ตอนที่ 5220
5218 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 5220 – North-South Army’s Casualties
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 14:40
## **บทที่ 5220 - ความสูญเสียของกองทัพอุดร-ทักษิณ**
**ผู้แปล: Silavin & Sara**
**ผู้ตรวจทานคำแปล: PewPewLazerGun**
**บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys**
---
จักรวาลน้อยที่แทบจะเหือดแห้งของหยางไค่เริ่มฟื้นคืนพละกำลังอย่างเชื่องช้า ทว่าความคืบหน้านั้นเปรียบได้ดั่งสายน้ำที่รินไหลสู่บ่อลึกไร้ก้นบึ้ง เขาจึงเค้นพลังที่เหลืออยู่โยนเม็ดยาเข้าปากเพื่อเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้น
ในชั่วพริบตาถัดมา ร่างของเขาก็ทะยานลุกขึ้นยืนพร้อมกับเฝ้าระวังรอบทิศทางอย่างตื่นตัว
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของยอดฝีมือขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นอันดับแปดจากที่ห่างไกลออกไป และมันกำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ทว่าหลังจากตระหนักถึงทิศทางที่มาของกลิ่นอายนั้น หยางไค่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กลิ่นอายนั้นมาจากทิศทางของด่านพสุธาวิวัฒน์ และหากคาดเดาไม่ผิด ต้นกำเนิดของมันคือหนึ่งในผู้บัญชาการกองพลระดับแปดแห่งกองทัพอุดร-ทักษิณ
ดูเหมือนว่าทหารมนุษย์ราว 30 นายที่กลับไปยังเรือรบชำระล้างหมึกผ่านค่ายกลจักรวาลคงได้รายงานข่าวให้เบื้องบนทราบแล้ว ด้วยเหตุนี้ กองทัพอุดร-ทักษิณจึงได้ส่งยอดฝีมือระดับแปดนายหนึ่งมาตรวจสอบสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
และเป็นจริงดังคาด เพียงครู่ต่อมา ยอดฝีมือขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นอันดับแปดร่างเล็กผอมบางผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าหยางไค่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาพินิจพิเคราะห์หยางไค่อยู่ครู่หนึ่งและลอบตกตะลึงกับความรุนแรงของบาดแผลที่อีกฝ่ายได้รับ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แต่จากสภาพของหยางไค่ในตอนนี้ ก็เพียงพอที่จะบอกได้ว่าเขาเพิ่งผ่านการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายมาหมาดๆ
หลังจากกวาดตามองไปรอบๆ และสังเกตเห็นว่าหยางไค่อยู่เพียงลำพัง เขาก็เอ่ยถาม “ผู้เฒ่าผู้นี้คือชาผู่ ผู้บัญชาการกองพลที่ 4 แห่งกองทัพอุดร ข้ามาที่นี่ในภารกิจกู้ภัยภายใต้คำสั่งของผู้บัญชาการทัพ เจ้าคือหยางไค่ใช่หรือไม่?”
“ขอรับ” หยางไค่พยักหน้า
“แล้วสาวกหมึกระดับแปดเล่า?”
“ตายแล้ว”
“เจ้าสังหารเขางั้นรึ?” ชาผู่ฉายแววตกตะลึงอย่างไม่อาจปิดบัง
“สาวกหมึกผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสและสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปส่วนใหญ่ ผู้น้อยเพียงโชคดีที่สามารถคว้าชัยมาได้อย่างฉิวเฉียด” หยางไค่ตอบ
ชาผู่พยักหน้าเบาๆ โดยไม่ซักไซ้ต่อ “เช่นนั้นก็ตามข้ามา เราจะกลับไปรวมกับกองทัพที่เหลือ” เขาไม่ได้ถามว่าหยางไค่สังหารสาวกหมึกระดับแปดได้อย่างไร แม้ว่าสาวกหมึกผู้นั้นจะบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังเป็นยอดฝีมือระดับแปด
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหยางไค่ยังคงยืนอยู่ที่นี่และสาวกหมึกระดับแปดผู้นั้นได้หายสาบสูญไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าหยางไค่เป็นผู้ชนะจริงๆ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องไต่สวนให้มากความ
“ได้โปรดรอสักครู่ ท่านอาวุโส ยังมีอีกคนหนึ่ง” หยางไค่กล่าวจบ ร่างของเขาก็พลันสั่นไหวและหายวับไปในทันที
ชาผู่เลิกคิ้วขึ้น “หลักแห่งห้วงมิติ!”
แน่นอนว่าหยางไค่จากไปเพื่อตามหายอดฝีมือสตรีขอบเขตโอเพ่นเฮเว่นอันดับเจ็ดที่เขาผลักส่งออกไปในห้วงลึกแห่งความว่างเปล่าก่อนหน้านี้ เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะดูแลใครได้ในระหว่างการต่อสู้กับสาวกหมึกระดับแปด จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งนางออกไปให้ไกลก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น
ทว่าตอนที่ส่งนางออกไป หยางไค่ได้ทิ้งประทับมิติไว้กับนาง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาที่จะระบุตำแหน่งของนาง
ด้วยระลอกคลื่นแห่งหลักแห่งห้วงมิติ ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นข้างกายของสตรีผู้หมดสติ
หยางไค่รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่พบนางไม่ได้รับอันตรายจากการต่อสู้ระหว่างเขากับสาวกหมึกระดับแปด นางยังคงหมดสติและล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าเนื่องจากแรงที่เขาส่งออกไปก่อนหน้านี้
เขาคว้าตัวนางไว้และกลับมาอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้า เขาก็กลับมาอยู่เบื้องหน้าชาผู่
“เจ้าทำได้ดีมาก” ชาผู่เอ่ยชม “ยังพอมีแรงเหลือพอที่จะกระตุ้นใช้กฎเคลื่อนย้ายจักรวาลหรือไม่?”
“มีขอรับ” หยางไค่ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ยอดเยี่ยม ใช้มันและกลับไปยังเรือรบชำระล้างหมึกของกองทัพเถิด” ชาผู่รับร่างของสตรีผู้นั้นจากหยางไค่และนำนางเข้าไปเก็บไว้ในจักรวาลน้อยของเขา
จากนั้นเขาก็รอจนกระทั่งหยางไค่จากไปด้วยกฎเคลื่อนย้ายจักรวาลได้สำเร็จก่อนจะใช้มันตามไป
ทันทีที่คนทั้งสองเดินออกจากค่ายกลจักรวาลบนเรือรบชำระล้างหมึกและเหยียบลงบนดาดฟ้าเรือ หยางไค่ก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังอันไร้ปรานีที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องจากระยะไกล ดูราวกับว่ากลิ่นอายแห่งชีวิตกำลังดับสูญไปในทุกชั่วลมหายใจ
ดูเหมือนว่ากองทัพอุดร-ทักษิณยังคงไล่ล่ากองทัพเผ่าหมึกที่กำลังหลบหนีกลับไปยังด่านพสุธาวิวัฒน์ จากสถานการณ์ในตอนนี้ กองทัพทั้งสองคงปะทะกันมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว
หมี่จิงหลุนกำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ จ้องมองไปยังแดนไกลด้วยดวงตาทอประกาย
เมื่อสังเกตเห็นการมาถึงของใครบางคน หมี่จิงหลุนก็หันกลับมาและถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าหยางไค่ยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี แม้ว่าจะดูน่าสังเวชและอ่อนล้าอย่างยิ่งก็ตาม
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างอาจไม่ทราบถึงความสำคัญของหยางไค่ แต่ในฐานะผู้บัญชาการทัพ หมี่จิงหลุนตระหนักถึงสถานการณ์เป็นอย่างดี
แม้ว่าหยางไค่จะอยู่เพียงระดับเจ็ด แต่การมีอยู่ของเขามีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการฟื้นฟูพละกำลังของท่านบรรพชน ในการทัพเพื่อทวงคืนด่านพสุธาวิวัฒน์ครั้งนี้ ท่านบรรพชนได้ร้องขอให้หยางไค่ติดตามมาด้วยโดยเฉพาะ เพื่อใช้ประโยชน์จากจักรวาลน้อยของเขาในการฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็ว
หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับหยางไค่ ท่านบรรพชนก็จะสูญเสียแหล่งสนับสนุนที่สำคัญไป นั่นจะไม่เป็นการเพิ่มความยากลำบากในการทวงคืนด่านพสุธาวิวัฒน์ให้ทวีคูณขึ้นหรอกหรือ?
ก่อนหน้านี้ หมี่จิงหลุนได้สั่งให้หยางไค่พักฟื้นเพราะเขาไม่ต้องการให้หยางไค่เข้าร่วมการต่อสู้ระลอกถัดไปและทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย ใครเลยจะล่วงรู้ว่ายังมีสาวกหมึกระดับแปดที่รอดชีวิตจากการแสร้งตายในสนามรบแรกเริ่ม?
หมี่จิงหลุนแทบจะกระโจนตัวลอยด้วยความตื่นตระหนกเมื่อได้ยินข่าวและส่งชาผู่ไปช่วยหยางไค่ในทันที
โชคดีที่หยางไค่ปลอดภัย
ชาผู่เดินเข้ามาหาหมี่จิงหลุนและใช้สัมผัสเทวะของเขารายงานสรุปสิ่งที่ตนรู้
สีหน้าของหมี่จิงหลุนแปรเปลี่ยนเป็นพิลึกพิลั่นเล็กน้อยขณะที่พยักหน้าเบาๆ
ชาผู่ได้นำยอดฝีมือสตรีระดับเจ็ดที่เขาเก็บไว้ในจักรวาลน้อยออกมาและส่งมอบให้นายทหารใกล้ๆ ก่อนที่เขาจะกระโจนกลับเข้าไปในสนามรบ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการต่อสู้ที่เหลือ แค่พักผ่อนและรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าเสีย” หมี่จิงหลุนเหลือบมองหยางไค่และกล่าวเสริม “บาดแผลจากกระบี่นั้นรับมือได้ยากกว่าเล็กน้อย จำไว้ว่าต้องกำจัดปราณกระบี่และเจตนากระบี่ออกให้หมดเมื่อเจ้าทำการรักษา”
“ผู้น้อยเข้าใจ” หยางไค่พยักหน้าและมองออกไปไกล แม้ว่าการต่อสู้จะดุเดือด แต่เขาก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสถานการณ์ของทั้งสองกองทัพเป็นอย่างไร เขาจึงต้องเอ่ยถาม “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างขอรับ ท่านอาวุโส?”
หมี่จิงหลุนยิ้มบางๆ “ก็ถือว่าราบรื่นดี”
“เราสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดได้หรือไม่?” ดวงตาของหยางไค่สว่างวาบ
หมี่จิงหลุนส่ายหน้า “นั่นคงจะยากสักหน่อย พวกมันยังมีสาวกหมึกระดับแปดอยู่จำนวนไม่น้อย เป็นการยากที่เราจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก”
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะพบสาวกหมึกระดับสูงจำนวนมากถึงเพียงนี้ที่สมรภูมิพสุธาวิวัฒน์ แต่กระนั้น ด่านพสุธาวิวัฒน์ก็สูญหายไปเป็นเวลากว่า 30,000 ปีแล้ว เป็นที่แน่ชัดว่าสาวกหมึกจำนวนมากที่ถูกครอบงำเมื่อหลายปีก่อนมีเวลาเพียงพอที่จะเติบโตในด้านพละกำลัง ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ที่นี่จะเป็นอย่างไร และบัดนี้เมื่อพวกเขาได้เผชิญหน้ากับเผ่าหมึกและตระหนักถึงความจริงข้อนี้ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
“หากเผ่าหมึกที่ด่านพสุธาวิวัฒน์ไม่ยกทัพมาช่วย พวกเราก็ยังพอมีความเป็นไปได้ที่จะจัดการพวกมันทั้งหมด แต่หากพวกมันส่งกำลังเสริมมา เราก็คงต้องหลีกเลี่ยงการปะทะไปก่อน”
กองทัพเผ่าหมึกเคลื่อนไหวอย่างมีกลยุทธ์ เมื่อผู้บัญชาการของพวกมันตระหนักว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี เขาก็สั่งถอยทัพกลับไปยังด่านพสุธาวิวัฒน์ในทันที เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการอาศัยกำลังของเผ่าหมึกที่ด่านพสุธาวิวัฒน์เพื่อยันกองทัพอุดร-ทักษิณเอาไว้ หากกองทหารข้าศึกชุดใหม่ยกมาช่วย กองทัพอุดร-ทักษิณก็จะถูกบีบให้ต้องถอยทัพ
หลังจากสังเกตการณ์การต่อสู้จากบนดาดฟ้าเรืออีกครู่หนึ่ง หยางไค่ก็โค้งคำนับและขอตัว “ผู้น้อยจะขอตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บก่อน”
“ไปเถอะ” หมี่จิงหลุนโบกมือไล่
มีคนนำทางและช่วยให้เขาเข้าพักในห้องหนึ่งบนเรือรบชำระล้างหมึก
ห้องพักนั้นได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกลวิญญาณมากมายที่สกัดกั้นทุกสิ่งจากภายนอก ดังนั้นหยางไค่จึงสามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างสงบ
พลังในการฟื้นฟูอันน่าทึ่งของเขากำลังแสดงประสิทธิภาพสูงสุดออกมา ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หยางไค่ก็ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเกือบทั้งหมดและกำจัดเจตนากระบี่และปราณกระบี่ที่สร้างความเสียหายภายในบาดแผลของเขาจนหมดสิ้น สิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้คือการฟื้นฟูพละกำลังที่หมดไปอย่างช้าๆ
ด้วยเหตุนี้ หยางไค่จึงไม่ได้รักษาอาการบาดเจ็บต่อ เขาเปิดประตูและเดินออกไป
ทุกอย่างเงียบสงัด ปราศจากความผันผวนของพลังงานที่สัมผัสได้ หรือแม้แต่เสียงของการต่อสู้ ดูเหมือนว่าการรบได้สิ้นสุดลงแล้วในที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร
หลังจากหาทิศทางที่ถูกต้องได้แล้ว หยางไค่ก็ออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังห้องประชุมของเรือรบชำระล้างหมึก
ระหว่างทาง เขาได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อเขา เขาหันไปมองและเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
เป็นหัวหน้าหน่วยระดับเจ็ดแห่งหน่วยวายุเร้นนั่นเอง
“อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง สหายหยาง?” หัวหน้าหน่วยเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าฟื้นตัวเกือบสมบูรณ์แล้ว” หยางไค่กล่าว
หัวหน้าหน่วยวายุเร้นพยักหน้าและกล่าว “นั่นก็ดีแล้ว ข้าได้ยินมาว่าเจ้าคอยเฝ้าระวังในสนามรบตอนที่กองทัพส่วนใหญ่ถอนกำลัง และได้เผชิญหน้ากับสาวกหมึกระดับแปดที่รอดชีวิตจากการแสร้งตาย พวกเราเป็นห่วงเจ้ามาก ต่อมาก็ได้ยินว่าท่านลุงชาได้ไปรับเจ้ากลับมาด้วยตนเอง”
ระหว่างการต่อสู้ในสนามรบก่อนหน้านี้ หน่วยวายุเร้นและหน่วยหมาป่าเหมันต์ สองหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหยางไค่ หยางไค่เป็นผู้นำ และทั้งสองหน่วยก็คอยติดตามเขาอย่างใกล้ชิดขณะที่พวกเขาเคลื่อนพลผ่านสนามรบเพื่อสังหารหมู่ศัตรู
พวกเขาได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่และสร้างสายสัมพันธ์ผ่านการรบครั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้น พลังแห่งมรดกที่หยางไค่ได้แสดงออกในสนามรบยังทำให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งสองต้องทึ่งในความสามารถของเขาอย่างสุดซึ้ง
ดังนั้น แม้ว่านี่จะเป็นการพบกันครั้งที่สองเท่านั้น แต่ชายทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนแปลกหน้าต่อกันเลย
ในสนามรบมักเป็นเช่นนี้ ความคุ้นเคยหรือความสัมพันธ์ก่อนหน้านี้ไม่สำคัญ เพียงแค่การเป็นสหายร่วมรบก็เพียงพอที่จะทลายทุกระยะห่างระหว่างผู้คนได้แล้ว
ในระหว่างการรบหลัก หน่วยวายุเร้นและหน่วยหมาป่าเหมันต์ได้สูบสิ้นพละกำลังทั้งหมดและไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลับมายังเรือรบชำระล้างหมึก อย่างไรก็ตาม หยางไค่ยังคงทะลวงฝ่าสนามรบเพียงลำพังต่อไป และทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้งสองยืนอยู่บนเรือรบชำระล้างหมึกและเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะพุ่งออกไปต่อสู้เคียงข้างหยางไค่ แต่พวกเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้ว การไม่สามารถยืนหยัดเคียงข้างเขาจนถึงที่สุดได้กลายเป็นความเสียใจอย่างใหญ่หลวง
“ขออภัยที่ต้องถาม แต่ข้าจะขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่ ศิษย์พี่?” หยางไค่ถามอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย
พวกเขาได้ผ่านการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตายมาด้วยกัน แต่หยางไค่ยังคงไม่รู้ชื่อของชายอีกคน
หัวหน้าหน่วยวายุเร้นหัวเราะอย่างเต็มเสียง “ข้าลืมบอกชื่อของข้าไป สหายหยาง ข้ามีชื่อว่าหม่าเกา”
“ที่แท้ก็คือศิษย์พี่หม่า!” หยางไค่ประสานหมัดคารวะก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ศิษย์พี่หม่า ผลของการรบเป็นอย่างไรบ้าง? อย่างที่ท่านทราบ ข้ากำลังรักษาอาการบาดเจ็บหลังจากกลับมาจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในท้ายที่สุด”
หยางไค่ตั้งใจจะไปสอบถามจากหมี่จิงหลุน แต่ในเมื่อเขาได้พบกับหม่าเกาแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะถามจากเขาแทน
หม่าเกาถอนหายใจเมื่อได้ยินคำถามนั้น
หัวใจของหยางไค่กระตุกวูบกับปฏิกิริยาของหม่าเกา “มีเรื่องอันใดรึ? หรือว่าสถานการณ์ของฝ่ายมนุษย์เราไม่สู้ดี?”
หยางไค่รู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้หลังจากที่ได้พูดคุยกับหมี่จิงหลุนก่อนที่เขาจะไปรักษาอาการบาดเจ็บ เพราะอีกฝ่ายบอกว่าสถานการณ์ของฝ่ายมนุษย์กำลังเป็นไปด้วยดี
*หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้นจนทำให้สถานการณ์พลิกผัน?*
“ไม่เลย สถานการณ์ของฝ่ายมนุษย์เราไม่ได้เลวร้าย ในระหว่างการรบ กองทัพอุดร-ทักษิณของเราสามารถสังหารกองทัพเผ่าหมึกไปได้กว่า 300,000 ตน พร้อมกับเจ้าครองแคว้น 6 ตน และสาวกหมึกระดับแปดอีกกว่า 20 ตน อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำหรับเรา” หม่าเกาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “แต่... เราก็ประสบกับความสูญเสียไม่น้อยเช่นกัน”
“เท่าใดกัน?”
“ผู้บัญชาการกองพลระดับแปดสี่นาย และเหล่าทหารกล้าที่อยู่ใต้ระดับแปดอีกสามพันคน” หม่าเการายงานด้วยน้ำเสียงโศกสลด
หยางไค่แข็งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
หากนับเพียงแค่ตัวเลข ฝ่ายมนุษย์สูญเสียน้อยกว่าหนึ่งในสิบของเผ่าหมึก แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่จะประเมินความสูญเสียจากสงครามได้
นับตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มเฝ้าระวังอยู่บนสมรภูมิหมึกตามด่านใหญ่ต่างๆ ไม่เคยมีการรบครั้งใดที่มีผู้เสียชีวิตมากเท่านี้มาก่อน ยกเว้นการรบครั้งที่ด่านพสุธาวิวัฒน์ต้องสูญเสียไป การสูญเสียผู้บัญชาการกองพลระดับแปดถึงสี่นายนั้นสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกองทัพอุดรและทักษิณแห่งพสุธาวิวัฒน์เป็นอย่างยิ่ง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.