ตอนที่ 449
451 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 449 Masked Gala Part 2
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 08:02
## บทที่ 451: ราตรีหน้ากาก ภาค 2
ในชั่วชีวิตที่ผ่านมา ลิธเคยพานพบผู้ที่มี ‘แกนพลังคู่แฝด’ มาเพียงสองรายเท่านั้น และต่อให้เขาไม่ทันสังเกตเห็น ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือทั้งสองล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ รายแรกคือคัลล่า ผู้ครอบครองแกนโลหิตที่ถูกรังสรรค์มาเพื่อเร่งเร้าการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นอันเดดที่แท้จริง
ส่วนรายที่สองคือเกดอร์ฟ ไวเวิร์นผู้มีแกนพลังสีดำทมิฬคอยค้ำจุน เพื่อใช้กลืนกินพลังเวทจากผู้อื่นมาขัดเกลาแกนมานาของตนอย่างป่าเถื่อน ทว่าแกนพลังเทียมทั้งสองกรณีนั้นถูกจัดวางให้อยู่ห่างจากแกนธรรมชาติมากพอจนไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของมัน
แต่จากการตรวจสอบด้วย ‘สัมผัสมานา’ ของโซลัส สถานการณ์ของเคานต์อาริก โซลเวอร์กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง แกนโลหิตและแกนมานาของเขาขยับเข้าใกล้กันจนแทบจะเกยทับซ้อนสลับกันอย่างน่าประหลาด และที่ร้ายไปกว่าแกนโลหิตของคัลล่า คือแกนพลังของโซลเวอร์นั้นขาดความเสถียร มันจำต้องคอยสูบกินพลังมานาปริมาณเล็กน้อยจากแกนข้างเคียงอยู่ตลอดเวลาเพื่อคงสภาพตัวเองไว้
*‘พิลึกแท้’* โซลัสครุ่นคิดผ่านกระแสจิต *‘มันไม่เหมือนกับสัตว์ประหลาดที่เจ้าสร้างขึ้นโดยบังเอิญในตอนนั้น เลือดของโซลเวอร์ไม่ได้ถูกสูบหายไปในยามที่เขาใช้เวทมนตร์ มีเพียงเลือดที่เป็นส่วนประกอบของแกนพลังเท่านั้นที่ถูกเผาผลาญไป และมันก็ไม่มีการทดแทนกลับมาเสียด้วย’*
ภายใต้หน้ากากที่สวมอยู่ ลิธแอบเปิดใช้งาน ‘ทัศนะชีวิต’ อย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นด้วยพลังมานา ภาพที่ปรากฏตรงหน้าช่างน่าฉงน เคานต์ผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าร่างของเขากลับแผ่ซ่านออกมาทั้งกระแสลมสีชาดแห่งผู้มีชีวิต และกลิ่นอายสีดำทะมึนจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้วายชนม์
พลังชีวิตของเขานั้นเข้มข้นยิ่งกว่าใครในห้องโถงเต้นรำแห่งนี้ เว้นเสียก็แต่จิรนี่และตัวลิธเอง ในขณะที่กระแสหมุนวนของมานากลับเบาบางจนน่าเวทนา ลิธเคยเห็นผู้ครอบครองแกนสีเหลืองบางคนยังมีกระแสพลังที่กล้าแกร่งกว่านี้เสียอีก
เขายังลอบสังเกตเห็นว่า แม้ท่วงท่าการเคลื่อนไหวจะดูเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง แต่ผิวพรรณของเคานต์กลับซีดเซียวราวกับคนอมโรค จนต้องอาศัยเครื่องสำอางบางๆ แต่งแต้มเพื่อให้ดูมีเลือดฝาดขึ้นมา
*‘ไม่เขาก็เพิ่งได้รับพลังมาไม่นาน ก็คงกระหายที่จะโอ้อวดมันจนตัวสั่น’* ลิธวิเคราะห์ขณะเฝ้ามองโซลเวอร์ที่ใช้เวทมนตร์ทำกระทั่งเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ หน้ากากของเขาลอยเคว้งอยู่ในอากาศ เช่นเดียวกับแก้วไวน์และจานอาหารในมือ
*‘ความผิดพลาดพื้นฐานของพวกมือใหม่ชัดๆ การร่ายมหาเวทสามบทพร้อมกันต้องใช้สมาธิมหาศาลและสิ้นเปลืองมานาไปโดยใช่เหตุ ทั้งที่อาจต้องใช้มันในยามคับขัน และการที่เขาต้องใช้เครื่องเงินในการรับประทานอาหาร ก็บ่งบอกชัดเจนว่าเขามันก็แค่พวก ‘โชว์ปาหี่ท่าเดียว’ เขาควบคุมให้สิ่งของลอยได้ แต่ไม่สามารถขยับเขยื้อนพวกมันได้อย่างใจนึก’*
ลิธกวาดสายตาไปรอบห้อง คอยจับจ้องทั้งผู้ต้องสงสัยและพรรคพวกของเขา เหล่าขุนนางส่วนใหญ่ในบัญชีรายชื่อของคามิลล่าต่างก็มีวังวนพลังขนาดเล็กเล็ดลอดออกมาจากแกนมานา
จากการเฝ้าสังเกต ลิธและทิสต้าพบว่าคนเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนความเข้มข้นของวังวนมานาได้ตามใจปรารถนา มันจะสงบนิ่งในยามที่พูดคุยสรวลเสเฮฮา และจะขยายตัวขึ้นเมื่อต้องขยับกายในท่วงท่าเต้นรำที่ซับซ้อน เช่นการพยุงคู่เต้นขึ้นสูง ซึ่งต้องใช้พละกำลังทางกายที่พวกเขามิอาจมีได้ตามธรรมชาติ
“เป้าหมายทั้งหมดอยู่ในระยะสายตา” ลิธกระซิบผ่านอุปกรณ์สื่อสารในหู ขณะก้าวย่างเต้นรำไปรอบโถงกับคามิลล่า ทางฝั่งตรงข้ามมีโดเรียนและทิสต้าคอยคุมเชิงอยู่ ส่วนจิรนี่นั้นเฝ้ามองทุกความเคลื่อนไหวจากระเบียงชั้นลอย
พื้นของห้องโถงปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ รับกับผนังสีขาวสะอาดตาที่สะท้อนแสงระยิบระยับจากโคมไฟระย้าคริสตัล ขับเน้นให้ห้องทั้งห้องสว่างไสวราวกับอาบด้วยแสงสุริยันในยามเที่ยงวัน
นอกจากวงดนตรีที่บรรเลงอยู่บนเวทีขนาดเล็กริมผนังทิศเหนือ และโต๊ะอาหารว่างที่เรียงรายอยู่ตามผนังทิศตะวันออกและตะวันตกแล้ว พื้นที่ตรงกลางกลับโล่งกว้างขวาง บันไดสองข้างทางเข้าทอดตัวสู่ระเบียงชั้นบน ซึ่งจัดวางโซฟาและอาร์มแชร์ไว้รอบโต๊ะเล็กๆ สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนหรือหาความสงบในการสนทนาโดยไม่ต้องตะโกนแข่งกับเสียงดนตรี
“มโนฮาร์อยู่ไหน? เราเริ่มงานไม่ได้ถ้าไม่มีเขา” ลิธเริ่มกังวลว่าอัจฉริยะจอมเพี้ยนผู้นั้นอาจจะเตลิดหนีไปเหมือนทุกครั้ง
“เขากำลังชดใช้กรรมของเขาอยู่ ไม่ต้องห่วง” จิรนี่ถอนหายใจยาว “มองไปทางขวามือของเจ้าสิ”
ลิธหันไปมองและทันได้เห็นศาสตราจารย์หนุ่มกำลังเต้นรำอยู่กับเลดี้ลันซ่า นางโอบกอดเขาแน่นเสียจนแทบไม่มีช่องว่างให้ขยับกาย หากไม่ระวังคงได้สะดุดขาของนางล้มคว่ำเป็นแน่
นางกำลังกระซิบกระซาบบางอย่างที่ลิธไม่ได้ยินเนื่องจากเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะเซ็งแซ่ แต่เมื่อพิจารณาจากใบหน้าที่เห่อแดงด้วยความประหม่าของมโนฮาร์แล้ว เห็นชัดว่าหญิงสาวผู้นี้กำลัง ‘รุกหนัก’ ใส่เขาอย่างไม่ลดละ นางช่างดูบอบบางพริ้วไหวดั่งขนนก ตรงข้ามกับเขาที่ดูราวกับนักโทษประหารที่กำลังเดินเข้าสู่ลานประหารก็ไม่ปาน
“ข้าต้องรับปากมินน่าว่าจะปล่อยให้นางได้อยู่ตามลำพังกับอัจฉริยะประจำบ้านเราสักพัก เพื่อแลกกับการความช่วยเหลือจากนาง หวังว่านางจะสนใจแค่ยศถาบรรดาศักดิ์ ‘จอมเวทรักษาหลวง’ ของเขามากกว่านิสัยส่วนตัวนะ ไม่อย่างนั้นนางคงจะสติเฟื่องยิ่งกว่าหมอนั่นเสียอีก” จิรนี่อธิบาย
วงออร์เคสตราเริ่มบรรเลงบทเพลงที่มีท่วงทำนองคล้ายกับเวียนนาวอลซ์ ซึ่งบีบบังคับให้คู่เต้นต้องโอบรัดกันอย่างใกล้ชิด คามิลล่าเริ่มหอบหายใจรัวเร็วเพราะจังหวะที่เร่งเร้าประกอบกับการที่นางขาดการออกกำลังกาย
“คุณทำได้ยังไงกัน... ทั้งสอดแนม เต้นรำ พูดคุย แถมเหงื่อไม่ตกเลยสักหยด?” นางถามพลางหอบกระชั้น
“การฝึกฝนไงครับ” ลิธมุสา คำสัตย์จริงคือพละกำลังที่เหนือมนุษย์ทำให้การเต้นรำเช่นนี้ดูเชื่องช้าราวกับภาพสโลว์โมชั่น ผนวกกับเวทวารีที่ผสานเข้ากับร่าง ช่วยให้เขาเคลื่อนไหวได้อย่างสง่างามและพริ้วไหว แม้ในใจจะรังเกียจงานลีลาศเพียงใดก็ตาม
พวกเขามาถึงโต๊ะอาหารว่างได้ทันเวลาก่อนที่บทเพลงถัดไปจะเริ่มขึ้น คามิลล่าถอดหน้ากากสีทองออกเพื่อจิบเครื่องดื่ม เผยให้เห็นนวลปรางที่แดงระเรื่อ ลิปสติกสีแดงสดขับเน้นริมฝีปากของนางให้ดูเย้ายวน รับกับชุดราตรีที่สวมใส่ได้อย่างไร้ที่ติ
ทว่าช่างโชคร้าย ลิธไม่ใช่เพียงคนเดียวที่มองเห็นความงามนั้น เคานต์โซลเวอร์ผู้กำลังลิงโลดกับพลังใหม่ขยับเปลี่ยนคู่เต้นมาตลอดทั้งคืน เขาจะเข้าหาเฉพาะหญิงสาวที่เมื่อถอดหน้ากากออกมาแล้วพิสูจน์ได้ว่า ‘คู่ควร’ แก่สายตาของเขาเท่านั้น
*‘ราตรีนี้สั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับพวกลูกเป็ดขี้เหร่’* เขาคิด ในสายตาเขามีเลดี้หลายคนที่หมายตาไว้ แต่คามิลล่าเป็นเพียงคนเดียวที่หยุดเต้นรำในตอนนี้ เขาจึงเยื้องกรายเข้าหาพวกเขาราวกับสิงโตที่กำลังย่องตะครุบเหยื่อ
“สวัสดีตอนค่ำ เพื่อนที่รักทั้งสอง” เขากล่าวพลางขยับเข้าใกล้ จนลิธต้องสบถด่าในใจให้กับโชคร้ายของตน
*‘ขอบคุณสวรรค์ที่ชุดของทิสต้านั้นพองฟูและจิรนี่ก็กำชับหนักหนาว่าห้ามถอดหน้ากากเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราสองพี่น้องคงถูกจำได้ง่ายเกินไป ถึงจะด้วยเหตุผลที่ต่างกันลิบลับก็เถอะ’* ลิธครุ่นคิด
“งานกาล่าคือโอกาสอันดีที่จะทำความรู้จักกัน” โซลเวอร์กล่าวต่อ สายตาจับจ้องเพียงคามิลล่าและเมินเฉยต่อลิธโดยสิ้นเชิง
“ท่านไม่คิดว่ามันเสียมารยาทไปหน่อยหรือ ที่จะเก็บเลดี้ผู้เลอโฉมเช่นนี้ไว้เชยชมเพียงผู้เดียว? ปล่อยให้นางได้สนุกบ้างเถิด” โซลเวอร์พูดพลางตบที่ต้นแขนของลิธเบาๆ ทว่าภายใต้สัมผัสมานา โซลัสเห็นเส้นใยมานาขนาดเล็กละเอียดแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของเคานต์
มันช่างดูคล้ายคลึงกับเวทจิตวิญญาณ แต่ทว่าแตกต่าง มันเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วผ่านโหนกแก้ม ลำคอ และทอดตัวตามแขนของโซลเวอร์ ก่อนจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างของลิธและพุ่งตรงไปยังสมอง
ลิธรู้สึกถึง ‘แรงผลัก’ เล็กๆ ในห้วงสำนึก ราวกับเขากำลังเบื่อหน่ายการเคียงข้างคามิลล่า และอยากจะปลีกตัวไปอยู่ลำพังเงียบๆ สักพัก
“ขอบคุณค่ะ แต่เรามาด้วยกัน” คามิลล่าส่งยิ้มพรางขยับเข้าไปเกาะแขนลิธแน่นขึ้น
*‘ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยให้ไอ้เจ้าคนน่าขนลุกนี่มาแตะต้องตัวเด็ดขาด จะเป็นหุ่นเชิดหรือไม่ก็ตาม แต่เซนส์ของฉันบอกว่าหมอนี่มีบางอย่างผิดปกติ’* คามิลล่าคิด สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนางกำลังแผดเสียงเตือนอย่างบ้าคลั่ง
“โธ่เอ๋ย แค่เต้นรำเพลงเดียวเท่านั้น คือสิ่งที่ข้าปรารถนา” เขาเอื้อมมือไปคว้ามือนางอย่างรวดเร็วเกินกว่านางจะหลบพ้น พร้อมกับเส้นใยมานาอีกสายที่พุ่งออกมาจากดวงตาของเคานต์
“แม้แต่คู่หมั้นของท่านยังเห็นดีด้วยเลย จริงไหม?” คราวนี้โซลเวอร์คว้าแขนของลิธไว้และอัดพลังเข้าไปเป็นสองเท่าเพื่อความมั่นใจ
“แค่เต้นรำเพลงเดียว...” คามิลล่าทวนคำพูดนั้นเบาๆ ทันใดนั้นนางกลับรู้สึกว่ามันช่างเสียมารยาทเหลือเกินที่จะปฏิเสธคำชวนของสุภาพบุรุษผู้นี้ ทว่าร่างกายของนางกลับยังคงแข็งทื่อไม่ยอมขยับ
“มาเถิด เพลงกำลังจะเริ่มแล้ว” โซลเวอร์กำลังจะฉุดมือนางไป ทว่าในวินาทีนั้นเอง มือของลิธก็พุ่งเข้าสกัดข้อมือของเคานต์ไว้และบีบแน่นราวกับคีมเหล็ก
**“พยายามได้ดีนี่... แต่เสียใจด้วยที่มันไม่ได้ผล”** ลิธกล่าวเสียงต่ำลอดไรฟัน พร้อมกับนัยน์ตาที่วาวโรจน์ด้วยรังสีคุกคามอันน่าสั่นสะท้าน
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.