ตอนที่ 100
100 / 330
อ่าน 11 นาที
Chapter 100: Some Protector 2
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:32
บทที่ 100: ผู้พิทักษ์ (2) — แมเดอลีน
เสียงของแม่แว่วดังขึ้นมาจากชั้นล่าง “แมเดอลีน มื้อค่ำเสร็จแล้วลูก”
ฉันปิดคัมภีร์เวทมนตร์ที่เพียรศึกษามาตลอดหลายชั่วโมงทิ้งลง เพราะตัวอักษรเหล่านั้นเริ่มพร่าเลือนจนอ่านไม่รู้เรื่องมาตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้ว ในห้วงคำนึงของฉันยังคงวนเวียนอยู่กับคราบเลือดเชิงสัญลักษณ์ที่เปรอะเปื้อนอยู่บนมือ... ภาพดวงตาของแม่มดนั่นที่คงจะหม่นแสงลงเป็นสิ่งแรก เมื่อ ‘ของขวัญ’ ที่ฉันทิ้งไว้เริ่มสำแดงมนตราก่อนที่ร่างของหล่อนจะระเบิดออก เลือดและเศษเนื้อคงสาดกระจายไปทั่วทุกแห่งหน จากระยะที่ฉันยืนอยู่ ฉันบอกได้เลยว่าเซียนคงต้องเป็นผู้รับแรงปะทะนั้นไปเต็มๆ ฉันไม่ได้คาดคิดเลยว่าเขาจะอยู่ที่นั่นด้วย หากฉันรู้ล่วงหน้า ฉันคงจะทำให้มันรุนแรงน้อยกว่านี้
ฉันยันกายขึ้นจากโต๊ะทำงาน ขาของฉันประท้วงด้วยความเมื่อยขบเพราะนั่งนานเกินไป ทางเดินในบ้านดูจะยาวไกลกว่าปกติ ทุกย่างก้าวสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันของตัวบ้าน
เมื่อห้องอาหารปรากฏแก่สายตา ฉันก็ชะงักฝีเท้าลงที่ธรณีประตู
มีบางอย่างผิดปกติ
แม่ยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ มือทั้งสองข้างบีบพนักเก้าอี้ไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอไม่แม้แต่จะปรายตามามองเมื่อฉันก้าวเข้าไป ทำเพียงจดจ้องไปยังโต๊ะอาหารอย่างเลื่อนลอย
วิลเฮล์มนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งประจำของฉัน ผมสีบลอนด์ของน้องชายตัวน้อยปรกระต้นตา ใบหน้าของเขาซีดเผือดดูราวกับคนล้มป่วย กรามของเขาขยับไปมาเหมือนกำลังเคี้ยวกลืนถ้อยคำที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
ส่วนพ่อนั้นประทับอยู่ที่หัวโต๊ะ สีหน้าของเขาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก... ดั่งความตาย... ราวกับใครบางคนแกะสลักใบหน้าของเขาขึ้นจากก้อนหินแล้วลืมเติมแต่งอารมณ์ลงไป
“นั่งลง แมเดอลีน” น้ำเสียงของเขาไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากใบหน้า แบนราบและว่างเปล่า
ฉันเลื่อนเก้าอี้ออกมาอย่างเชื่องช้า เสียงไม้ครูดกับพื้นดังบาดหูจนเกินงาม ฉันหย่อนกายลงนั่ง วางมือทั้งสองไว้บนตักและบีบเข้าหากันแน่นเพื่อไม่ให้มันสั่นเทา
ไม่มีใครปริปากพูด ความเงียบกดทับลงบนโสตประสาทจนอื้ออึง ฉันได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเอง เสียงลมหายใจของวิลเฮล์ม และเสียงเข็มนาฬิกาลูกตุ้มที่เต้นตุบตับอยู่ตรงโถงทางเดิน
พ่อล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา นิ้วหัวแม่มือขยับไถไปบนหน้าจอเหมือนกำลังค้นหาบางอย่าง และหยุดลงเมื่อพบสิ่งที่ต้องการ เขาวางโทรศัพท์ลงกลางโต๊ะอาหาร
จากนั้นเขาก็พรมปลายนิ้วลงบนปุ่มเล่นเสียง
น้ำเสียงหนึ่งดังกระหึ่มไปทั่วห้อง แม้จะมีความซ่าของสัญญาณรบกวนผ่านลำโพง แต่ฉันจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม
“ผมรู้ว่าผมไม่ควรโทรมา...”
ร่างกายของฉันแข็งทื่อราวกับถูกสาป ฉันจำเสียงนั้นได้... ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไหร่ ต่อให้มันจะบิดเบือนผ่านการบันทึก หรือสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
เซียน...
“แต่ผม—”
เสียงเงียบหายไปครู่หนึ่ง ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเขา ได้ยินน้ำเสียงที่สำลักความรู้สึกบางอย่างที่เขากำลังพยายามจะพูด
“ผมต้องการความช่วยเหลือ ได้โปรด... ผมต้องการความช่วยเหลือจากอาหรือจากแมเดอลีนก็ได้ ผมไม่อยากให้แม่ต้องตาย”
ข้อความเสียงตัดจบลง ความเงียบที่เข้าจู่โจมหลังจากนั้นดูจะเลวร้ายยิ่งกว่าถ้อยคำที่เพิ่งผ่านพ้นไปเสียอีก
ฉันจ้องมองโทรศัพท์ในความมืดสลัว ปากคอแห้งผาก หัวใจกระหน่ำรัวราวกองศึกปะทะกับซี่โครงจนรู้สึกเจ็บ
แม่ของเขากำลังจะตาย... แม่ของเซียนกำลังจะตาย และเขาถึงขั้นต้องโทรหาพ่อของฉันเพื่อขอความช่วยเหลือ เขาโทรมาเพราะฉันบล็อกเบอร์ของเขา และเขาก็ไม่มีที่พึ่งอื่นใดอีกแล้ว
ความเจ็บปวดในน้ำเสียงนั้น... เทพีเจ้าขา... ความสิ้นหวังที่แผ่ซ่านออกมาจากถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนั่นมันช่างรุนแรงเหลือเกิน
ฉันเงยหน้าสบตากับพ่อ สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยังคงเป็นหน้ากากหินที่ไร้อารมณ์อย่างน่าสยดสยอง
“พูดมาเถอะ” ฉันเอ่ยออกไป กระแสเสียงคมปราบกว่าที่ตั้งใจไว้ “อย่าให้หนูต้องรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเลย”
“อย่าได้คิดเรื่องนั้นเชียว” เสียงของพ่อเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “อย่าแม้แต่จะคิดเรื่องไปช่วยมัน”
ฉันเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่เสียงนั้นกลับดับลงในลำคอ “มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
“มันเป็นไปได้”
“ไม่” ฉันส่ายหัว “ต่อให้หนูจะใจร้ายไส้ระกำ หรืออำมหิตพอที่จะไม่อยากช่วย ต่อให้หนูจะเมินเฉยต่อความสิ้นหวังในน้ำเสียงของเขาได้ แต่หนูก็ไม่อาจปฏิเสธได้อยู่ดี”
ดวงตาของพ่อหรี่ลง “แกปฏิเสธได้ และแกต้องทำ”
“ ‘เขา’ ต้องการให้หนูอยู่เคียงข้างเซียน” ฉันประคองน้ำเสียงให้มั่นคงและสงบนิ่ง แม้ภายในใจจะสั่นสะท้านอย่างหนักก็ตาม “ ‘เขา’ ต้องการให้หนูอยู่ที่นั่น ดังนั้นหนูก็ต้องไป”
“ใคร!” คำถามนั้นสะบัดออกมาดั่งปลายแส้ที่ฟาดลงบนอากาศ
ฉันปรายตาไปมองแม่ เธอยังคงยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับฉายแววเฉลียวฉลาด เธอรู้... แน่นอนว่าเธอต้องรู้ เธอรู้เสมอ... อย่างน้อยก็เกือบทั้งหมด
จากนั้นฉันก็หันไปมองวิลเฮล์ม น้องชายตัวน้อยของฉันที่เพิ่งจะอายุครบสิบเก้าหมาดๆ และหลงคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาผู้อยากจะถลำลึกเข้ามาในความลับของตระกูลใจจะขาด โดยหารู้ไม่ว่าความลับเหล่านั้นจะต้องแลกมาด้วยอะไร
“พ่ออยากให้หนูพูดออกมาตรงนี้จริงๆ เหรอคะ?” ฉันสบประสานสายตากับเขา และไม่ยอมเป็นฝ่ายหลบตา
ลูกกระเดือกของพ่อขยับจากการกลืนน้ำลาย นั่นคือรอยร้าวแรกที่ปรากฏบนหน้ากากหินนั่น “พวกเธอสองคนออกไปก่อน”
แม่พยักหน้าและก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงขั้นวิ่งแต่ก็ใกล้เคียง เธอฉลาดพอที่จะไม่โต้แย้ง และรู้ดีว่าศึกครั้งนี้ฝ่ายเธอพ่ายแพ้ไปแล้ว
แต่วิลเฮล์มไม่ขยับ
“วิลเฮล์ม” เสียงของพ่อกดต่ำข่มขวัญ
“ผมก็เป็นบุตรชายของบ้านหลังนี้” วิลเฮล์มกำหมัดแน่นบนโต๊ะอาหาร “มันถึงเวลาที่ผมควรจะรับรู้เสียทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนี้กันแน่!”
ฉันเห็นสีหน้าของพ่อเปลี่ยนไป ความโกรธขึ้งพาดผ่านใบหน้า อารมณ์ที่แท้จริงระเบิดออกมาในที่สุด
“ถ้าฉันต้องพูดซ้ำอีกครั้ง แกจะถูกหามออกไปจากห้องนี้ในสภาพหมดสติ”
วิลเฮล์มลุกขึ้นยืน เก้าอี้ของเขาครูดถอยหลังอย่างรุนแรง เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาหยามเหยียดจนฉันรู้สึกมวนในอก ราวกับฉันเป็นสิ่งสกปรก... สิ่งที่น่าอับอาย เขาคงเชื่อไปเองว่าสิ่งที่ฉันได้รับคือการดูแลเป็นพิเศษ
แล้วเขาก็จากไป เสียงย่ำฝีเท้าดังตึงตังขึ้นบันได ก่อนที่เสียงประตูจะปิดปังดังมาจากด้านบน
ทันทีที่เขาลับสายตา พ่อก็สะบัดข้อมือ มนตราพุ่งเข้ากระแทกประตูห้องอาหารให้ปิดสนิท เสียงกลอนสับล็อกดังคลิก ประกายแสงวูบหนึ่งปรากฏรอบวงกบประตู... อาคมเก็บเสียงและมนตราพรางตาเพื่อความเป็นส่วนตัว
“ดูท่าจะเป็นแผนการของอัลดริคอีกแล้วสินะ” พ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
“วันนี้หนูฆ่าแม่มดไปคนหนึ่งเพราะเขาเป็นคนสั่ง”
ถ้อยคำนั้นลอยคว้างอยู่ในอากาศระหว่างเรา พ่อหยุดนิ่งไปในทันที ใบหน้าของเขาไร้สีเลือด
“นี่แกเสียสติไปแล้วหรือไง!”
“แล้วจะให้หนูทำยังไงล่ะคะ!” เสียงของฉันดังขึ้นอย่างเหลืออดแม้จะพยายามควบคุมแล้วก็ตาม “จะให้ขัดคำสั่งเขาเหรอ? ทำเหมือนหนูมีทางเลือกนักงั้นแหละ!”
“แกมีทางเลือกเสมอ แมเดอลีน”
“ไม่!” ฉันลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มหงายหลัง “ไม่ หนูไม่มีทางเลือกเลย และถ้าพ่อกังวลว่าหนูจะถูกจับได้ ก็วางใจเถอะ หนูทำอย่างระมัดระวังและลบร่องรอยหมดแล้ว”
“มันไม่ใช่อย่างนั้—”
“มันเจ็บนะพ่อ!” ถ้อยคำเหล่านั้นระเบิดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ “สิ่งที่หนูต้องทำให้กับตระกูลนี้ สิ่งที่หนูต้องเสียสละไป!”
เขาอ้าปากจะแย้งแต่ก็ปิดลงทันควัน ดูเหมือนเขาจะหาถ้อยคำมาเอ่ยไม่ได้
“หนูทำให้เซียนต้องเจ็บปวดอีกครั้ง” เสียงของฉันสั่นเครือ “เพื่อรักษาตระกูลนี้ให้ปลอดภัย เพื่อไม่ให้อัลดริคทำลายทุกสิ่งที่เราสร้างมา และตอนนี้หนูกำลังจะกลับไปเป็นสุนัขรับใช้ของเขาอีกครั้ง เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ เขาอยากให้หนูกลับไปอยู่ข้างกายเซียน เพื่อที่เขาจะใช้งานหนูยังไงก็ได้ตามใจชอบ!”
พ่อผุดลุกขึ้นจนเก้าอี้ล้ม “ฉันทนฟังเรื่องนี้มามากพอแล้ว!”
“พอแล้วจริงๆ เหรอคะ?”
“ไปบอกไอ้ระยำนั่นว่าแกจะไม่ทำอะไรให้มันอีก!” มือของเขากระแทกลงบนโต๊ะ “ปล่อยให้มันขู่ไปตามสบาย ฉันไม่สนอะไรอีกแล้ว!”
“พ่อควรจะคิดเรื่องนั้นก่อนที่จะริเริ่มทำ ‘ไสยเวทสลักเนื้อ’ (Fleshcraft) ร่วมกับเขาสิคะ”
ถ้อยคำนั้นหลุดออกมาอย่างเย็นเยียบและราบเรียบ ราวกับฉันกำลังพูดเรื่องสภาพอากาศ แทนที่จะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดที่แม่มดไม่พึงกระทำ ซึ่งบัดนี้ได้พันธนาการตระกูลของเราไว้กับอัลดริคไปชั่วนิรันดร์
พ่อเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่ฉันคาด ฝ่ามือของเขาฟาดเข้าที่ใบหน้าของฉันเต็มแรง เสียงปะทะดังก้องท่ามกลางความเงียบงันที่ถูกสะกดไว้ด้วยมนตรา ศีรษะของฉันสะบัดไปตามแรงเหวี่ยง ความเจ็บปวดแล่นพล่านขึ้นมาที่แก้ม ทั้งร้อนผ่าวและแสนเจ็บแสบ
ฉันไม่ขยับ และไม่แม้แต่จะยกมือขึ้นแตะใบหน้า ทำเพียงยืนนิ่งปล่อยให้ความเจ็บนั้นแผ่ซ่านออกไป ฉันยอมรับมัน
“พ่อไม่ได้ตั้งใจ...” เสียงของพ่อสั่นเครือ “แมเดอลีน พ่อไม่ได้ตั้งใจ... พ่อขอโทษ”
“มันไม่สำคัญหรอกค่ะ” ฉันหันกลับมาสบตาเขา แก้มของฉันเริ่มบวมเป่ง “แต่หนูไม่อาจปฏิเสธข้อเสนอของอัลดริคได้ด้วยเหตุผลเดียวกับเรื่องนั้น”
“เราหาทางอื่นได้...”
“มันไม่มีทางอื่นแล้ว” ฉันเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปหาเขา “ต่อให้พ่อจะนึกใจดีขึ้นมาอยากจะล้างมลทิน อยากจะชดใช้ความผิดที่ก่อไว้ แต่คนอื่นๆ ในบ้านหลังนี้ล่ะที่จะต้องรับกรรม”
“แมเดอลีน...”
“แม่จะต้องลำบาก วิลเฮล์มจะต้องทนทุกข์ ทั้งสมาพันธ์แม่มด (Coven) จะต้องถูกลากลงโคลนตมเพราะสิ่งที่พ่อทำลงไป!” ฉันหยุดอยู่ตรงหน้าเขา “ดังนั้นเราจึงต้องผูกติดอยู่กับอัลดริคจนกว่าเขาจะเบื่อพวกเรา และเชื่อหนูเถอะพ่อ เขาไม่มีวันเบื่อแน่... จนกว่าเขาจะได้เป็น ‘อัลฟ่า’ ผู้ปกครองสโคลล์เรนด์แต่เพียงผู้เดียว”
ใบหน้าของพ่อพังทลายลงด้วยความโศกเศร้า เขายื่นมือมาหาฉันแต่ฉันกลับก้าวถอยหลัง
“ดังนั้น ใช่ค่ะ... หนูจะไปหาเซียน หนูจะช่วยแม่ของเขาถ้าทำได้ เพราะหนูอยากจะช่วยเขาจริงๆ มันคือสิ่งเล็กน้อยที่สุดที่หนูจะทำได้เพื่อชดเชยความผิดที่หนูได้ก่อไว้กับเขา และความผิดที่หนูกำลังจะทำกับเขาในอนาคต หนูก็ต้องช่วยอัลดริคด้วยเช่นกัน ในเมื่อเขาต้องการให้หนูอยู่ที่นั่น และพวกเราก็ไม่มีสิทธิ์จะพูดคำว่าไม่”
“มันต้องมีบางอย่างที่—”
“ไม่มีหรอกค่ะ” ฉันเดินตรงไปที่ประตู มือของฉันคว้าลูกบิด มนตราสลายตัวลงทันทีที่สัมผัส เมื่อเวทมนตร์ของตระกูลจำแนกเลือดเนื้อเชื้อไขได้ “ดังนั้น พ่อจงปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นทำหน้าที่ผู้นำสมาพันธ์พริมโรสผู้ยิ่งใหญ่อย่างที่พ่อชอบภูมิใจนักหนาเถอะค่ะ”
“แมเดอลีน เดี๋ยวก่อน!”
ฉันไม่รอฟังเสียงเรียก เดินออกจากห้องอาหารและก้าวขึ้นบันไป แก้มของฉันยังคงแสบร้อน หัวใจยังคงเต้นระรัว แต่คราวนี้มือของฉันหยุดสั่นแล้ว
เมื่อกลับเข้าห้อง ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมา เลื่อนหาชื่อของเซียน นิ้วหัวแม่มือค้างอยู่เหนือปุ่มปลดบล็อก
น้ำเสียงของเขาดึงก้องในความทรงจำ... ความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และวิธีที่เขาพูดคำว่า ‘ได้โปรด’ ราวกับถ้อยคำนั้นถูกเค้นออกมาจากทรวงอกที่แตกสลาย
ฉันกดปลดบล็อก
จากนั้นจึงพิมพ์ข้อความลงไป
“ฉันจะไปที่นั่นพรุ่งนี้ บอกมาว่านายต้องการให้ฉันช่วยอะไร”
ฉันเกือบจะกดส่งข้อความก่อนที่จะเปลี่ยนใจ ก่อนที่สมองจะทันคิดสะระตะว่าการกลับไปที่สโคลล์เรนด์มีความหมายอย่างไร หรือการพบหน้าเซียนอีกครั้งจะทำร้ายฉันมากเพียงไหน
แต่แล้วฉันก็ชะงัก... ฉันลังเลเพราะความกังวลและความหวาดกลัว อัลดริคเคยบอกไว้แล้วว่าเขาต้องการให้เราพบกันอีกครั้งอย่างไร การขัดคำสั่งเขาจะเป็นเรื่องที่ฉลาดนักหรือ?
ในจังหวะที่ฉันกำลังจะทิ้งเหตุผลทั้งมวลแล้วกดส่งข้อความไปเสียให้สิ้นเรื่อง โทรศัพท์ในมือก็สั่นครืนพร้อมกับสายเรียกเข้าที่ปรากฏขึ้น
มันคืออัลดริค... ตายยากตายเย็นเสียจริง ไอ้ปีศาจร้าย!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.