ตอนที่ 739
746 / 4197
อ่าน 9 นาที
Chapter 739 Menadions Legacy Part 1
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 09:56
ข้อมูลเพียงน้อยนิดที่เขาพอจะขุดค้นเจอคือเรื่องราวการหายตัวไปอย่างปริศนาของเมนาดิออน ทันทีหลังจากที่นางได้แบ่งปันชุดโบราณวัตถุอันทรงอานุภาพที่จารึกนามของนางให้แก่เหล่าผู้อยู่ในวิถีเวทมนตร์
เหล่านักประวัติศาสตร์ยังระบุไว้อีกว่า นางคือผู้ที่ร่วมมือกับซิลเวอร์วิงในการวางรากฐานและสรรสร้างมหาบัลลังก์แห่งสถาบันเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ทั้งปวง แม้มรดกตกทอดของซิลเวอร์วิงจะเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เวทมนตร์แตกแขนงออกเป็นศาสตร์เฉพาะทางดังเช่นในปัจจุบัน ทว่าเมนาดิออนกลับได้รับการยกย่องจากทั่วสารทิศในฐานะ ‘มารดาแห่งศาสตร์การตีตรา’ ผู้ให้กำเนิดวิชาช่างหลอมเวทอย่างแท้จริง
‘น่าเวทนานัก’ ลิธครุ่นคิด ‘นางเปรียบเสมือนซาลิเอรีผู้อยู่ใต้ร่มเงาของโมซาร์ทอย่างซิลเวอร์วิง การที่นางใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเร้นกายและมิได้ทิ้งมรดกใดๆ ไว้เบื้องหลังเลยนั้นยิ่งทำให้เรื่องของนางเลือนหายไปตามกาลเวลา... โซลัส เรื่องราวของนางพอจะกระตุ้นความทรงจำอะไรในใจเจ้าได้บ้างไหม?’
‘น่าเศร้าที่คำตอบคือไม่เลย’ นางทอดถอนใจ ‘ข้าแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องราวมากมาย ทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งที่สรรเสริญซิลเวอร์วิง แต่กลับมีเรื่องราวของนายหญิงเมนาดิออนเพียงหยิบมือเดียว มันช่างอยุติธรรมสิ้นดี! ทั้งที่นางคือมารดาผู้ให้กำเนิดศาสตร์การตีตราเชียวนะ’
‘ก็ใช่ว่าจอมเวทคนอื่นจะได้รับเกียรติไปมากกว่านางหรอก นอกเหนือจากซิลเวอร์วิงแล้ว พวกเราเคยได้ยินชื่อของจอมเวทผู้คิดค้นเวทมนตร์รักษาแผนใหม่ หรือผู้ให้กำเนิดศาสตร์เฉพาะทางอื่นๆ บ้างไหมล่ะ? ไม่เลย... ศาสตราจารย์ทุกคนต่างก็ยกอ้างแต่ตำราของซิลเวอร์วิงกันทั้งนั้น’ ลิธตอบกลับ
โซลัสจำต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง แต่มันก็มิได้ช่วยให้ความรู้สึกขุ่นข้องในใจของนางทุเลาลงเลย
จนกระทั่งลิธเดินเข้าไปในห้องทำงานของโอไรออนและเริ่มเอ่ยถามเกี่ยวกับเมนาดิออน
"เจ้าไปได้ยินชื่อนั้นมาจากที่ใดกัน?" โอไรออนขมวดคิ้วด้วยความฉงน เพราะนอกจากเหล่าช่างตีตราผู้ทรงพลังแล้ว น้อยคนนักที่จะใส่ใจจดจำนามของ ‘ช่างตีตราหลวงคนแรก’ ผู้ปกครองแห่งเปลวเพลิงที่สยบโลหะทุกชนิดให้สยบราบคาบด้วย ‘ฟิวรี’ (ค้อนเพลิงพิโรธ) อันโชติช่วงของนาง
"ข้าจะพูดตามตรงกับท่าน" ลิธเริ่มบทสนทนาด้วยการปั้นน้ำเป็นตัวอย่างหน้าตาย จนโซลัสถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะลั่นในใจ "ข้าแอบสำรวจห้องสมุดของท่านด้วยหวังจะหาข้อมูลเกี่ยวกับอักขระรูน แล้วบังเอิญไปพบเรื่องราวของนางเข้า"
"ข้าค่อนข้างขัดใจที่ไม่มีการบันทึกเรื่องราวของนางไว้เลย ดังนั้นในฐานะที่ท่านเองก็เป็นช่างตีตรา ข้าจึงอยากถามท่านว่าพอจะมีตำราเล่มใดที่ข้าจะศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของนางได้บ้างหรือไม่"
โอไรออนถอนหายใจออกมาเบาๆ "มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ ‘ริฟา เมนาดิออน’ หรอก ผลงานส่วนใหญ่ของนางยังคงถูกเก็บงำเป็นความลับระดับชาติ แต่หากเจ้าพอใจเพียงแค่ตำนานเล่าขาน ข้าก็พอจะแบ่งปันข้อมูลเท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนให้เจ้าฟังได้"
ลิธพยักหน้าเป็นเชิงให้เขาพูดต่อ โอไรออนจึงเชื้อเชิญให้เขานั่งลง
"ตามที่ข้ารู้มา นางเกิดในเมืองเดริออส ในสมัยนั้นมันเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลความเจริญ แต่ด้วยการตัดสินใจของนางที่สร้างสถาบันเวทมนตร์ถึงสองแห่งไว้ใกล้กับบ้านเกิด เมืองนั้นจึงเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคในเวลาต่อมา"
"มีข่าวลือว่านางครอบครองหอคอยจอมเวทอันน่ามหัศจรรย์ เป็นหอคอยที่นางสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตามใจปรารถนา เมนาดิออนสามารถเปลี่ยนห้องนอนให้กลายเป็นห้องครัว หรือเปลี่ยนตู้เก็บไม้กวาดให้กลายเป็นห้องแล็บช่างตีตราที่เพียบพร้อมได้เพียงแค่การดีดนิ้ว"
"บางตำนานถึงกับกล่าวว่าหอคอยของนางนั้น ‘มีชีวิต’ มันมีความคิดและสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง"
"นั่นหมายความว่านางยุ่งเกี่ยวกับเวทมนตร์ต้องห้ามอย่างนั้นหรือ?" ลิธโพล่งถามออกไปจนเกือบจะทำให้โอไรออนหลุดปากสบถด้วยความโกรธ
"นั่นมันคือการดูหมิ่นเวทมนตร์ชัดๆ! ไม่มีช่างตีตราคนใดบังอาจทำเรื่องอัปยศเช่นนั้นหรอก ท่านหญิงเมนาดิออนยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งหน่วยสยบเวท (Spellbreakers) นางจัดการกับพวกสวะที่บังอาจบิดเบือนมรดกของนางมานับไม่ถ้วน"
"ที่ข้าบอกว่ามันเหมือนสิ่งมีชีวิตน่ะ หมายถึงมันเป็นเฉกเช่นเดียวกับสถาบันเวทมนตร์ ทุกก้อนหินล้วนถูกอาบด้วยมนตรา นายของมันสามารถปรับรูปร่างได้ตามประสงค์ และมันสามารถซ่อมแซมตัวเองได้"
"เป็นเพราะหอคอยนั้นเองที่ทำให้เมนาดิออนสามารถรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ หลังจากที่นางสิ้นชีพ จอมเวทนับไม่ถ้วน ทั้งมนุษย์ อันเดด หรือแม้แต่สัตว์อสูร ต่างก็พลิกแผ่นดินทั่วทั้งอาณาจักรเพื่อตามหาหอคอยของนาง แต่ก็ไม่มีใครเคยพบร่องรอยเลย"
"ตำนานเล่าว่า การหายตัวไปของเมนาดิออนมีสาเหตุมาจากปีศาจร้ายที่ขโมย ‘ฟิวรี’ ของนางไป หากปราศจากมัน เมนาดิออนก็ไม่ต่างอะไรกับคนพิการ นางจึงใช้เวลาที่เหลือทั้งชีวิตเพื่อออกตามหามัน"
"ปีศาจงั้นหรือ?" ลิธเหยียดพริมฝีปากอย่างเย็นชา นอกจากตัวเขาเองแล้ว เขาก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งใดที่ดูเหมือนปีศาจจริงๆ เลยสักครั้ง
"หึ..." โอไรออนเค่นเสียงอย่างไม่เชื่อถือเช่นกัน เขาเชื่อเรื่องปีศาจพอๆ กับที่เชื่อว่าในโลกนี้มีของฟรีนั่นแหละ "มันน่าจะเป็นจอมเวทคู่แข่งที่หลอกล่อให้นางหลงตายใจ ก่อนจะหักหลังเพื่อขโมยความลับของนางไปมากกว่า"
"หรือไม่ก็หนึ่งในศิษย์ของนางเอง... เจ้าก็รู้คำโบราณที่ว่าไว้ จงเก็บมิตรไว้ใกล้ตัว..."
"...และเก็บศัตรูไว้ให้ใกล้กว่า" ลิธพยักหน้าเห็นพ้อง
‘มีโอกาสไหมที่ปีศาจตนนั้นคือเจ้า โซลัส? บางทีเจ้าอาจจะขโมยหอคอยของนางมา แล้วนางก็เลยจองจำวิญญาณเจ้าไว้กับมันเพื่อเป็นการลงทัณฑ์’ ลิธส่งกระแสจิตถาม
‘อะไรนะ! ไม่ทาง! ข้าไม่มีวันทำเรื่องพรรค์นั้นแน่ อย่างน้อยก็จากตัวตนของข้าในตอนนี้และเศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลืออยู่’ นางโต้กลับ แม้ในใจจะแอบสั่นไหวเพราะนึกไม่ออกว่าเหตุใดสตรีผู้เปี่ยมเมตตาเช่นนายหญิงของนาง ถึงได้สาปแช่งให้นางต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์เช่นนี้
"พอจะมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้นางบ้างไหม? หรืออะไรก็ได้ ข้าอยากจะไปแสดงความเคารพต่อนางสักครั้ง" ลิธเอ่ย
"ไม่มีหรอก ลิธ" โอไรออนส่ายหน้า "แต่จงรู้ไว้เถิด ทุกครั้งที่เจ้าทำงานหน้าเตาหลอม เจ้าก็ได้มอบเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่นางเคยปรารถนาให้แก่นางแล้ว"
"ทุกไอเทมเวทมนตร์ที่เจ้ารังสรรค์ขึ้น เจ้าหล่อหลอมมันขึ้นมาจากคำสอนของนาง จงตระหนักไว้ว่าทุกครั้งที่เจ้าสร้างแม้เพียงเครื่องประดับที่ไร้ค่าที่สุด เจ้าก็ได้ก้าวเดินตามรอยเท้าของช่างตีตราคนแรกแล้ว"
"และเกียรติยศอันยิ่งใหญ่อันดับสองที่เมนาดิออนต้องการจากเจ้า คือการที่เจ้าได้รับศิษย์สักคน มีเพียงผู้ที่เรียนรู้บทเรียนของนางและส่งต่อนบทเรียนนั้นออกไป เปลี่ยนนวัตกรรมที่โดดเดี่ยวให้กลายเป็นรากฐานของทุกคนเท่านั้น จึงจะเรียกได้ว่าผู้นั้นคือผู้สืบทอดจิตวิญญาณของนางอย่างแท้จริง"
โอไรออนประสานมือเข้าด้วยกัน "ข้าจะไม่มุสาต่อเจ้า มีสายเลือดโบราณและสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิมากมายที่มีมรดกตกทอดเป็นของตนเอง แต่มิมีสิ่งใดจะเหนือล้ำไปกว่ามรดกของเมนาดิออน"
"แม้พวกเขาจะมีอายุขัยที่ยาวนานกว่าพวกเรา แต่นั่นก็มีเพียงหยิบมือเดียว ในขณะที่เหล่าช่างตีตราหลวงต่างร่วมกันแบ่งปันและพัฒนาคำสอนของนางในทุกวัน ดังเช่นที่นางเคยทำเมื่อคราที่มอบวิชาความรู้ให้แก่พวกเรา"
"หากเจ้าถือว่าตนเองเป็นช่างตีตราอย่างเต็มภาคภูมิ เจ้าควรคิดถึงการทิ้งมรดกที่จะคงอยู่ยาวนานกว่ากองซากศพหรืออาคารที่พังทลาย วีรกรรมของเจ้าอาจถูกจารึกไว้เพียงหน้าเดียวในประวัติศาสตร์ แต่คำสอนของเจ้าอาจเติมเต็มตำราได้หลายเล่ม และที่สำคัญที่สุด... มันจะช่วยขัดเกลาชีวิตของผู้คน"
"ขอบคุณท่านมาก โอไรออน หลังจากที่ได้พบท่านและยอนดรา ข้าเริ่มมีความคิดที่จะเข้าสู่เส้นทางช่างตีตราหลวงอย่างจริงจังแล้ว" ลิธกล่าวพร้อมรอยยิ้ม คำพูดของโอไรออนนั้นช่างคล้ายคลึงกับสิ่งที่ลิธเคยบอกกับโมรอคไม่มีผิด
เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าไฮดราจะสอนสั่งอะไรแก่เขา แต่นั่นก็เป็นเพียงมรดกของสายเลือดเดียว เช่นเดียวกับเหล่าผู้ตื่นรู้ (Awakened) คนอื่นๆ อาจารย์อาจสอนศิษย์ได้ แต่ผลงานของคนเพียงคนเดียว ต่อให้พรสวรรค์จะล้ำเลิศเพียงใด จะไปเทียบเคียงกับการทำงานอย่างต่อเนื่องของคนนับพันได้อย่างไร?
โดยเฉพาะเมื่อโลกนี้มีอัจฉริยะวิปริตอย่างมาโนฮาร์และบัลคอร์อยู่ การที่มนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียวทำให้ศาสตร์แห่งอักขระรูนก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างมหาศาล ย่อมเปิดโอกาสให้คนอย่างวาสตอร์หรือมาร์ธค้นพบการประยุกต์ใช้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น
ในทางตรงกันข้าม เหล่าผู้ตื่นรู้กลับถูกจำกัดด้วยจำนวนที่น้อยนิดและมักจะหวงแหนความรู้อย่างยิ่งยวด
‘อย่างน้อยก็นั่นคือในทางทฤษฎีล่ะนะ’ ลิธคิด ‘ใครจะรู้ว่าพวกผู้ตื่นรู้จะมีซิลเวอร์วิงเป็นของตัวเอง หรือว่าสภาจอมเวทนั่นจะมีการมอบความรู้พื้นฐานให้สมาชิกหรือไม่ ข้าล่ะตั้งตารอที่จะได้พบกับ ‘ฟาลูเอล’ ไฮดราตนนั้นจริงๆ’
‘นางอาจจะช่วยให้ข้าตัดสินใจก้าวต่อไปได้หลังจากออกจากกองทัพ... หรือไม่นางก็อาจจะแค่พยายามจับข้ากินทั้งเป็น’
ลิธและโอไรออนมุ่งหน้าไปร่วมโต๊ะอาหารค่ำด้วยกัน โดยที่ยังคงสนทนาถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่โอไรออนพอจะจำได้เกี่ยวกับเมนาดิออน ลิธมั่นใจว่าตนเองได้ครอบครองหอคอยของนางมาแล้ว และ ‘ฟิวรี’ ค้อนตีตราในตำนานของเมนาดิออน ก็คงจะเป็นของสะสมที่ยอดเยี่ยมไม่เบาหากเขาได้มันมาไว้ในมือ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.