ตอนที่ 277
277 / 330
อ่าน 12 นาที
Chapter 277: St. Valentine
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:46
**บทที่ 277: เซนต์วาเลนไทน์**
ไข่ดาวจานนั้นช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ไข่แดงเยิ้มเป็นลาวาสีทองละเมียดละไมตรงตามที่ผมปรารถนา เบคอนทอดจนกรอบเกรียมทว่าไร้รอยไหม้ ขนมปังปิ้งทาเนยในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ภรรยาของผมจัดเตรียมมื้อเช้าให้ผมมานานนับหลายปี หล่อนล่วงรู้ทุกความพึงใจ ทุกรายละเอียดปลีกย่อยลึกไปถึงอุณหภูมิของกาแฟที่ผมโปรดปราน
ผมกรีดมีดลงบนไข่ดาว เฝ้ามองไข่แดงที่ไหลรินออกมาอาบแผ่นจานราวกับหยาดโลหิต
เสียงโทรศัพท์แผดเตือนขึ้นสั้นๆ
ผมเลือกที่จะเมินเฉยต่อมัน มื้อเช้าสำหรับผมคือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นมื้อเดียวในรอบวันที่ผมจะได้นั่งลงท่ามกลางความเงียบสงัด ละเลียดรสชาติโดยไม่ต้องพะวงถึงเรื่องสมาคมจอมเวท การเมืองอันโสมม หรือภาระอันหนักอึ้งในฐานะจอมเวทสูงสุด มีเพียงอาหาร กาแฟ และแสงอรุณที่สาดส่องผ่านหน้าต่างห้องครัวเข้ามาเท่านั้น
ทว่าเสียงโทรศัพท์กลับดังขึ้นอีกครั้ง
ผมถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบมันขึ้นมา เพราะมันอาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หน้าจอแจ้งเตือนข้อความหลายสาย แต่ชื่อที่ปรากฏอยู่บนยอดสุดคือ พอลีน สตราติ
ผมขมวดคิ้วมุ่นตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดอ่าน ทั้งหมดนี้คือความผิดของอัลดริกโดยแท้ พอลีนกับผมควรจะมีเพียงข้อตกลงทางธุรกิจที่จบสิ้นลงไปเมื่อหลายปีก่อน หล่อนมอบ ‘ร่างทดลอง’ ให้ผมสองสามร่างเพื่อใช้ในการวิจัย ส่วนผมก็มอบผลลัพธ์และการปิดปากเงียบเป็นค่าตอบแทน มันควรจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่สะอาดหมดจด ไร้ซึ่งพันธะตกค้าง แต่ไม่เลย... เจ้ามนุษย์หมาป่าสารเลวนั่นดันเอาจมูกเน่าๆ ของมันเข้ามายุ่มย่ามกับธุระของผม
ตอนนี้เราสองคนจึงติดหนึบกันราวกับฝาแฝดสยาม ถูกตรึงเข้าหากันนานเท่าที่มันต้องการ และดูเหมือนว่าอัลดริกจะปรารถนาให้มันเป็นเช่นนั้นตลอดกาล
ผมแตะเปิดข้อความออก
*“ฉันรู้ว่าฉันไม่เคยถามจริงๆ จังๆ เลย แต่เกิดอะไรขึ้นกับโอเมก้าคนนั้นที่ฉันเคยส่งให้คุณ? ไม่แน่ใจว่าคุณยังจำได้ไหม เธอชื่ออาธีน่า”*
ส้อมในมือหยุดกึกอยู่กึ่งกลางทางก่อนจะถึงปาก
อาธีน่า...
แน่นอนว่าผมจำอาธีน่าได้ ไม่มีใครลืมร่างทดลองแบบนั้นได้ลงหรอก โดยเฉพาะรายแรกๆ และรายที่ทนทานต่อความทรมานได้นานเกินคาด รายที่แผดคำรามด้วยภาษาแปลกประหลาดเมื่อความเจ็บปวดพุ่งทะยานถึงขีดสุด รายที่ร่างกายปฏิเสธทั้งมหาเวทและเซรั่มนับไม่ถ้วน แต่กลับยังฝืนลมหายใจเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์... จนกระทั่งความตายมาพรากไป
เธอคือ ‘ผู้ป่วยหมายเลขศูนย์’ ของผม ผมจึงไม่มีวันลืมเธอได้
แต่ทำไมพอลีนถึงมาถามเอาป่านนี้?
การพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง ‘เหตุการณ์’ นั้นขึ้นมา เหตุการณ์ที่ผมปรารถนาจะลบเลือนไปจากความทรงจำให้สิ้นซาก
ผมวางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงบนโต๊ะแล้วหันกลับไปจัดการกับไข่ดาว ไข่แดงที่เริ่มเย็นตัวลงทำให้อรรถรสเสียไปเล็กน้อย แต่ผมก็ยังกินมันจนหมด เพราะการกินทิ้งกินขว้างคือสิ่งที่แม่ฟาดสั่งสอนผมมาตั้งแต่ยังเยาว์
“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะที่รัก?”
ผมเงยหน้าขึ้น ภรรยาของผมนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จานอาหารของหล่อนแทบไม่ถูกแตะต้อง หล่อนกำลังจ้องมองผมด้วยแววตาที่ผมคุ้นเคยมาตลอดสามทศวรรษ แววตาที่บ่งบอกว่าหล่อนสังเกตเห็นความผิดปกติ และกำลังเปิดโอกาสให้ผมสารภาพก่อนที่หล่อนจะเริ่มเค้นถามด้วยคำถามที่หนักหน่วงกว่าเดิม
“เปล่าหรอกน้ำผึ้ง ไม่มีอะไร” ผมกัดขนมปังปิ้งอีกคำ “ทานข้าวเถอะ”
หล่อนไม่ขยับเขยื้อน มือทั้งสองข้างยังคงวางประสานกันบนตัก ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของผมไม่ลดละ
จากนั้นหล่อนก็หยิบช้อนขึ้นมาแล้วปล่อยมันทิ้งลงไป เสียงโลหะกระทบจานดัง ‘เคร้ง’ จนผมถึงกับสะดุ้ง
“คุณก็รู้นะวาเลนไทน์ ว่าฉันไม่ได้ตาบอด”
ผมยังคงเคี้ยวต่อไป ขนมปังปิ้งในปากเริ่มแห้งผากราวกับผืนทราย
“ฉันพยายามจะทำตัวสบายๆ แล้วนะ” น้ำเสียงของหล่อนยังคงราบเรียบและควบคุมได้ดี เหมือนทุกครั้งที่หล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา “เหมือนที่คุณอยากให้ฉันเป็น แต่ฉันแสร้งทำเป็นตาบอดไปตลอดกาลไม่ได้หรอก”
ผมกลืนขนมปังลงคอแล้วเอื้อมไปหยิบกาแฟ
“เรื่องที่จะทอดทิ้งเมเดลีนลูกสาวของเรา มันเป็นเรื่องบ้าคลั่งชัดๆ” หล่อนโน้มตัวมาข้างหน้า “นี่มันคือเกมหรือความวิปลาสแบบไหนกัน? เมเดลีนกันฉันออกไปจากเรื่องนี้เหมือนที่คุณทำมาตลอด แต่ฉันไม่อยากได้ยินว่านี่ทำเพื่อปกป้องครอบครัว เพราะฉันขบคิดและกล้ำกลืนเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว และตอนนี้คุณยังกล้าลากวิลเฮล์มลูกชายของเราเข้าไปพัวพันด้วยอีกคน!”
กาแฟที่ไหลลงคอช่างร้อนลวก ผมต้องการอะไรสักอย่างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในทรวงอก
“ดังนั้นฉันจึงรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องการปกป้อง” หล่อนไม่ได้ตะคอก แต่นั่นกลับยิ่งดูน่าพรั่นพรึงกว่าเดิม “แล้วมันเพื่ออะไรกันแน่? เกิดอะไรขึ้น? วาเลนไทน์ ฉันเป็นเมียคุณนะ ถ้าลูกๆ ของเราทั้งสองคนรู้เรื่องแล้ว ฉันก็สมควรจะรู้ด้วยเหมือนกัน”
ผมวางแก้วกาแฟลงอย่างระมัดระวัง แล้วบังคับตัวเองให้สบตาหล่อน
หล่อนยังคงงดงามเช่นเคย กาลเวลาอาจทำให้อ่อนโยนลงบ้าง แต่ดวงตาของหล่อนยังคงเดิม... ลุ่มลึก ฉลาดเฉลียว และสามารถมองทะลุทุกคำลวงที่ผมเคยพยายามจะปั้นแต่ง
“แล้วคุณจะทำอย่างไร?” คำพูดของผมหลุดออกมาแข็งกร้าวเกินกว่าที่ตั้งใจ “คุณอยากจะช่วยพวกเรางั้นหรือ?”
“ใช่” หล่อนตอบโดยไม่ลังเล “นั่นคือรากฐานของชีวิตคู่ ไม่ว่าในแง่มุมไหนของชีวิต ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
“ไม่ คุณจะไม่อยู่”
ความเงียบที่ตามมาให้ความรู้สึกราวกับเรากำลังดิ่งเหว
“คุณจะไม่มีวันยืนอยู่เคียงข้างผม ถ้าคุณล่วงรู้ในสิ่งที่ผมเคยทำลงไป”
หล่อนแค่นหัวเราะ หล่อนแค่นหัวเราะเยาะใส่ผมราวกับผมเป็นเด็กน้อยที่พ่นเรื่องไร้สาระออกมา
“คุณคือคนตระกูลบลอสซั่ม บรรพบุรุษของคุณไม่เคยเป็นตัวแทนของความดีงามอยู่แล้ว” หล่อนลุกขึ้นยืนแล้วค้ำมือลงบนโต๊ะ “แต่ฉันรู้จักคุณ และฉันก็รักคุณมาแสนนาน ฉันสมควรได้รับความไว้วางใจจากคุณ”
ความเชื่อใจ...
คำนั้นตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างเราสองคนราวกับเป็นสิ่งที่มีตัวตน เป็นสิ่งที่ผมสามารถเอื้อมมือไปสัมผัสได้หากต้องการ... หากผมกล้าหาญพอ
“เชื่อผมเถอะ” เสียงของผมเบาหวิว “นี่ก็เพื่อตัวคุณเอง”
หล่อนแค่นหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้แฝงไปด้วยความโทสะที่เริ่มเดือดพล่าน ผมเห็นได้จากแผ่นหลังที่ตั้งตรงและกระแสเวทมนตร์ที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากใต้ผิวหนัง
“ไม่จริงเลย ทำไมวิลเฮล์มกับเมเดลีนถึงรู้ได้ แต่ฉันกลับรู้ไม่ได้?”
“เพราะว่า—”
ผมชะงัก คำพูดเหล่านั้นจ่ออยู่ที่ริมฝีปาก พร้อมจะพรั่งพรูออกมาทำลายความสงบอันเปราะบางที่เราพยายามประคับประคองไว้ เพราะพวกเขาเยาว์วัยและโง่เขลาจนพาตัวเองเข้าไปพัวพันก่อนที่ผมจะหยุดได้ทัน เพราะพวกเขาต้องสืบทอดมรดกบาปของผมไม่ว่าผมจะต้องการหรือไม่ก็ตาม และเพราะการบอกหล่อนหมายถึงการที่ผมต้องทนเห็นหล่อนมองผมด้วยสายตาแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้... หรืออาจจะแย่ยิ่งกว่า แย่กว่านั้นมหาศาล
หล่อนรอคอย ดวงตานั้นราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในวิญญาณของผม
“เพราะอะไร?”
“เพราะพวกเขาต้องสืบทอดในสิ่งที่ผมเป็น และสิ่งที่ผมจะเป็นในภายภาคหน้า”
มันคือความจริง และไม่ใช่ความจริงในเวลาเดียวกัน พวกเขาต้องสืบทอดสมาคมจอมเวท ภาระหน้าที่ และหนี้สินที่ผมพอกพูนมาตลอดหลายทศวรรษจากการตัดสินใจที่ทำให้ตระกูลของเราทรงอำนาจ ปกป้อง และมั่งคั่ง
รวมถึงคราบคาวที่ติดมากับทั้งหมดนั่นด้วย
ผมเลื่อนเก้าอี้ถอยหลัง ขาเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงบาดหู “ผมหมดความอยากอาหารแล้ว”
ผมก้าวไปได้เพียงสามก้าวก็ได้ยินเสียงนั้น เสียงสลักกลอนลั่นดัง ‘คลิก’ เวทมนตร์เข้าปิดผนึกประตูอย่างแน่นหนาจนผมรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลราวกับมีกำแพงที่จับต้องได้ขวางกั้นอยู่
ผมค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างช้าๆ
ภรรยาของผมยืนอยู่ข้างโต๊ะ หล่อนชูมือขึ้น กระแสเวทมนตร์ประทุออกมาในอากาศระหว่างเรา
“ไม่” น้ำเสียงของหล่อนหนักแน่นดั่งเหล็กกล้า “นั่งลงเถอะค่ะ และจัดการอาหารของคุณให้หมด”
“ที่รัก” ผมยังคงเก็บงำกระแสเวทมนตร์ของตัวเองไว้อย่างระมัดระวัง “ผมไม่อยากสู้กับคุณ”
“ฉันก็ไม่อยากเหมือนกันค่ะ” หล่อนก้าวเข้ามาหาผมหนึ่งก้าว “เพราะฉะนั้น นั่งลงเสียเถิด แล้วทานมื้อเช้าในขณะที่เราคุยเรื่องนี้กันให้จบ”
ผมใช้เวทมนตร์เอื้อมไปที่ประตู แต่กลับพบว่าเวทมนตร์ของหล่อนพันธนาการมันไว้ราวกับโซ่ตรวน ผมพยายามผลักดันออกไป เบาๆ ในตอนแรก จากนั้นก็หนักหน่วงขึ้น พลังของผมเข้าปะทะกับพลังของหล่อนและบดขยี้มันลง ผมสยบมันได้อย่างง่ายดายตามวิสัยของผู้ที่เป็นหัวหน้าจอมเวทมานานกว่ายี่สิบปี ผู้ที่เคยทำลายมหาเวทที่แกร่งกล้ากว่านี้มานับไม่ถ้วน
กลอนประตูดีดเปิดออก
ผมพยายามจะคว้าที่จับประตู แต่วินาทีนั้นเองประตูถูกกระแทกปิดเสียงดังสนั่นจนกรอบประตูแทบแตกกระจาย
ผมหมุนตัวกลับมาจ้องหน้าภรรยา หล่อนหอบหายใจรุนแรง มือยังคงยกค้างไว้ เวทมนตร์ของหล่อนเอ่อล้นออกมาท่วมท้นห้องด้วยความเข้มข้นที่ผมไม่ได้สัมผัสจากหล่อนมานานหลายปี
“อย่าเริ่มนะ...”
“ก็คอยดูสิ” หล่อนยกมืออีกข้างขึ้น
เก้าอี้ที่ผมเพิ่งลุกจากมาพุ่งเข้ากระแทกข้อพับเข่าของผมอย่างแรงจนผมทรุดฮวบลง ก้นของผมกระแทกเข้ากับที่นั่งอย่างจัง เวทมนตร์รัดพันข้อมือและข้อเท้าของผมไว้กับเก้าอี้จนขยับเขยื้อนไม่ได้
“ผมไม่อยากสู้กับคุณจริงๆ นะ” ผมยังคงรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบและมีเหตุมีผล เหมือนเวลาที่คุณต้องเจรจากับคนที่ถืออาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ
“เสียใจด้วยนะวัล... เพราะ ฉัน อยาก สู้” หล่อนสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยโทสะอันคลุ้มคลั่งที่ไม่อาจขัดขวางได้ “ฉันโกรธมาก และความโกรธแค้นที่อัดอั้นอยู่นี้มันไม่มีที่ระบายเลยสักนิด!”
ส้อมสองคันลอยขึ้นจากโต๊ะ พวกมันหมุนเคว้งกลางอากาศ ปลายแหลมสะท้อนแสงไฟก่อนจะหันมาทางผม
“น้ำผึ้ง—”
ส้อมทั้งสองพุ่งทะยานเข้าใส่
ผมกางม่านพลังขึ้นโดยสัญชาตญาณ ส้อมหยุดกึกอยู่ห่างจากลำคอเพียงไม่กี่นิ้ว พวกมันสั่นระริกอยู่ตรงนั้นด้วยแรงผลักจากเวทมนตร์ของหล่อนที่ต้านกับมหาเวทของผม
“ผมไม่อยากทำร้ายคุณ!”
“นั่นคือเหตุผลที่คุณไม่ยอมบอกเรื่องสารเลวพวกนั้นกับฉันงั้นหรือ?” หล่อนกดดันหนักขึ้น ปลายส้อมกดลงบนม่านพลังของผม “คุณลืมไปแล้วหรือว่าคุณแต่งงานกับใคร และคิดว่าฉันเป็นเพียงดอกไม้อ่อนแอที่เปราะบางงั้นหรือ?”
เหงื่อเริ่มซึมออกมาบนหน้าผากของผม หล่อนแข็งแกร่ง แข็งแกร่งเกินกว่าที่ผมเคยประเมินไว้ แข่งแกร่งยิ่งกว่าตอนหลายปีก่อนเสียอีก
“ให้ฉันเตือนคุณหน่อยเถอะ ว่าฉันคือคนตระกูล ‘คิลมาร์ติน’ ก่อนที่จะมาเป็น ‘บลอสซั่ม’”
คิลมาร์ติน...
ให้ตายเถอะ
ผมลืมไปแล้ว หรือบางทีผมอาจจะแสร้งทำเป็นลืมไปว่านามสกุลของหล่อนนั้นหนักแน่นเพียงใด หล่อนมาจากสายเลือดที่เก่าแก่และโสมมพอๆ กับตระกูลของผม หล่อนเลือกที่จะอ่อนโยนกับผม เลือกที่จะถอยออกมาและปล่อยให้ผมเป็นผู้นำ
นั่นคือทางเลือกของหล่อน ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ผมเห็นแววตานั้น แววตาเดียวกับที่ผมเคยเห็นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เจ้าโง่บางคนพยายามจะท้าทายหล่อนที่ลานกลางสมาคม... ก่อนที่หล่อนจะบดขยี้กระดูกของมันจนเป็นผุยผงโดยที่เหงื่อไม่ซึมสัดหยดเดียว
มันคือ... จิตสังหาร
ผมระเบิดเครื่องเซรามิกทุกชิ้นบนโต๊ะจนแหลกลาญ ทั้งจานและแก้วแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยวนับพันที่คมกริบ ผมใช้เวทมนตร์รวบรวมพวกมันและควบคุมทิศทาง แปรรูปพวกมันให้กลายเป็นเมฆหมอกแห่งใบมีดที่ลอยวนอยู่รอบกายหล่อน
“ถ้าขยับตัวโง่ๆ อีกนิดเดียว ผมสาบานเลยว่าผมจะไม่ลังเล”
หล่อนกดส้อมไปข้างหน้า พวกมันเจาะทะลุม่านพลังของผมเข้ามาได้ ปลายส้อมแตะเข้าที่ลำคอและสะกิดผิวหนัง ผมรู้สึกได้ถึงหยาดโลหิตอุ่นๆ ที่เริ่มไหลรินลงมาตามคอ
ดวงตาของหล่อนไม่ละไปจากดวงตาของผมแม้แต่เสี้ยววินาที
“ก็ลองดูสิ”
เราค้างอยู่ในท่านั้น ราวกับถูกแช่แข็ง ส้อมของหล่อนจ่ออยู่ที่คอหอยของผม ส่วนใบมีดเซรามิกของผมรายล้อมศีรษะ หัวใจ และอวัยวะสำคัญทุกส่วนของหล่อนไว้ หากใครคนใดคนหนึ่งขยับเพียงนิดเดียว การต่อสู้นี้จะแปรเปลี่ยนเป็นการฆาตกรรมทันที
อากาศรอบตัวประทุไปด้วยกระแสเวทมนตร์ที่ประสานกันจนเกิดเสียงเปรี๊ยะ กำแพงห้องครวญคราง พื้นใต้เท้าเริ่มปริแตก
หัวใจของผมเต้นระรัวอยู่ในอก หล่อนเอาจริง หล่อนกล้าทำจริงๆ หล่อนจะปักส้อมนั่นทะลุคอผมแน่หากผมไม่มอบในสิ่งที่หล่อนต้องการ
และมันเริ่มให้ความรู้สึกว่าทางออกเดียวที่หล่อนเหลือไว้ให้ผม คือการต้องฆ่าหล่อนทิ้งเสีย
นั่นหมายความว่าหล่อนคงจะเหลืออดกับผมเต็มทนแล้ว
ความคิดนั้นทำให้ผมรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะหัวเราะออกมา
“นี่มันทำให้ผมนึกถึงภาพย้อนหลังเลยนะ” ผมเอ่ยขึ้น “ตอนที่เราจูบกันครั้งแรกน่ะ”
“โอ๊ย หุบปากไปเลย”
“คุณจำไม่ได้เหรอ?” ผมยิ้ม
และวินาทีนั้นเอง ประตูก็เปิดออก
“นี่มันเรื่องเชี้ยอะไรกันเนี่ย” เสียงของวิลเฮล์มตัดผ่านกระแสเวทมนตร์ราวกับมีดที่กรีดผ่านเนย
ทุกอย่างหยุดกึก ส้อมร่วงกราวลงกับพื้น เศษเซรามิกหล่นกระจายไปทั่วห้องจนเกิดเสียงเหมือนห่าฝน
ลูกชายของผมยืนอยู่ที่ประตู จ้องมองมาที่เราทั้งคู่ มองมาที่ผมซึ่งถูกตรึงอยู่บนเก้าอี้พร้อมรอยเลือดที่คอ และมองไปที่แม่ของเขาที่ยังคงชูมือค้างไว้ด้วยอาการสั่นเทา
ความอัปยศพุ่งเข้าชนผมราวกับหมัดที่ซัดเข้ากลางแสกหน้า
เราควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีกว่านี้ เราควรจะเป็นพ่อแม่ที่หนักแน่นและมั่นคง พ่อแม่ที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ พ่อแม่ที่ไม่พยายามจะฆ่ากันตายในระหว่างมื้อเช้า
วิลเฮล์มยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น กระเป๋ายังคงสะพายอยู่บนไหล่ ใบหน้าของเขาฉายแววสับสนและตระหนกสุดขีด
ภรรยาของผมค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ กระแสเวทมนตร์เหือดหายไปจากห้อง ทิ้งให้เราทั้งสามยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังในห้องครัว มีเพียงความเงียบงันและเศษกระเบื้องที่แตกกระจาย
“ลูก...” ผมเริ่มเอ่ย
ทว่าผมกลับนึกไม่ออกเลยว่าจะพูดอะไรต่อจากนั้นดี
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.