ตอนที่ 278
278 / 330
อ่าน 10 นาที
Chapter 278: Sanguine divination
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:46
**บทที่ 278: วิถีพยากรณ์โลหิต**
ข้าควรจะเอ่ยคำใดออกไปดี? ‘ขอโทษด้วยนะลูกรักที่เจ้าต้องมาเห็นพ่อกับแม่พยายามฆ่ากันตายก่อนเวลาเที่ยงวันแบบนี้’?
“ผมไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น” วิลเฮล์มยกมือขึ้นปราม น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ผมแค่จะมาบอกว่าผมกลับมาแล้ว และมีของฝากจากแมเดลีนมาให้ด้วย”
ข้าเหลือบมองภรรยา นางยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ ค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ แม้กระแสเวทมนตร์จะจางหายไปจากห้องแล้ว แต่ดวงตาของนางยังคงลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ... เป็นแววตาที่คาดคั้นเอาคำตอบที่ข้าไม่อาจมอบให้นางได้
“ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด ยอดรัก”
ข้าเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มนตราหลุดพ้นจากริมฝีปากก่อนที่นางจะมีโอกาสโต้กลับหรือป้องกันตัว ดวงตาของนางเบิกกว้างเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเหลือกขึ้น และเข่าทั้งสองข้างก็ทรุดฮวบลง
ข้าใช้เวทมนตร์พยุงร่างของนางไว้ก่อนจะกระแทกพื้น แล้วบรรจงยกตัวนางขึ้นอย่างแผ่วเบาเพื่อนำกลับไปนั่งบนเก้าอี้ มือของข้าสั่นเทายามที่เอื้อมไปสัมผัสใบหน้าของนาง นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปตามแนวสันกรามอย่างอาวรณ์
“ทุกอย่างจะเรียบร้อย...”
คำพูดนั้นช่างฟังดูเหมือนคำลวง แม้แต่ในตอนที่ข้าเป็นคนเอ่ยมันออกมาเองก็ตาม
ข้าหันกลับไปหาวิลเฮล์ม เขากำลังจ้องมองข้าด้วยสีหน้าที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นส่วนผสมที่น่ากระอักกระอ่วนระหว่างความรังเกียจและความเวทนา
“ทำไมแม่ถึงรู้ไม่ได้?” เขาขยับสายกระเป๋าบนไหล่ “กว่าที่พ่อจะยอมเปิดใจกับผมก็นานแสนนาน แต่สุดท้ายพ่อก็บอก ผมมั่นใจว่าแม่เองก็น่าจะเข้าใจ”
“นั่นแหละคือจุดที่เจ้าเข้าใจผิด”
ข้ายันตัวขึ้นพลางใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่ลำคอ แมเดลีนอาจจะเป็นผู้รักษาที่เปี่ยมพรสวรรค์ แต่ข้านั้นห่วยแตกสิ้นดี ถึงอย่างนั้น มันก็เป็นมนตราที่ข้าจำต้องเรียนรู้ บาดแผลเริ่มสมานตัวในทันทีที่สิ้นคำร่าย รอยทิ่มแทงเล็กๆ เหล่านี้จะเลือนหายไปภายในวันเดียว
“ศาสตร์หลอมสรีระ (Fleshcraft) คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสายเลือดของข้า” รสชาติของสนิมเหล็กและทองแดงแผ่ซ่านในปากยามข้าเอ่ยคำ “เหตุผลที่ผู้คนต่างหวาดเกรงและเทิดทูนเรา นั่นก็เพราะความอำมหิตผิดมนุษย์ที่บรรพชนในสายเลือดของเราได้เคยก่อไว้”
วิลเฮล์มนิ่งเงียบ เขาเพียงยืนอยู่ตรงนั้นเพื่อรอให้ข้าพูดให้จบ
“แม่ของเจ้าเชื่อมั่นว่าข้าจะแตกต่างออกไป” ข้ามองไปยังร่างที่ไร้สติของนางซึ่งซบอยู่บนเก้าอี้ “ตอนนี้เจ้ารู้แล้วว่าข้าไม่ได้เป็นอย่างที่นางหวัง และข้า... ข้าให้นางรู้เรื่องนี้ไม่ได้ นางจำเป็นต้องอยู่ในความมืดบอดต่อไป”
ความเงียบงันโรยตัวเข้าปกคลุมระหว่างเรา ข้าได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินดังติ๊กๆ บนผนัง เสียงหยดกาแฟจากโถที่หยดลงบนเตาร้อน
“และมันจะทำให้ข้าสงบใจได้ หากรู้ว่า... ถ้าพวกเราพลาดพลั้ง” ข้าฝืนใจสบตาบุตรชาย “แม่ของเจ้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย”
วิลเฮล์มพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน เขาเค่นเสียงหยันใส่ข้าแบบเดียวกับที่แม่ของเขาทำเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“แล้วพวกเราล่ะ?”
“เจ้าคือเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า” ข้าตอบราวกับมันเป็นเรื่องสามัญที่อธิบายทุกอย่างได้ในตัว “การต่อสู้ครั้งนี้เป็นของเจ้า มากพอๆ กับที่เป็นของข้า”
“เฮงซวยสิ้นดี” วิลเฮล์มขึ้นเสียง “ถ้าพ่อแคร์แม่ หรือแม้แต่แคร์ผมกับแมดส์จริงๆ พ่อคงไม่เอาตัวไปเกือกกลั้วกับเรื่องพรรค์นั้นหรอก แต่เอาเถอะ ร้องไห้ไปก็ไล่ควายคืนนาไม่ได้แล้ว”
เขาเปิดกระเป๋าแล้วหยิบขวดโหลเล็กๆ ออกมา มันถูกซ่อนอยู่ในขวดเจลล้างมือ ฉลาดมาก... พรางตาได้แนบเนียนในที่แจ้ง
“นี่ครับ”
ข้ารับมันมาจากเขาแล้วชูขึ้นส่องกับแสง เลือดที่อยู่ภายในนั้นมีสีเข้มจนเกือบดำ แต่มันยังคงดูสดใหม่จนน่าประหลาด ราวกับยังไม่มีการแยกชั้นของเหลว
“ดีเยี่ยม” ข้าเก็บขวดเลือดลงในกระเป๋าเสื้อ “ไปที่ห้องแล็บของข้ากัน ยิ่งเราสร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจให้อัลดริคได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งบุกเข้าไปในคฤหาสน์ของมันเพื่อดูว่ามันซ่อนตัวบัดซบอะไรไว้ได้เร็วเท่านั้น”
ข้าเดินออกจากห้องอาหารโดยไม่หันกลับไปมองภรรยาอีก ข้าทำไม่ได้... เพราะถ้าข้ามองนางอีกครั้ง ข้าอาจจะใจอ่อนจนยอมปลุกนางขึ้นมาแล้วสารภาพทุกอย่าง และต้องทนดูสีหน้าของนางที่เปลี่ยนไปยามที่ตระหนักได้ว่านางได้แต่งงานกับอสูรกายประเภทไหน
วิลเฮล์มเดินตามข้ามาตามโถงทางเดิน ลงบันได ผ่านประตูที่ข้าลงมนตราไว้ถึงสามชั้นพร้อมกลอนประตูเหล็กหนาแน่น เข้าสู่สถานที่ที่ข้าไม่เคยยอมให้ใครได้เห็น
ห้องแล็บของข้า
วิลเฮล์มชะงักฝีเท้าตรงหน้าประตู ดวงตาของเขาเบิกกว้างยามกวาดมองไปทั่วพื้นที่ ชั้นวางของเรียงรายไปด้วยโหลและขวดแก้ว บรรจุซากสิ่งของที่แช่ในของเหลวซึ่งไม่เคยสัมผัสแสงตะวันมานานนับทศวรรษ ตรงกลางห้องมีโต๊ะโลหะที่มีสายรัดและร่องระบายของเหลว บนพื้นสลักอักขระมนตราที่เรืองแสงจางๆ ด้วยไอเวทย์ที่ยังหลงเหลือ
“พ่อไม่เคยยอมให้ใครเข้ามาที่นี่เลย”
“และมันจะเป็นเช่นนั้นต่อไป” ข้าเดินตรงไปยังโต๊ะและวางขวดเลือดลง
วิลเฮล์มก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังย่างกรายเข้าไปในวิหาร... หรือไม่ก็สุสาน
“วิชาหลอมสรีระ... พ่อทำที่นี่งั้นเหรอ?”
ข้าเปิดจุกขวดแล้วยกขึ้นมาจรดจมูก กลิ่นของมันปะทะเข้าอย่างจัง กลิ่นสาบสาง... ของสตรี... และยังเยาว์วัย
“แม่ของเจ้าน่ะสอดรู้สอดเห็นจะตายไป” ข้าวางขวดลงแล้วเอื้อมไปหยิบเบคเกอร์ที่สะอาด “ถ้าข้าทำเรื่องแบบนั้นที่นี่ก็คงโง่เต็มทน”
ข้าชำเลืองมองวิลเฮล์ม เขามีสีหน้าแบบเดียวกับตอนที่เป็นเด็กยามที่กำลังพยายามปะติดปะต่อว่าข้ากำลังพูดความจริงอยู่หรือไม่
“โอ้...” ความจริงเริ่มแจ่มชัดในมโนนึกราวกับหินหนักๆ ที่ทิ้งตัวลงในท้อง “มันผ่านมาหลายปีดีดักแล้ว ข้าไม่ทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นอีกแล้วล่ะ”
วิลเฮล์มพยักหน้า แต่แววตาของเขาดูไม่ปักใจเชื่อเท่าใดนัก
“แต่ความผิดก็คือความผิด” ข้าเทเลือดลงในเบคเกอร์ “ไม่ว่ามันจะถูกก่อขึ้นนานแค่ไหนก็ตาม ตราบใดที่อัลดริคยังกุมโซ่ล่ามพวกเราไว้แบบนี้ พวกเราก็ไม่มีวันปลอดภัย”
ข้าเอื้อมมือไปหยิบส่วนผสม สารสกัดจากไนท์เชด, ผงศิลามณี, และเกลือที่เก็บจากก้นทะเลสาบแห้งขอดในแผ่นดินเก่า ข้าผสมพวกมันอย่างระมัดระวังก่อนจะหยดเลือดลงไปสามหยด
ส่วนผสมนั้นแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่น ข้าใช้ฝ่ามือปิดปากเบคเกอร์แล้วเริ่มร่ายคำสาปในภาษาโบราณ ถ้อยคำนั้นรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในปาก... มันช่างเก่าแก่และทรงพลังยามที่มันหลุดพ้นจากปลายลิ้นและเติมเต็มห้องนี้ด้วยอำนาจมนตรา
ข้าจบคำร่ายแล้วเฝ้ารอ
ทว่า... กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“แล้วยังไงต่อ?” วิลเฮล์มโน้มตัวเข้ามาดู
“ประหลาดแท้” ข้าขมวดคิ้วมองเบคเกอร์ “นางเป็นตัวอะไรกันแน่? เจ้าบอกว่านางเป็นโอเมก้าไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนแรงอยู่พักหนึ่ง ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น”
เขาพูดถูก ข้าเองก็รู้เรื่องนั้นดี แต่มันกลับไม่สมเหตุสมผลเลยเมื่อพิจารณาว่าไม่มีความอัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้นในเบคเกอร์นี้
“มันเป็นไปไม่ได้” ข้าหยิบเบคเกอร์ขึ้นมาแกว่งเบาๆ “ทำไมเลือดของนางถึงต่อต้านมนตราได้ล่ะ?”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน” วิลเฮล์มไหวไหล่ “พ่อเป็นมืออาชีพนี่นา”
“น่าสนใจ...” รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากของข้าอย่างอดไม่ได้ “ตอนนี้ข้าเริ่มจะสงสัยจริงๆ แล้วสิ”
ข้าวางเบคเกอร์ลงแล้วยื่นมือไปหาลูกชาย
“จับมือพ่อไว้ วิล พลังจากสองคนย่อมเหนือกว่า”
วิลเฮล์มทำตามอย่างว่าง่าย ฝ่ามือของเขาร้อนผ่าวเมื่อสัมผัสกับข้า ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสเวทย์ของเขาที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง แม้จะยังเยาว์แต่ก็แกร่งกล้าขึ้นในทุกวัน
ข้าร่ายมนตราอีกครั้ง ครั้งนี้ข้าอัดพลังเข้าไปให้หนักหน่วงกว่าเดิม ข้าไม่ได้ร้องขอคำตอบจากจักรวาลอย่างสุภาพอีกต่อไป แต่ข้า ‘สั่ง’ ให้มันคายความจริงออกมา
การสะกดปราณ (Chi) ของใครสักคนน่ะมันเรื่องง่ายๆ
“เจ้าคือสิ่งใด? เจ้าคือใคร? เจ้าสืบเชื้อสายมาจากที่ใด?”
ข้าหยิบเลือดนั้นแล้วเทลงบนผืนผ้าสีขาวบนโต๊ะ มันรวมตัวกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเคลื่อนไหว
เลือดนั้นบิดเร้าไปมาอย่างกับสิ่งมีชีวิต มันขดตัว ม้วนตลบ และเริ่ม ‘เขียน’
**ความตาย (Death)**
ตัวอักษรเรียงตัวกันอย่างช้าๆ และหนักแน่น จากนั้นเลือดก็รวมตัวกันใหม่แล้วเขียนมันซ้ำเป็นครั้งที่สอง
**ความตาย (Death)**
“อะไรกันวะเนี่ย...” มือของวิลเฮล์มบีบมือข้าแน่นขึ้น
เลือดเริ่มเขียนสิ่งที่สาม ตัวอักษรค่อยๆ ก่อร่างขึ้นทีละตัว
**ทายาท (Heir)**
ข้าหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงหัวเราะนั้นหลุดออกมาเองอย่างเสียสติเล็กน้อย
“ข้าล่ะชอบเกมนิดๆ หน่อยๆ แบบนี้จริงๆ”
ข้าหันไปหาวิลเฮล์มแล้วปล่อยมือเขา
“ไม่ใช่นางมีแม่มดทรงพลังคอยหนุนหลังก็นางนี่แหละที่เป็นไอ้คนลวงโลกเรื่องฐานะที่แท้จริงของตัวเอง”
“งั้นจะเอาไงต่อ?”
“ถ้าเวทมนตร์ยังไม่พอ ข้าก็จะใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุ”
วิลเฮล์มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “มันฉลาดแล้วเหรอพ่อ? เลือดนางคำรามถึงความตายตั้งสองครั้งซ้อนเลยนะ”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อของเจ้าคือจอมขมังเวทย์ (Supreme) แห่งภาคีที่ทรงอำนาจที่สุด” ข้าเอื้อมไปหยิบอุปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุ “ข้าเอาอยู่”
ข้าเริ่มผสมสารประกอบใหม่เข้าด้วยกัน ปรอทและกำมะถัน, ผงกระดูกและผงเงิน ข้าเติมพวกมันลงในเลือดทีละอย่างโดยแบ่งเลือดส่วนหนึ่งไว้เป็นทางหนีทีไล่เผื่อมีอะไรผิดพลาด
ข้าไม่อาจแสดงอาการออกมาได้ แต่ในใจข้านั้นกระวนกระวายยิ่งนัก... การต่อต้านเวทมนตร์และคำสาปแช่งแห่งหายนะงั้นเหรอ? ให้ตายเถอะ!
ข้าผสมยาโพชั่นเสร็จแล้วเริ่มร่ายมนตราใหม่ ข้าสัมผัสได้ถึงการต่อต้านในทันที ราวกับพยายามผลักดันตัวเองผ่านกำแพงน้ำ ข้าเร่งเร้าพลังเวทย์ให้แกร่งขึ้นแล้วกดมันไว้ บังคับเจตจำนงของข้าให้เข้าปะทะกับสิ่งใดก็ตามที่พยายามขัดขวางข้าอยู่
ข้ารู้สึกถึงการยอมสยบ... เพียงเล็กน้อย ราวกับประตูที่แง้มออก
ข้ายิ้มแล้วหันไปหาวิลเฮล์ม
“เห็นไหมล่ะ?”
“โอเมก้าจะมีพลังต้านเวทย์ได้ยังไงกัน?”
“ข้าชักจะคิดว่านางเป็นพวกลูกครึ่ง (Hybrid) ซะแล้วสิ” ข้าหันกลับมาที่ส่วนผสม “บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่อัลดริคเกิดสนใจในตัวนางขึ้นมาซะเฉยๆ”
ข้าร่ายมนตราจนจบและเฝ้ามองขวดโหลที่เริ่มเรืองแสงสีเขียวอ่อนละมุน... สมบูรณ์แบบ
“คราวนี้ ข้าแค่ต้องตรวจสอบด้วยไม้พยากรณ์โลหิต (Sanguine diviner)”
ข้าเอื้อมไปหยิบไม้เท้าสั้นบนชั้นวางด้านหลัง มันเก่าคร่ำคร่า สลักจากไม้อะเชนและลงอักขระแทนเผ่าพันธุ์เหนือธรรมชาติประเภทต่างๆ ข้าใช้มันมานับพันครั้งตลอดหลายปีเพื่อระบุว่าสิ่งที่ข้ากำลังรับมือนั้นคืออะไร
ข้าจุ่มมันลงในของเหลวที่กำลังเรืองแสงแล้วจ้องมอง
สัญลักษณ์ทุกอย่างถูกย้อมด้วยสีเลือดในทันที... มนุษย์หมาป่า... แวมไพร์... แม่มด... ทุกอย่างปรากฏขึ้นพร้อมกัน
“มัน... เป็นไปได้ด้วยเหรอ?”
เสียงของวิลเฮล์มฟังดูห่างไกลออกไป ข้าจ้องมองไม้พยากรณ์ในมือ มองดูรูปแบบของรอยเลือดที่พาดผ่านไปมาอย่างที่เป็นไปไม่ได้ตลอดความยาวของมัน
“เฮคาที (Hekate)...” คำพูดนั้นหลุดออกมาเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาหวิว “นางคือบุตรแห่งการสรรค์สร้าง (Created child)”
“อะ... อะไรนะ? มัน... หมายความว่ายังไง?”
ข้าอ้าปากจะตอบพลางสูดลมหายใจเข้า แต่แล้วของเหลวสีเขียวในขวดโหลกลับฟอกตัวจนกลายเป็นสีขาวโพลนต่อหน้าต่อตา เพียงแค่กะพริบตาเดียว จากสีเขียวก็กลายเป็นสีขาวราวกับกระดูก และภาพที่เห็นก็กระแทกเข้าที่หน้าอกของข้าก่อนที่สมองจะทันได้ประมวลผลเสียด้วยซ้ำ
ไอความร้อนปะทะเข้าที่ใบหน้าในชั่วพริบตา เมื่อขวดแก้วระเบิดออกเป็นเปลวเพลิงสีขาวโพลนที่ร้อนระอุ!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.