ตอนที่ 8
8 / 330
อ่าน 10 นาที
Chapter 8: The Devoted Protector
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:24
บทที่ 8: ผู้พิทักษ์ผู้ภักดี
รอยจุมพิตสิ้นสุดลง ข้ายืนนิ่งอยู่บนแท่นพิธีนั้นด้วยความรู้สึกราวกับวิญญาณถูกกระชากออกจากร่าง พันธนาการแห่งคู่ครอง (Mate Bond) ระหว่างเราสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นด้วยความเด็ดขาดที่ทำให้ข้าพะอืดพะอมจนมวลท้อง ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว มันถูกประทับตราและกลายเป็นความถาวร
นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้า
ข้ากวาดสายตาไปที่ฝูงชน พยายามมองหาใบหน้าที่เป็นมิตรเพียงสักคนเดียว ใครสักคนที่อาจจะเชื่อข้า ใครสักคนที่อาจจะคิดว่า... บางที เรื่องทั้งหมดนี้มันต้องมีอะไรผิดพลาดไปแน่ๆ
ทว่าไม่มีเลย
ทุกใบหน้าที่จ้องมองกลับมาล้วนฉายแววตาแบบเดียวกัน นั่นคือ ‘ความโล่งใจ’ พวกเขารู้สึกโล่งใจจริงๆ ราวกับเพิ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้อย่างหวุดหวิด เพียงเพราะอัลฟ่าเซียนยอมตกลงรับตัวข้าไปอย่างไม่เต็มใจ แทนที่จะประกาศสงครามกับฝูงซิลเวอร์ครีก ข้ากลายเป็นเพียง ‘ตัวปัญหา’ ที่เพิ่งจะได้รับการสะสางไปอย่างเรียบร้อย
คุณนายเฉิน ผู้ที่เคยแอบหยิบขนมอบให้ข้าเพิ่มที่ร้านเบเกอรี่ ส่ายหัวช้าๆ อาเชอร์ หนึ่งในนักรบยามที่ข้าเคยร่วมฝึกด้วยและเป็นเพื่อนของไมโล มองข้าด้วยสายตาเหยียดหยามรังเกียจ แม้แต่โธมัสเฒ่า ผู้ที่สอนข้าแกะรอยตั้งแต่ตอนที่ตัวข้ายังสูงไม่ถึงหัวเข่าเขาด้วยซ้ำ ก็ยังเบือนหน้าหนีเมื่อสายตาของเราประสานกัน
พวกเขารู้สึกขอบคุณ... ขอบคุณที่ข้าถูกพาตัวออกไป ขอบคุณที่ความ ‘บ้าคลั่ง’ ของข้าไม่ได้ทำลายพวกเขาทั้งหมด
ข้าสวมชุดนี้เพื่อช่วยพวกเขา ข้าเดินเข้าสู่พิธีเพราะคิดว่ากำลังปกป้องฝูงจากการถูกทำลาย แต่ตอนนี้พวกเขากลับมองข้าเหมือนสัตว์ร้ายที่ทุกคนต่างดีใจที่กำจัดมันไปได้เสียที
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา ข้าพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่พวกมันออกไป และนั่นเองที่ข้าได้เห็น ‘นาง’
อิโซเบลยืนอยู่หน้าฝูงชน มือข้างหนึ่งโอบไหล่พ่อของข้าเอาไว้ นางกำลังยิ้ม... ยิ้มออกมาจริงๆ แม้จะไม่ใช่การฉีกยิ้มกว้าง แต่ข้าเห็นมันได้อย่างชัดเจนที่มุมปาก เส้นโค้งแห่งความพึงพอใจเล็กๆ นั่นปรากฏขึ้นขณะที่นางประคองพ่อของข้าเอาไว้ ในวันที่เขาดูราวกับคนที่เพิ่งถูกบอกว่าโลกทั้งใบได้ล่มสลายลงแล้ว
ใบหน้าของพ่อซีดเผือด ไหล่ของเขาห่อเหี่ยว เขาดูแก่ชราลงไปนับสิบปีเมื่อเทียบกับเมื่อเช้านี้ ทว่าเขากลับไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อข้า ไม่เรียกร้องคำอธิบาย หรือกระชากหน้ากากคำลวงที่แสนจะชัดเจนเหล่านี้ออกมา เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างแตกสลาย โดยมีอิโซเบลโอบกอดเขาไว้แน่น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาไม่ปกป้องข้า และนั่นคือสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ชายผู้ที่ยืนเคียงข้างข้าเสมอแม้ในวันที่เลวร้ายที่สุดกลับเคลือบแคลงในตัวข้า หากแม้แต่เขายังสงสัย แล้วเหตุใดการทรยศของผู้อื่นจึงยังทำให้ข้าต้องเจ็บปวดและตกใจได้อีกเล่า?
บางอย่างในอกของข้าแตกสะบั้นลง
ข้าก้าวไปข้างหน้า พยายามขัดขืนแรงบีบของเซียน มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างลำตัว สิ่งเดียวที่ข้าเห็นคือใบหน้าของอิโซเบล รอยยิ้มนั่น ความภาคภูมิใจในดวงตาของนางขณะที่กำลังสำรวจผลงานชิ้นเอกของตัวเอง
"แก..." ข้าเริ่มเอ่ยกระซิบ เสียงสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะที่เข้าแทนที่ความหวาดกลัว "แกเป็นคนทำ แกเป็นคนให้ฉันใส่ชุดนี้ แกบอกให้ฉันช่วยฝูงเอาไว้ แก—"
มือของเซียนบีบหมับลงบนต้นแขนของข้าเหมือนคีมเหล็ก มันรุนแรงจนข้ารู้สึกสะเท้านไปถึงกระดูก
"คิดจะหนีตอนนี้หรือ โอเมก้า?" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบที่ข้างหูข้า
ข้าหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเขา คำพูดมากมายพลุ่งพล่านขึ้นมาในลำคอก่อนที่ข้าจะหยุดมันได้ทัน คำพูดที่อยากจะตอกย้ำว่าเขาตาบอดเพียงใด โง่เขลาเพียงใด อัลฟ่าผู้ทรงพลังเช่นเขา กลับมองไม่ออกเลยหรือว่านี่คือแผนการที่หยาบโลนที่สุดในโลก? เขายืนอยู่ตรงนั้นและเชื่อทุกคำลวงที่พวกเขาป้อนให้โดยไม่สงสัยสักนิดได้อย่างไรกัน?
แต่เมื่อข้ามองไปที่ใบหน้าของเขา ข้ากลับพบเพียงความเย็นชา ดวงตาของเขาแข็งกร้าวและเด็ดขาด ราวกับเขาได้ตัดสินทุกอย่างเกี่ยวกับตัวข้าไปแล้ว และไม่มีคำพูดใดของข้าที่จะเปลี่ยนใจเขาได้
ข้าสงสัยเหลือเกิน... หรือเป็นเพราะข้าคือโอเมก้า? มันต้องใช่แน่ๆ นั่นคือคำตอบของทุกอย่างเสมอมา
ข้าอยากจะกรีดร้องใส่เขา อยากจะเขย่าตัวเขา เพื่อให้เขาหูตาสว่างเสียที
ทว่า สายตาของข้ากลับเลื่อนผ่านไหล่ของเขาไป และข้าก็แข็งค้างอยู่กับที่
ไมโล...
เขายืนอยู่ข้างห้องโถง และในอ้อมแขนของเขาก็คือฮาเซล ดูเหมือนนางจะฟื้นจากการสลบไสลอันแสนสมจริงนั่นแล้ว เขาประคองนางไว้อย่างทะนุถนอมราวกับนางทำมาจากแก้วบาง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลขณะก้มลงมองรอยฟกช้ำบนใบหน้าของนาง
ลมหายใจของข้าสะดุดกึก
ไมโล... คู่โชคชะตาของข้า คนที่เทพีจันทราเลือกสรรมาให้ข้าด้วยพระหัตถ์ของพระนางเอง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ? มันต้องใช่แน่ๆ วิธีที่เขาโอบกอดฮาเซล วิธีที่เขามองนาง และวิธีที่เขาปฏิเสธพันธนาการระหว่างเราเมื่อเช้านี้ ทุกอย่างถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันเป็นภาพที่น่าเกลียดน่าชังจนข้าอยากจะเบือนหน้าหนี
แต่ข้าทำไม่ได้ ข้าได้แต่ยืนนิ่งจ้องมองพวกเขา ขณะที่สิ่งสำคัญบางอย่างในกายข้าได้พังทลายกลายเป็นผงธุลี
ชีวิตในซิลเวอร์ครีกไม่เคยง่ายสำหรับข้า ข้ารู้เรื่องนั้นดี... รู้มาตลอด ข้าคือผลผลิตของพันธนาการแห่งคู่โชคชะตาที่ทำลายชีวิตสมรสที่แสนสมบูรณ์แบบ แม่ของข้าคือโอเมก้าที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นและแย่งชิงอัลฟ่าไปจากภรรยาตำแหน่งลูน่า อิโซเบลมีเหตุผลทุกประการที่จะเคียดแค้นข้า ฮาเซลเติบโตมากับการเห็นหัวใจที่แตกสลายของแม่นาง และเกลียดชังข้าเพราะเรื่องนั้น
ข้าเข้าใจดี... ข้าเข้าใจจริงๆ ข้าไม่เคยคาดหวังให้พวกเขามารักข้า
แต่ข้าคิดว่ามันน่าจะมีเส้นแบ่ง มีขอบเขตจำกัด เรายังเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ? ยังเป็นสมาชิกในฝูงเดียวกัน ยังเกี่ยวพันกันด้วยสายเลือดและพันธนาการที่ควรจะมีค่ามีความหมายบ้าง
ทว่าดูเหมือนมันจะไม่มีเลย
พวกเขาสามารถวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้ได้จริงๆ ถึงขั้นทุบตีใบหน้าของฮาเซลจนเขียวช้ำ ขังนางไว้ในห้องเก็บของ ป้ายสีข้าด้วยความรุนแรงที่ข้าไม่เคยกระทำ ทำลายชีวิตของข้าจนย่อยยับ และยังคงยิ้มออกมาได้ในขณะที่ทำสิ่งนั้นลงไป
เราคือครอบครัว เราคือสายเลือดเดียวกัน
และพวกเขาก็ยังทำมันลงไปได้
ฮาเซลขยับตัวในอ้อมแขนของไมโล นางกระซิบอะไรบางอย่างกับเขา และเขาก็พยักหน้าช่วยพยุงให้นางยืนขึ้น ขาของนางดูสั่นคลอน แต่นางก็พยุงตัวขึ้นมาได้ มือข้างหนึ่งกดลงบนรอยช้ำที่แก้มราวกับยังคงเจ็บปวดแสนสาหัส
จากนั้น นางก็เริ่มเดินตรงมาทางเรา
เซียนหันไปหาพ่อของข้าและอิโซเบล น้ำเสียงของเขาดังกังวาลไปทั่วทั้งโถง เป็นทางการและสุภาพเสียจนดูเหมือนเรากำลังอยู่ในงานแต่งงานปกติ ไม่ใช่นรกทั้งเป็นเช่นนี้
"อัลฟ่าโจเซฟ ลูน่าอิโซเบล" เขาโน้มศีรษะลงเล็กน้อย "พวกท่านสามารถมาเยี่ยมลูกสาวได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สกอลล์เรนด์ยินดีต้อนรับพวกท่านเสมอ"
รอยยิ้มของอิโซเบลเปลี่ยนเป็นรอยแสยะที่กว้างยิ่งขึ้น "ข้าจะไม่มีวันไปที่นั่น"
พ่อของข้าสะดุ้ง "อิโซเบล อย่าใจร้ายนักเลย"
"ข้าก็แค่เป็นคนซื่อตรง" นางเอ่ย เสียงของนางหยาดเยิ้มด้วยความสมเหตุสมผลที่จอมปลอม "สิ่งที่นางทำมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน ข้าทนมองหน้านางไม่ได้หรอก เมื่อนึกถึงสิ่งที่นางสามารถทำได้"
"พอได้แล้วค่ะ ท่านแม่"
ฮาเซลเดินมาถึงตัวเราแล้ว นางยืนอยู่ระหว่างเซียนและข้า โดยมีไมโลคอยปกป้องอยู่ข้างหลังไม่ห่าง น้ำตาไหลรินอาบแก้ม ทำให้นางดูน่าเวทนายิ่งขึ้นท่ามกลางแสงไฟ
นางมองไปที่เซียนก่อน น้ำเสียงของนางสั่นเครือเมื่อเอ่ยปาก "ข้าอยากแต่งงานกับท่านจริงๆ อัลฟ่าเซียน แต่โชคชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้ว"
จากนั้นนางก็หันมาหาข้า
ข้าเห็นมันกับตา... เห็นการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าที่กลายมาเป็นความให้อภัย ความโศกเศร้า และความรักฉันพี่น้องที่ผสมปนเปกันอย่างลงตัว ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริก นางดูเหมือนนางเอกผู้ตกยากจากนิยายรักประโลมโลกที่พวกผู้หญิงในฝูงชอบอ่านกันไม่มีผิด
"และพี่ให้อภัยเจ้านะ น้องสาวตัวน้อย"
คำพูดนั้นฟาดเข้าใส่หน้าข้าราวกับถูกตบ
"หากเทพีได้ประทานพรให้คู่ครองที่ถูกเลือกนี้ด้วยหัตถ์แห่งโชคชะตาของพระนางแล้ว" นางกล่าวต่อไป เสียงสั่นเครือคล้ายกำลังกลั้นสะอื้น "มันก็คงถูกกำหนดมาให้เกิดขึ้น ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใดเพื่อให้มันเกิดขึ้นก็ตาม"
นางเอามือกุมปาก ไหล่สั่นสะท้าน ไมโลขยับเข้าใกล้ เตรียมพร้อมที่จะคว้านางไว้หากนางล้มลงอีกครั้ง
"พี่ขอให้เจ้ามีแต่ความสุข" ฮาเซลกระซิบ
จากนั้นนางก็ซบลงกับอกของไมโล ใบหน้าซุกอยู่บนบ่าของเขา ร่างกายสั่นเทาด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่าน เขาโอบกอดนางไว้ในทันที พลางกระซิบถ้อยคำที่ข้าไม่ได้ยิน ภาพที่พวกเขาแสดงออกมามันช่างสมบูรณ์แบบ... พี่สาวผู้บาดเจ็บและผู้พิทักษ์ที่แสนภักดี หญิงสาวที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมแต่ก็ยังสูงส่งพอที่จะเอ่ยคำให้อภัย
ข้าอยากจะอาเจียน
ฮาเซลผละออกจากอกไมโลเล็กน้อย นางปาดน้ำตาเบาๆ ก่อนจะขยับเข้ามาหาข้าพร้อมอ้อมแขนที่กางออก
"ขอพี่กอดเจ้าเพื่อเป็นการบอกลาเถอะนะ" นางเอ่ยเบาๆ "ได้โปรด"
ข้าไม่อยากให้นางเข้าใกล้แม้เพียงนิด สัญชาตญาณทุกอย่างแผดร้องให้ข้าถอยหนี แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้... พูดไม่ออก ทั่วทั้งร่างของข้าราวกับถูกแช่แข็งอยู่กับที่
นางโอบกอดข้าไว้ กดตัวเข้าหาแนบชิดราวกับเราเป็นพี่น้องที่รักกันจริงๆ ข้ารู้สึกถึงลมหายใจของนางที่ข้างหู รูสึกถึงร่างกายของนางที่สั่นไหวราวกับกำลังร้องไห้
ทว่านางกลับกระซิบ... ด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงข้าเท่านั้นที่ได้ยิน
"ขอบใจนะที่รับไอ้ถ่อยนั่นไปแทน คืนนี้ฉันคงจะยุ่งอยู่กับพ่อนักรบและแกนกายใหญ่ยักษ์ของเขาทั้งคืนเลยล่ะ"
คำพูดนั้นเสียดแทงผ่านความตกตะลึงของข้าราวกับใบมีด ข้าสะดุ้งสุดตัว มือทั้งสองข้างผลักนางออกไปอย่างสุดแรง นางเซถลาไปข้างหลัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไร้เดียงสา ราวกับข้าเพิ่งทำร้ายนางโดยไม่มีเหตุผล
ข้ามองนาง... จ้องมองนางจริงๆ มองไปที่น้ำตาจอมปลอมบนใบหน้า สีหน้าที่ถูกคำนวณมาอย่างดี วิธีที่นางยืนใกล้ไมโลเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสัมพันธ์ของพวกเขา
จากนั้น ข้าก็มองไปที่ไมโล ชายที่ข้าเคยคิดว่าเป็นลิขิตแห่งโชคชะตา ชายที่ข้าเคยรักด้วยสุดหัวใจ ชายที่ปฏิเสธข้าเมื่อเช้านี้โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ แม้แต่ตอนพูดโทรศัพท์ เขาก็ยังไม่มีความเมตตาพอที่จะมาพูดต่อหน้าข้าด้วยซ้ำ
สายตาของข้าตวัดไปที่อิโซเบล นางยังคงยืนโอบไหล่พ่อที่แตกสลายของข้า รอยยิ้มแห่งความพึงพอใจนั้นยังคงประดับอยู่ที่มุมปาก
"พวกแก..." เสียงของข้าแหบพร่า ข้าชี้นิ้วไปที่ฮาเซลและไมโล "ไม่สิ... พวกแกทั้งสามคน"
ข้าต้องรวมอิโซเบลเข้าไปด้วย ข้าลืมนางได้อย่างไรกัน
ข้าก้าวไปหาพวกเขา และคำพูดก็พรั่งพรูออกมาจากส่วนลึก "พวกแกจะต้องตกนรกหมกไหม้ ทั้งสามคนนั่นแหละ พวกแกจะต้อง—"
สีหน้าของฮาเซลเปลี่ยนไป เพียงชั่วอึดใจเดียวที่หน้ากากของนางหลุดลอย ข้าเห็นการแสยะยิ้มที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ ความพึงพอใจอย่างที่สุด... รสชาติแห่งชัยชนะ
ข้าก้าวไปอีกก้าวหนึ่ง ลงจากยกพื้นเล็กๆ ที่ตั้งแท่นพิธี เท้าของข้าแตะลงบนขั้นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่พื้นห้องโถง
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็เริ่มบิดเบี้ยว
ห้องโถงหมุนคว้างรอบตัวข้า ใบหน้าของผู้คนพร่าเลือนเข้าหากัน แสงไฟยืดขยายออกเป็นทางยาวสีทอง ข้ายินเสียงใครบางคนกำลังตะโกนก้อง แต่มันกลับดังมาจากที่ที่ห่างไกลเหลือเกิน ราวกับข้ากำลังจมอยู่ใต้น้ำ
ขาของข้าไร้เรี่ยวแรง
สิ่งสุดท้ายที่ข้าเห็นก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำ คือใบหน้าของฮาเซล... และนางกำลังแย้มยิ้มอย่างผู้ชนะ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.