์เหล่านั้นมาอาศัยอยู่ร่วมชายคาด้วย
อาชญากรเหล่านี้พยายามแฝงตัวเข้าสู่เขตชุมชนในนาทีสุดท้าย โดยหวังว่าจะรอดพ้นจากการตรวจจับในเขตสลัมของเมืองขนาดกลาง หรือใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของหมู่บ้านเล็กๆ
ทว่าโชคร้ายสำหรับพวกมัน เพราะผู้คนในแดนเหนือนั้นหฤโหดและไร้ความเมตตาไม่ต่างจากสภาพภูมิอากาศ พวกเขาเกลียดชังแม้แต่คนนอกที่สวมเครื่องแบบของอาณาจักร นับประสาอะไรกับพวกหน้าหนังผีที่แม้แต่แม่แท้ๆ ยังเมินหน้าหนี
ทันทีที่ลิธไปถึงหมู่บ้าน เขาจะมอบทางเลือกให้พวกมันเพียงสองทาง: จะใช้เวลาที่เหลือของฤดูหนาวในคุก หรือจะนอนสงบนิ่งอยู่ในสุสาน การเนรเทศพวกมันออกไปไม่ใช่ทางเลือก เพราะทันทีที่เขาลับตาไป พวกมันก็จะย้อนกลับมาอีกครั้ง และเขาก็ไม่มีเวลามากพอจะมาเสียไปกับความเมตตาอันไร้ค่า
บางคนพยายามหลบหนี ขณะที่พวกที่ใจกล้าหน่อยก็พยายามขัดขืนการจับกุม แต่ทว่าจุดจบของพวกมันล้วนไม่ต่างกัน... กระดูกคอหักสะบั้นด้วยการสะบัดข้อมือเพียงคราเดียวและสัมผัสจากเวทวิญญาณอันเย็นเยียบ
‘ดูเหมือนว่าจนกว่าผู้คนจะลงหลักปักฐานรับฤดูหนาวได้สำเร็จ เราคงต้องเดินทางไปมาทั่วภูมิภาคเคลลันแบบนี้อีกพักใหญ่เลยล่ะ’ ลิธครุ่นคิด
“ใช่ นายคงไม่ได้กลับบ้านไปอีกนานเลย ฉันก็นึกว่านายจะบ่นอุบเหมือนทุกที แต่กลับยิ้มออกเฉยเลยนะ” โซลัสรู้สึกสับสนเมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายของเขา
‘ฉันคงจะบ่นถ้าเป็นเรนเจอร์ปกติที่ต้องติดแหง็กอยู่กลางพายุหิมะในที่ห่างไกลความเจริญ แต่ฉันมันพวกคนดวงดีที่มีหอคอยจอมเวทไว้หลบภัย แถมยังมีเพื่อนแท้เพียงคนเดียวอยู่เคียงข้างแบบนี้ไงล่ะ’
ลิธกำลังรับประทานอาหารมื้อร้อนแรงที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอยู่ในห้องอาหารที่โซลัสสร้างขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะ
‘ทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว และคามิลล่า... นานมากแล้วนะที่เราไม่ได้มีเวลาอยู่กันตามลำพังแค่เราสองคนแบบนี้’ เขาลูบกลุ่มแสงที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าเบาๆ
‘แม้เราจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ฉันก็ยังคิดถึงเธอมากนะโซลัส ฉันหวังจริงๆ ว่าเราจะสามารถร่วมโต๊ะอาหารมื้อนี้ไปด้วยกันได้’ แสงสว่างภายในหอคอยพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับผลบีทรูท
ไม่ใช่เพียงเพราะการสัมผัสทางกายที่เริ่มจะดูขัดเขินขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เธอได้รับกายาของมนุษย์มา แต่เป็นเพราะความจริงแล้วเธอเพิ่งจะอิ่มหนำสำราญกับมื้ออาหารของตนเองไปในขณะที่ลิธกำลังจัดเตรียมห้องปฏิบัติการสำหรับงานหลอมสร้างครั้งถัดไปต่างหาก
“ความคิดเรื่องการใช้เวลาที่มีคุณภาพของนายนี่มันแปลกประหลาดสิ้นดี!” โซลัสส่งกระแสจิตประชดประชัน
“นายใช้การเชื่อมต่อทางจิตเพื่อสื่อสารโดยไม่ต้องหยุดกินเพื่อประหยัดเวลา และตั้งแต่เราติดแหง็กอยู่ที่นี่ เราก็ไม่ทำอะไรเลยนอกจากหมกมุ่นอยู่กับเวทมนตร์ เราน่าจะงีบหลับ ดูหนัง อ่านนิยาย หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งาน!”
‘เธอล้อเล่นใช่ไหม? เราสองคนไม่จำเป็นต้องนอน หนังที่ดูได้ก็มีแต่เรื่องที่ฉันจำได้ขึ้นใจ ส่วนนิยายเราก็อ่านมันจบในพริบตาด้วยโซลัสพีเดีย การทำเรื่องพวกนั้นมันคือการเสียเวลาอันมีค่าชัดๆ’ ลิธรู้สึกงุนงงกับพฤติกรรมในช่วงนี้ของเธอ
ที่ผ่านมาเธอมักจะเคี่ยวเข็นให้เขาพักผ่อนเป็นประจำและชอบการออดอ้อนคลอเคลีย แต่พักหลังมานี้เธอดูจะดื้อรั้นเป็นพิเศษ ความจริงแล้วโซลัสกำลังพยายามทำตามคำแนะนำของทิสต้าที่อยากให้เธอเริ่มใช้ชีวิตในแบบของตัวเองบ้าง
แต่ทว่าในเมื่อเธอสามารถปรากฏกายหยาบได้เพียงภายในหอคอย และสามารถทำตามใจชอบได้เฉพาะตอนที่เขาหลับใหลเท่านั้น โอกาสที่จะได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ จึงมีอยู่น้อยนิด
ซ้ำร้าย โซลัสเองก็ชอบการได้ใช้เวลาร่วมกับเขาจริงๆ และในพจนานุกรมของเธอ “การทำงาน” ไม่ถูกนับว่าเป็นเวลาที่มีคุณภาพ
‘อีกอย่าง ฉันไม่สนหรอกว่าเราจะทำอะไร ตราบใดที่เราอยู่ด้วยกัน สำหรับฉันมันก็เหมือนวันหยุดนั่นแหละ’ ลิธย้ำคำพูดของตนด้วยการโอบกอดกลุ่มแสงนั้นไว้แน่น ส่งผลให้ห้องอาหารเปลี่ยนสีเป็นสีแดงฉานยิ่งกว่าเดิม
ในที่สุดพวกเขาก็หาจุดสมดุลร่วมกันได้ ลิธจะเป็นคนตัดสินใจสิ่งที่ต้องทำเป็นเวลา 16 ชั่วโมงต่อวัน และโซลัสจะเป็นคนดูแลเวลาที่เหลืออีก 8 ชั่วโมง เมื่อพายุหิมะสงบลง ลิธก็สามารถดัดแปลงเวทมนตร์ใหม่ๆ ที่ได้รับรางวัลจากราชวงศ์ให้กลายเป็นเวทมนตร์แท้จริงได้สำเร็จ และมีความเข้าใจในเวทระดับพื้นฐานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เมื่อโซลัสสังเกตเห็นว่า แม้ในยามที่เธอบังคับให้เขาพักผ่อน ลิธก็ยังแอบฝึกฝน “การควบแน่น” เพื่อขัดเกลาแกนพลังของตนให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เธอก็เกือบจะระเบิดอารมณ์ใส่เขาเสียแล้ว
ทว่าเมื่อเธอมุ่งเน้นการเชื่อมต่อทางจิต สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในความคิดของเขาก็คือความหวังที่ว่า หากเขาสามารถยกระดับแกนพลังได้สำเร็จ เขาอาจจะช่วยให้เธอได้รับ “ร่างแสง” ที่แท้จริงมาครอบครอง (โดยหารู้ไม่ว่าเธอได้รับมันมาแล้ว)
โซลัสรู้สึกตื้นตันใจอย่างลึกซึ้งต่อความปรารถนาดีของเขา และตระหนักได้อีกครั้งว่าเธอมีที่พำนักที่แสนพิเศษอยู่ในหัวใจของชายผู้นี้เสมอมา
ไม่กี่วันต่อมา พวกเขามาถึงสุดเขตซากปรักหักพังแห่งคุช สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้มีพลังชีวิตที่กล้าแกร่งเสียจนพวกมันสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้แม้จะถูกเวทมนตร์แห่งความมืดบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงก็ตาม
ลิธกำลังศึกษากระแสพลังชีวิตที่ดูคล้ายวิญญาณของอสุรกายที่เพิ่งถูกสังหารด้วยทักษะเนตรสำรวจ (Scanner) ไม่มีเวทมนตร์บทใดในสายศาสตร์สลักร่างระดับ 5 ของเขาที่จะสามารถสั่นคลอนหรือเปลี่ยนแปลงร่างโปร่งแสงตรงหน้าได้เลย ร่างนั้นกำลังรวบรวมเศษซากของตนเองที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศอย่างเงียบเชียบ
‘ถ้าพลังชีวิตของฉันมั่นคงและไม่เปลี่ยนแปรเหมือนพวกมัน... ฉันคงเข้าถึงความเป็นอมตะได้แน่’ เขาครุ่นคิด ก่อนที่เครื่องรางสื่อสารของกองทัพจะแผดเสียงเตือนทำลายสมาธิของเขา
“เวรกรรม! สายเข้าอีกแล้ว”
‘เรื่องทะเลาะเบาะแว้งของพวกขุนนาง หรือว่าเป็นพวกโจรป่าอีกล่ะ?’ โซลัสถามขึ้น
‘ไม่ใช่ทั้งคู่’ เขาตอบหลังจากที่การสื่อสารสิ้นสุดลง ‘ฝูงสัตว์ประหลาดกำลังจะบุกถล่มเมืองเมโคช!’
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.