ตอนที่ 49
27 / 216
อ่าน 6 นาที
Chapter 49: Philosophical Lecture On One’s Deathbed
เผยแพร่เมื่อ 22 มี.ค. 2569 16:52
บทที่ 49: บรรยายปรัชญาบนเตียงมรณะ
ในอ้อมแขนของแคสซี่ การรับรู้ต่อสภาพแวดล้อมของฉันเหมือนกำลังดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรมืดมิดลึกสุดหยั่งถึง สิ่งเดียวที่ฉันรู้แน่ชัดคือแคสซี่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เคลื่อนไหวอย่างสิ้นหวัง
‘อยู่นิ่งๆ สิเว้ย!’
ถึงจะรู้ดีว่าชีวิตฉันต้องฝากไว้กับเรียวขาแน่นๆ...แข็งแรงของเธอ ฉันก็ยังอยากจะพูดแบบนั้นอยู่ดี แต่ฉันอ่อนแรงเกินกว่าจะสั่งอะไรได้ แถมร่างกายยังเย็นเฉียบอีกด้วย
‘หนาวชะมัด’
มหาสมุทรมืดที่ฉันกำลังดิ่งลงไปยิ่งมืดและลึกขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ฉันไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไร ไม่รู้สึกอะไรเลย
คิดว่ากรณีแบบนี้ คงเหมาะจะพูดได้แค่ว่า เคดผู้ยิ่งใหญ่ได้สลบไปแล้ว
***
ไม่กี่อึดใจต่อมา
สิ่งแรกที่ฉันรู้สึกคือความอุ่น ตามมาด้วยความเจ็บปวด มันคืบคลานไปทั่วร่างกายเหมือนหนอนน่ารำคาญ ฉันยังอยู่นิ่ง ทุกอย่างรอบตัวก็ยังนิ่งเหมือนกัน
เปลือกตาค่อยๆ เปิดออก สายตาของฉันยังพร่าเลือน เห็นเป็นเงาร่างแปลกๆ สั่นไหวไปมา แต่ในที่สุดก็แยกออกว่า มีเปลวไฟกำลังแตกดังเปรี๊ยะอยู่ข้างตัวฉัน และมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ในแสงไฟสลัวนั้น
เปลือยเปล่า
‘เปลือย?!’
ฉันสะดุ้งตัวลุกขึ้น แต่กลับต้องเบ้หน้าด้วยความเจ็บปวดแล้วล้มลงไปใหม่ พร้อมเสียงครางที่ฟังดูน่าสมเพชเกินไป
‘เท่มากเลยนะ เคด’
แคสซี่ที่นั่งอยู่ข้างฉัน โดยมีแค่เสื้อคลุมของฉันพาดอยู่บนไหล่เธอ ขมวดคิ้ว
“สมองทึบหรือไง ทำไมถึงขยับตัวโง่ๆ แบบนั้น ทั้งที่ร่างกายบาดเจ็บอยู่” น้ำเสียงเธอคมกริบ “เกราะของฉันช่วยได้แค่หยุดเลือดกับไม่ให้แกตาย มันไม่รักษาแกหรอก”
‘จริงด้วย’
ฉันบาดเจ็บ
แล้วก็ได้สู้กับไค แถมยังฆ่าไอ้เคลตัวถ่วงนั่นไปแล้วด้วย
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไหลทะลักกลับเข้ามาในหัวเหมือนสายน้ำแห่งความทรงจำ มันทิ้งรสขมและความโกรธแค้นให้ปั่นป่วนอยู่ในอก ร้อนและเปรี้ยวเหมือนกรด
โบสถ์ส่งไคมาฆ่าฉัน
‘ทำไมวะ?’
แค่ทำให้ชีวิตฉันนรกทั้งเป็นเพราะตื่นขึ้นมาเป็นแรงก์ F ยังไม่พออีกหรือไง ทำไมต้องฆ่าฉันด้วย?
ความคับแค้นบีบคั้นอยู่ในอก ฉันอดขบฟันแน่นไม่ได้ รู้สึกถึงแรงตึงที่ดึงกระชากอะไรบางอย่างซึ่งฉีกขาดอยู่ข้างใน ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมา
‘ความคิดแย่’
คิ้วสีแดงของแคสซี่ขมวดเข้าหากัน เธอจ้องฉันด้วยความไม่พอใจเย็นชา
“ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ หยุดเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงเธอนุ่มลงแต่ยังแฝงน้ำแข็ง “แกยิ่งทำก็ยิ่งทำให้แผลแย่ลง การหายใจ สภาพจิตใจ ทุกอย่างมันมีผลต่อการทำงานภายในร่างกายของแก ตอนนี้แกกำลังห้อยอยู่ด้วยด้ายเส้นบางๆ ควรทำทุกอย่างเพื่อลดภาระบนด้ายนั้น ไม่ใช่เพิ่มมันขึ้น”
ฉันฝืนหายใจเข้าช้าๆ แล้วผ่อนออก
‘เออ ได้’
ฉันค่อยๆ ยันตัวขึ้นอีกนิด คราวนี้ระวังมากขึ้น เพื่อมองตัวเอง ร่างกายของฉันถูกห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะสีดำมืดที่แปรสภาพเป็นเกราะสีดำด้านเรียบลื่นปิดคลุมลำตัวและแขนขาเอาไว้
‘เกราะของแคสซี่?’
ฉันเลื่อนสายตาไปหาเธออย่างประหลาดใจ
“ะ...เธอให้เกราะของเธอฉันเหรอ” เสียงฉันแหบพร่า “ทำไมล่ะ”
เธอเบ้หน้าแล้วเบือนสายตาไปทางกองไฟ
“ฉันควรจะยืนดูนายตายหรือไง”
ฉันหันหน้าหนีจากเธอ เงียบไปอยู่หลายอึดใจ ไฟแตกดังเปรี๊ยะเบาๆ ท่ามกลางความมืด
จากนั้นฉันก็พูดด้วยน้ำเสียงพยายามทำให้ดูสบายๆ “เอาจริงนะ...ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเธอพยายามจะฆ่าฉันมาตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่ตอนที่ฉันอัญเชิญเธอออกมา ฉันก็ไม่แปลกใจเลยถ้าเธอจะปล่อยฉันไว้ให้ตายอยู่ตรงไหนสักที่”
แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ จึงพูดต่ออย่างเรียบๆ “ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังยืนนิ่งดูฉันโดนซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว...ส่วนตัวแล้วฉันไม่คิดว่าความตายของฉันจะทำให้เธอเดือดร้อนเท่าไหร่ อย่างน้อยเธอก็ให้เหตุผลที่ไม่ทำให้ฉันคิดแบบนั้นไม่ได้”
ระหว่างที่ฉันพูดจบ ร่องคิ้วเล็กๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าเธอ เอาจริงๆ เธอดูสับสนจริงๆ
“นายบอกว่าเป็นฝ่ายควบคุมได้...”
‘หืม?’
ปากฉันอ้า
“แรงนะนั่น”
“อะไร”
“แรงจริงๆ” ฉันเม้มปากด้วยความหงุดหงิดแล้วเบือนความสนใจจากเธอไปมองหินงอกน้ำแข็งเหนือศีรษะ “ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอมีอารมณ์ขันด้วย”
เสียงเธอตอบกลับมาแทบจะในทันที เย็นชาทว่าละมุนตามเคย และไม่รีบร้อนเอาเสียเลย
“ฉันไม่สามารถสู้ศึกของนายแทนได้”
ฉันเบ้หน้าใส่เธอ เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องเลย
‘นั่นแม่งคือเหตุผลที่ฉันอัญเชิญเธอออกมาเลยนะ อีบ้า’
เธอขมวดคิ้วมืด
“ฉันไม่เหมือนวิญญาณตนอื่น ฉันจะสู้เพื่อนายก็ต่อเมื่อนายพิสูจน์ได้ว่าสมควร” ดวงตาสีแดงของเธอมองสบตาฉัน “ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกปกครองและควบคุมโดยคนอ่อนแอและขี้ขลาด”
เธอเว้นช่วงไป น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แทบจับสังเกตไม่ได้ แต่ก็มีอยู่จริง
“ตอนแรกฉันคิดว่านายเป็นแบบนั้น ฉันเตรียมจะฆ่านายแล้วกลับไปยังดินแดนวิญญาณ” บางอย่างเปลี่ยนไปในสีหน้าของเธอ “แต่แล้ว...วันนี้ทำให้ฉันรู้ว่า นายไม่ใช่คนอ่อนแอ และแน่นอนว่าไม่ใช่คนขี้ขลาด อย่างน้อยก็ไม่ใช่คนที่หลบอยู่หลังพลังที่ตัวเองยังใช้ไม่เป็น การได้เห็นนายต่อสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตตัวเอง ทำให้ฉันรู้ว่านายเห็นค่าของมันมาก และนายจะสู้เพื่อปกป้องมัน”
ฉันมองเธอด้วยสีหน้ารำคาญเล็กน้อย
‘สุดยอดเลย บทบรรยายปรัชญาระหว่างฉันกำลังเลือดไหลตาย’
“งั้นเธอก็ควรรู้ไว้นะ ว่าถ้าการเป็นคนขี้ขลาดหรืออ่อนแอจะช่วยให้ฉันรอดชีวิต...ฉันก็ไม่หนีมันหรอก”
คิ้วเธอขมวดแน่นขึ้นอีกครั้ง
“นั่นทำให้นายเป็นคนที่น่าหนักใจมาก” เธอพิจารณาฉันเหมือนฉันเป็นปริศนาอย่างหนึ่ง “นายอ่อนแอ แต่กลับแข็งแกร่งในจุดที่ไม่คาดคิด นายดูเหมือนไม่แคร์ แต่กลับแคร์ลึกซึ้ง ทว่าในเวลาเดียวกัน ข้อสังเกตพวกนี้ก็เชื่อถือไม่ได้ทั้งหมด นายคาดเดาได้ยากมาก และมัน...ชวนงุนงง”
เธอมองฉันด้วยสีหน้าจริงจัง
“ก่อนหน้านี้นายใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่”
“ฉันเหรอ?” ฉันยักไหล่นิดหนึ่ง หรือพยายามจะทำแบบนั้นมากกว่า ความเจ็บแล่นวาบขึ้นที่ไหล่ “ฉันใช้ชีวิตด้วยการเกลียดทุกคนทุกอย่างไปพร้อมกับช่วยตัวเองดูผู้หญิงที่มีสีผิวต่างกัน ขาอวบๆ ก้นแน่นๆ แล้วก็หน้าอกใหญ่โตมากๆ”
ฉันหยุดเว้นจังหวะเพื่อสร้างอารมณ์
“ฉันรัก... แคสซี่ ฉันรักหน้าอกมากโว้ย!”
พอพูดจบ ฉันก็ไอออกมา เลือดพุ่งกระฉูดจากลำคอ หน้าอกฉันเกร็งแน่น รู้สึกได้ว่าแผลกำลังปริแยกออกอีกครั้ง ฉีกกระชากบางอย่างลึกอยู่ข้างใน แม้จะมีเกราะแปลกประหลาดของแคสซี่ห่อหุ้มอยู่ทั่วตัวก็ตาม
‘เท่จริงๆ เคด เท่มากเลย’
เธอขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าฉายแววกังวลขึ้นมาวูบหนึ่ง เสื้อคลุมของฉันแทบจะปิดหน้าอกเธอไม่มิดด้วยซ้ำ หัวนมเธอโผล่ออกมาจากใต้ผ้า ปลายตั้งและคมเหมือนสันดาบ
‘แม้แต่ตอนจะตาย ฉันก็ยังเป็นพวกเสื่อม’
ฉันพยายามไม่ให้มันชัดเจนว่าแอบชำเลืองมองอยู่ตอนที่เธอกำลังตรวจดูแผลฉันอย่างจริงจัง แต่ก็คงล้มเหลวอย่างน่าอนาถ
“ตอนนี้แค่คุยก็เสี่ยงแล้ว” น้ำเสียงเธอหนักแน่น “เงียบไว้”
ฉันถอนหายใจ แล้วก็เงียบอยู่พักหนึ่ง
แต่จากนั้นฉันก็นึกถึงทุกอย่าง แล้วถามตัวเองในใจ
‘ฉันมานั่งรออะไรอยู่ตรงนี้...รอปาฏิหาริย์งั้นเหรอ หรือจะนอนตายเงียบๆ ในหลุมขุมน้ำแข็งนี่?’
ถ้าฉันจะตาย อย่างน้อยก็ตายแบบมีสีสันหน่อยก็ได้
ท้ายที่สุดแล้ว ความปรารถนาของฉันก็มีมาตลอดว่า อยากตายตอนกำลังถึงจุดสุดยอดอย่างเร้าใจสุดขีด
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.