ตอนที่ 5226
5224 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 5226 – Help With Healing
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 14:40
## ตอนที่ 5226 – ความช่วยเหลือเพื่อการเยียวยา
**ผู้แปล: ศิลวินทร์ และ จอน**
**ผู้ตรวจทานคำแปล: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน**
**บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: ลีโอแห่งเขาไซออน และ เดล ไลเกอร์คีย์**
---
เหล่าเจ้าผู้ครองดินแดนต่างถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน ทว่าก็ยังมิอาจหาข้อสรุปได้ ในเมื่อจอมราชันย์ได้กลับมาแล้ว ผู้ที่จะชี้ขาดก็ย่อมต้องเป็นเขา
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จอมราชันย์จึงกล่าว “จงปกป้องนครหลวงสุดชีวิต ตราบใดที่พวกมนุษย์ยังไม่บุกเข้ามา พวกเจ้าทุกคนก็ห้ามเคลื่อนไหวเป็นอันขาด”
แล้วเขาก็หันไปมองเจ้าผู้ครองดินแดนที่มีลักษณะคล้ายเต่า พร้อมประกาศก้อง “เช่อคง เจ้าจักเป็นผู้บัญชาการศึกนี้ ระหว่างที่ข้าพักฟื้น เจ้าจงนำทัพเจ้าผู้ครองดินแดนคนอื่นๆ ปกป้องนครหลวงไว้”
เจ้าผู้ครองดินแดนนามเช่อคงโค้งคำนับเล็กน้อย “พ่ะย่ะค่ะ ใต้เท้า”
จอมราชันย์ไม่เสียเวลาเอ่ยปากเตือนเหล่าเจ้าผู้ครองดินแดนคนอื่นๆ ว่าพวกเขาจะถูกลงทัณฑ์หากไม่เชื่อฟังเช่อคง หากปราศจากคำสั่งของจอมราชันย์แล้ว เจ้าผู้ครองดินแดนเหล่านี้ล้วนมีสถานะทัดเทียมกัน ซึ่งนั่นเป็นบ่อเกิดแห่งความแตกแยก ทว่าเมื่อจอมราชันย์มีบัญชา พวกเขาย่อมต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ยิ่งไปกว่านั้น เช่อคงผู้มีลักษณะคล้ายเต่าชราผู้นี้ ยังเป็นหนึ่งในเจ้าผู้ครองดินแดนที่แข็งแกร่งและมีความสามารถสูงส่งที่สุด
เขาคือหนึ่งในเจ้าผู้ครองดินแดนที่เคยเข้าร่วมการโจมตีบรรพชนแห่งด่านพสุธาวิวัฒน์ และรอดชีวิตมาได้เมื่อสามหมื่นปีก่อน
เขาไม่เพียงแค่เข้าร่วมในศึกเพื่อยึดครองด่านพสุธาวิวัฒน์เท่านั้น แต่ยังเคยได้ประมือกับบรรพชนแห่งด่านพสุธาวิวัฒน์โดยตรง
แม้จักได้ประมือกับบรรพชนท่านนั้นเพียงสามกระบวนท่า ทว่าราคาค่างวดที่ต้องชดใช้คือการจำศีลยาวนานถึงแปดร้อยปีเต็ม รอยแผลน่าสะพรึงบนกระดองเต่าบนแผ่นหลังของเขายังคงไม่สมานตัวดีจนถึงทุกวันนี้
นั่นคือบาดแผลที่ได้รับจากบรรพชนแห่งด่านพสุธาวิวัฒน์
ในฐานะเจ้าผู้ครองดินแดน เขาอยู่เหนือกว่าผู้อื่นในขอบเขตเดียวกัน เพราะเคยรอดชีวิตจากการต่อสู้กับบรรพชนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เหล่าเจ้าผู้ครองดินแดนคนอื่นๆ จึงไม่มีผู้ใดคัดค้านเมื่อจอมราชันย์แต่งตั้งให้เช่อคงเป็นผู้บัญชาการทัพ
เช่อคงเป็นหนึ่งในเจ้าผู้ครองดินแดนฝ่ายอนุรักษนิยม และเป็นเพราะบารมีของเขาเป็นส่วนใหญ่ ที่ทำให้เหล่าเจ้าผู้ครองดินแดนฝ่ายรุกรานซึ่งมีจำนวนมากกว่า ไม่สามารถเปิดฉากโจมตีพวกมนุษย์ได้
หลังจากจอมราชันย์ออกคำสั่งแล้ว เขาก็กลับไปยังรังหมึกทมิฬในนครหลวงเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ในไม่ช้า ทรัพยากรจำนวนมหาศาลก็ถูกส่งไปยังรังหมึกทมิฬและถูกโยนลงไปในสระหมึกเพื่อสร้างพลังแห่งหมึกทมิฬ
ความคิดของจอมราชันย์นั้นเรียบง่าย
ในเมื่อพวกเขาพลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการเปิดฉากโจมตีไปแล้ว การลงมือในตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ ดูจากรูปการณ์แล้ว พวกมนุษย์ยังไม่มีเจตนาจะบุกนครหลวงในทันที ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงน่าจะสงบศึกกันไปอีกระยะหนึ่ง แม้ว่าการเผชิญหน้าจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม
เขาสามารถฉวยโอกาสนี้เพื่อพักฟื้นร่างกายได้
แม้จะพ่ายแพ้ในการต่อสู้ แต่เขาสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าบรรพชนมากนัก เพราะมีรังหมึกทมิฬคอยสนับสนุน
เขาได้เรียนรู้ข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่งจากจอมราชันย์แห่งสมรภูมหยินหยาง บรรพชนที่มาเยือนครานี้ฝึกฝนเคล็ดวิชาประหลาดซึ่งนับว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแม้ในหมู่มนุษย์ด้วยกันเอง และเพราะความพิเศษของมันนี่เอง ที่ทำให้นางฟื้นตัวได้ยากยิ่งเมื่อได้รับบาดเจ็บ นางต้องการสิ่งที่เรียกว่า “แก่นสารแห่งโลกิยะ” (Bustling World Essence) เพื่อช่วยเยียวยาอาการบาดเจ็บ
ที่ด่านหยินหยาง บรรพชนผู้นั้นมีกลไกบางอย่างที่จัดเตรียมไว้เพื่อช่วยให้นางฟื้นตัวได้ แต่ที่สมรภูมิพสุธาวิวัฒน์แห่งนี้ นางไม่มีความสะดวกสบายเช่นนั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ยิ่งเวลายืดเยื้อออกไป เขาก็จะยิ่งฟื้นตัวได้เร็วกว่าบรรพชน เมื่อเขาฟื้นคืนสู่สภาพสมบูรณ์ การสังหารนางก็จะเป็นเรื่องง่ายดาย
เมื่อถึงยามนั้น เขาจะทำให้นางต้องชดใช้ที่บังอาจทำร้ายเขา
จอมราชันย์ผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณอันฮึกเหิม ดิ่งสู่ห้วงนิทราอันล้ำลึกขณะที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังแห่งหมึกทมิฬอันเข้มข้น
…
บนดาดฟ้าเรือรุ่งอรุณ หยางไค่มองไปยังทิศทางของฐานทัพหน้า
แน่นอนว่าเขามองเห็นการกลับมาของบรรพชนได้อย่างชัดเจน และด้วยความที่เคยใกล้ชิดกับนางมาก่อน เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง แม้ว่าการกลับมาของนางจะดูยิ่งใหญ่ตระการตาก็ตาม
[ดูเหมือนว่านางจะบาดเจ็บสาหัส...]
เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ เหตุผลที่บรรพชนขอให้เขาเข้าร่วมในศึกครั้งนี้ ก็เพราะนางต้องการใช้ประโยชน์จากจักรวาลน้อยของเขาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ดังนั้น เมื่อบรรพชนปะทะกับจอมราชันย์ นางจึงทุ่มสุดตัวแม้จะรู้ดีว่าจะต้องบาดเจ็บสาหัส ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้ระหว่างพวกเขาจึงไม่ยืดเยื้อยาวนาน
ในเมื่อบรรพชนกลับมาแล้ว หยางไค่คาดว่าคงถึงเวลาที่เขาต้องให้ความช่วยเหลือ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเรียกเฟิ่งอิ๋งมาพบแล้วกล่าวว่า “ช่วงที่ข้าไม่อยู่ หากเกิดการต่อสู้ขึ้น พวกเจ้าทุกคนต้องระวังตัวให้ดี”
เฟิ่งอิ๋งถามด้วยความสงสัย “ท่านมีภารกิจใหม่หรือ?”
หยางไค่ตอบ “อาจจะ...”
ทันทีที่สิ้นเสียง ลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากฐานทัพหน้าและทะยานมาทางพวกเขา เมื่อมาถึง ร่างของบุคคลผู้นั้นก็ปรากฏขึ้นพร้อมประสานมือคารวะ “แม่ทัพต้องการพบท่าน ศิษย์พี่หยาง”
“เข้าใจแล้ว” หยางไค่พยักหน้า “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
จากนั้นเขาก็ติดตามชายผู้นั้นบินไปยังโลกจักรวาล
ทว่า พวกเขาไม่ได้ลงจอดทางด้านที่หันหน้าเข้าหานครหลวง แต่กลับอ้อมไปอีกฟากหนึ่งของโลกจักรวาล จากนั้นผู้นำทางจึงเริ่มร่อนลง
ในไม่ช้า พวกเขาก็มาถึงบริเวณรอบนอกของหุบเขาแห่งหนึ่ง ผู้นำทางของหยางไค่กล่าวว่า “ศิษย์พี่ตรงไปข้างหน้าได้เลย แม่ทัพกำลังรอท่านอยู่ตรงนั้น”
หยางไค่ขอบคุณเขาแล้วก้าวเดินต่อไป
ครู่ต่อมา เขาก็มาถึงปากทางเข้าหุบเขา
เซี่ยงซานและหลิวจือผิงกำลังรอเขาอยู่
หยางไค่คำนับพวกเขาแล้วมองเข้าไปในหุบเขา ทว่าในขณะนี้ มันถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก ภายในหุบเขาแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมา เห็นได้ชัดว่ามันถูกห้อมล้อมด้วยมหาค่ายกล
“ตอนนี้บรรพชนเป็นอย่างไรบ้าง?” หยางไค่เอ่ยถาม
เซี่ยงซานตอบ “เข้าไปดูด้วยตาเจ้าเองเถิด”
ขณะที่พูด เซี่ยงซานก็โยนบางสิ่งให้หยางไค่ “ป้ายคำสั่งนี้ใช้ควบคุมมหาค่ายกลในหุบเขาแห่งนี้ อย่าทำหายล่ะ”
“ขอรับ” หยางไค่ตอบรับ จากนั้นจึงโคจรพลังเพื่อหลอมรวมป้ายคำสั่ง
ชั่วครู่ต่อมา เขาก็ชูป้ายคำสั่งขึ้นแล้วโบกไปยังมหาค่ายกลในหุบเขา ลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในหุบเขา และเมื่อมวลเมฆหมอกม้วนตัว ประตูมิติที่นำไปสู่ภายในก็ปรากฏขึ้น
หยางไค่ก้าวเข้าไปในประตูมิติ ซึ่งค่อยๆ ปิดลงเบื้องหลังเขา
จากภายนอก หุบเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยเมฆหมอก ทว่าทันทีที่หยางไค่ก้าวเข้ามา เขาก็พบว่าไม่มีเมฆหมอกอยู่เลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงหุบเขาธรรมดาแห่งหนึ่ง
เนื่องจากโลกจักรวาลทั้งใบนั้นรกร้าง หุบเขาแห่งนี้จึงค่อนข้างแห้งแล้งเช่นกัน
เมื่อหยางไค่หันกลับไป เขาสามารถมองเห็นเซี่ยงซานและหลิวจือผิงยืนอยู่นอกหุบเขา แต่เขาก็คาดว่าพวกนางคงมองไม่เห็นเขา
หยางไค่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบรรพชนที่มาจากใจกลางหุบเขา ทว่ามันกลับอ่อนระโหยโรยแรงผิดกับตอนที่นางกลับมาอย่างยิ่งใหญ่
เขาติดตามกลิ่นอายนั้นไป และในไม่ช้าก็เห็นร่างเล็กๆ ที่ขดตัวอยู่บนกองหิน
ยามนี้บรรพชนได้กลายร่างเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ทั้งยังดูเยาว์วัยยิ่งกว่าครั้งแรกที่หยางไค่ได้พบนางเสียอีก
เมื่อหยางไค่พบบรรพชนครั้งแรกที่ย่านการค้าของด่านหยินหยาง นางดูเหมือนเด็กอายุเจ็ดหรือแปดขวบ แต่ตอนนี้นางกลับดูเหมือนเด็กอายุเพียงสามหรือสี่ขวบเท่านั้น
เปลือกตาของหยางไค่กระตุก การได้พบบรรพชนในสภาพเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
สีเลือดจางหายไปจากใบหน้าที่บอบบางของนาง และอาภรณ์ของนางก็ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต บนข้อมือของนางยังมีกำไลหยกวงหนึ่งที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
หยางไค่ไม่รู้ว่ากำไลหยกนั้นเป็นสมบัติวิเศษประเภทใด แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่ของธรรมดาเมื่อสวมใส่อยู่บนร่างของบุคคลอย่างบรรพชน ในตอนนี้ สมบัติวิเศษชิ้นนั้นเต็มไปด้วยรอยร้าวและสูญเสียพลังจิตวิญญาณส่วนใหญ่ไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้อันตรายเพียงใด
[บรรพชนคงจะใช้พลังเกินขีดจำกัดไปมาก...]
หยางไค่ถอนหายใจอย่างเงียบๆ โดยไม่ทำให้นางตื่นตระหนก เขาโคจรพลังและปลดปล่อยพลังโลกของตนออกมา เงามายาแห่งจักรวาลน้อยของเขาแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา โดยมีร่างของเขาเป็นศูนย์กลาง
หากมองให้ดี จะเห็นว่าเงามายาแห่งจักรวาลน้อยนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตและภูมิประเทศที่ซับซ้อน ผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่ทุกหนแห่ง
นี่คือโลกจำลองขนาดย่อม
ในไม่ช้า จักรวาลน้อยทั้งมวลก็แผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา
เมื่อพิจารณาว่าบรรพชนกำลังหลับสนิท หยางไค่จึงพานางไปพักบนยอดเขาจิตวิญญาณอันงดงามแห่งหนึ่ง หลังจากที่เขาสำแดงจักรวาลน้อยของตนออกมาแล้ว
ยอดเขาจิตวิญญาณแห่งนี้ไม่ได้สูงตระหง่านแต่อย่างใด แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังงานโลกอันอุดมสมบูรณ์ ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการพักฟื้นอย่างเงียบสงบ
เพียงความคิดหนึ่งวาบผ่านใจ กระท่อมไม้ซุงหลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในที่ที่บรรพชนกำลังหลับใหล มันไม่ได้พิเศษอะไร แต่ก็ดีพอที่จะปกป้องนางจากลมฝนได้
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หยางไค่ก็หาที่บนยอดเขาจิตวิญญาณแล้วนั่งสมาธิอย่างเงียบงัน
เขาไม่รู้ว่าบรรพชนจะต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะฟื้นตัว แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เวลาสั้นๆ ดังนั้น เขาจึงสามารถฉวยโอกาสนี้บ่มเพาะพลังได้
เวลาในจักรวาลน้อยผ่านไปอย่างช้าๆ แต่บรรพชนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมาในเร็วๆ นี้ ถึงกระนั้น ในฐานะเจ้าของจักรวาลน้อยแห่งนี้ หยางไค่สามารถสัมผัสได้ว่ามีพลังลึกลับสายหนึ่งกำลังไหลเข้าสู่ร่างเล็กๆ ของบรรพชนจากทุกทิศทาง
มันคือแก่นสารแห่งโลกิยะ (Bustling World Essence)
ในตอนแรก เขากังวลว่าการวางบรรพชนไว้บนยอดเขาที่แห้งแล้งเช่นนี้ อาจทำให้นางไม่สามารถดูดซับแก่นสารแห่งโลกิยะได้มากนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่ว่านางจะอยู่ที่ใดในจักรวาลน้อยของเขา ก็ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด
เมื่อครุ่นคิดดู หยางไค่ก็ตระหนักว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก สิ่งที่เรียกว่าแก่นสารแห่งโลกิยะนั้นถือกำเนิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตประจำวันของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ดังนั้น จักรวาลน้อยทั้งใบของเขาจึงต้องเต็มไปด้วยมัน
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานที่ห่างไกล แต่อากาศก็ยังคงมีแก่นสารแห่งโลกิยะเจือปนอยู่
แน่นอนว่าแก่นสารแห่งโลกิยะจะอุดมสมบูรณ์กว่านี้หากพวกเขาอยู่ในเมืองที่พลุกพล่าน
ในตอนแรก หยางไค่คิดว่าวันเวลาของเขาจะผ่านไปอย่างเรียบง่ายและไร้เหตุการณ์ใดๆ จนกว่าบรรพชนจะฟื้นคืนสติ ทว่าหนึ่งเดือนต่อมา เขาก็ลืมตาขึ้นและมองไปยังเชิงเขา
มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ที่เชิงเขาจิตวิญญาณแห่งนี้ ซึ่งมีครอบครัวราวสิบกว่าครอบครัวตั้งรกรากอยู่ พวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์และตัดไม้ เหล่านายพรานจะออกไปหาเหยื่อใกล้กับยอดเขาจิตวิญญาณ แต่โดยปกติแล้วหยางไค่ก็มักจะเมินเฉยต่อพวกเขา
เขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในจักรวาลน้อยของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ปกครองโลกใบนี้ แต่การแทรกแซงอย่างหุนหันพลันแล่นอาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้ เนื่องจากโลกใบนี้มีวิถีการดำเนินงานของมันเอง
นายพรานส่วนใหญ่จะล่าสัตว์อยู่แค่บริเวณกลางเขาลงไป และมีเหยื่ออยู่มากมาย พวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการหาอาหารเลี้ยงปากท้อง
ทว่า มีนายพรานคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะโชคร้ายในครั้งนี้ เพราะเขายังไม่พบสิ่งใดให้จับเลย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนภูเขาให้สูงขึ้นอีก
หยางไค่สังเกตเส้นทางที่นายพรานใช้และตระหนักว่าหากเขาไม่ทำอะไรเลย ในไม่ช้าชายผู้นั้นก็จะมาถึงกระท่อมไม้ซุงที่บรรพชนกำลังพักฟื้นอยู่
เมื่อถึงตอนนั้น นายพรานย่อมต้องเข้าไปสำรวจอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าหยางไค่จะไม่ยอมให้ใครมารบกวนบรรพชน แต่ในขณะที่เขากำลังจะทำบางสิ่งเพื่อซ่อนกระท่อมไม้ซุง บรรพชนที่หมดสติอยู่ก็พลันส่งสารมาถึงเขา
สารนั้นช่างคลุมเครือและสับสนยิ่งนัก จนเขาไม่อาจจับใจความใดๆ ได้เลย ดูเหมือนว่าบรรพชนจะไม่ได้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ในขณะที่ส่งสารมา แต่ทำไปโดยสัญชาตญาณเท่านั้น
หยางไค่ขมวดคิ้ว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจรอดูสถานการณ์ต่อไป
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.