ตอนที่ 895
902 / 4197
อ่าน 8 นาที
Chapter 895 Real Magic Part 1
เผยแพร่เมื่อ 9 เม.ย. 2569 10:37
**บทที่ 902: มนตราที่แท้จริง (ตอนแรก)**
โซลัสทุ่มเทสมาธิทั้งหมดไปกับการเร่งฟื้นฟูเกราะสกินวอล์คเกอร์ มวลโลหะที่เคยถูกระเหยกลายเป็นไอพลันควบแน่นกลับคืนสู่สถานะของเหลวข้นคลัก หยาดหยดแห่งแร่โอริคัลคุมร่วงหล่นลงบนร่างของลิธราวกับห่าฝน พุ่งทะยานฝ่าทุกสรรพสิ่งทีกีดขวางเพื่อกลับเข้ามารวมตัวกันจนเกราะนั้นคืนสภาพสมบูรณ์ไร้ที่ติอีกครั้ง
พายุใบมีดสีเงินยวงที่ถาโถมเข้าใส่ช่วยดึงความสนใจของดอว์น เปิดโอกาสให้ลิธปลดปล่อยมหาเวทระดับห้าถึงสามบทเข้าจู่โจมพร้อมกันในคราเดียว ‘ไทดัลโบลต์’ (Tidal Bolt) มหาเวทที่ผสานพลังแห่งวารีและวายุเข้าด้วยกัน พุ่งทะลวงผ่านปราการเวทของดอว์นก่อนจะกลืนกินร่างของนางไว้ภายใต้คลื่นยักษ์สึนามิที่เปี่ยมไปด้วยประจุไฟฟ้ามหาศาล
มวลน้ำเค็มแทรกซึมผ่านทุกรอยปริแตกของเกราะผลึก เข้าสู่ทุกโสตประสาทและทวารบนร่างกายของอคาล่า เปิดทางให้อสนีบาตที่หมุนวนรอบคลื่นยักษ์ราวกับฝูงฉลามคลั่งเข้าจู่โจมเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไทดัลโบลต์ไม่เพียงแต่จะสร้างความเสียหายแก่อคาล่าทั้งภายนอกและภายใน แต่มันยังกระตุ้นให้เกิดการชักกระตุกอย่างรุนแรงจนศัตรูไม่สามารถร่ายเวทสวนกลับได้
ในเวลาเดียวกัน ลิธร่ายมหาเวท ‘เซตติ้งซัน’ (Setting Sun) ออกจากหัตถ์ขวา และ ‘ดาร์กเอจ’ (Dark Ages) ออกจากหัตถ์ซ้าย
ทรงกลมทมิฬที่ควบแน่นจากเปลวเพลิงและความมืดมิดแตกตัวออกเป็นลำแสงสองสาย พุ่งเข้าปะทะศีรษะและหัวใจของอคาล่าอย่างแม่นยำ แผดเผาอวัยวะสำคัญเหล่านั้นจนมลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ในขณะที่ ‘ดาร์กเอจ’ ผสานพลังเข้ากับไทดัลโบลต์ เติมเต็มธาตุมืดเข้าไปในส่วนผสมที่รุนแรงอยู่แล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายคือหอกวารีทมิฬสายฟ้าสั่นสะท้านที่มีขนาดใหญ่ราวกับรถบรรทุก พุ่งเข้ากระแทกผลึกของดอว์นในวินาทีที่ร่างของอคาล่าอ่อนปรกแหลกเหลว โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้สร้างการป้องกันใดๆ
ลิธเรียนรู้จาก ‘แบล็กสตาร์’ ว่าวัตถุต้องสาปจะอ่อนแอลงตราบเท่าที่พวกมันยังเชื่อมต่อกับร่างโฮสต์ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับเขาวนและโซลัส บาดแผลใดก็ตามที่โฮสต์ได้รับจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของโบราณวัตถุและสูบฉีดพลังงานของมันออกไป
*‘ทันทีที่นางแยกตัวออกจากร่างของอคาล่า ดอว์นจะกลายเป็นตัวตนที่เกือบจะไร้พ่าย ครั้งนี้ข้าไม่มีพิมพ์เขียวของนาง ดังนั้นข้าจึงไม่มีวิธีทำลายนาวอย่างถาวร ข้าทำได้เพียงกักขังดอว์นไว้จนกว่ากองทัพจะมาถึง หลังจากนั้นค่อยให้เป็นปัญหาของพวกเขาก็แล้วกัน’* เขาครุ่นคิด
ทว่าโซลัสไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น นางเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์โดยรอบอย่างระแวดระวัง
*‘ข้าเกือบจะซ่อมแซมโบราณวัตถุที่เกิดจากการผสานร่างของข้ากับเกราะสกินวอล์คเกอร์เสร็จแล้ว และลิธยังคงอยู่ในสภาพที่ดี พลังงานโลกจากตาน้ำพุทำให้เขาสามารถร่ายมหาเวทที่ทรงพลังพร้อมกันได้และทนรับภาระของมันไหว’*
*‘กระนั้น ข้าเกรงว่าสภาพของเขาคงไม่ต่างจากอุปกรณ์พวกนี้ ร่างกายของลิธไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับพลังมหาศาลขนาดนั้น หอคอยจำลองที่ข้าหุ้มร่างเขาไว้ช่วยลดภาระได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น... หลบไป!’*
เสียงตะโกนผ่านโทรจิตนั้นรุนแรงยิ่งกว่าเสียงตะโกนจริง มันไม่ได้ทำร้ายโสตประสาทหรือจิตใจของลิธ และไม่ใช่การเตือนแบบลอยๆ แต่มันเปรียบเสมือนสัญชาตญาณตอบโต้ฉับพลันที่ฉายภาพทิศทางที่เขาต้องเคลื่อนที่และแหล่งกำเนิดอันตรายขึ้นมาตรงหน้า
ลิธพุ่งทะยานลงเบื้องล่าง โดยใช้เวทแรงโน้มถ่วงช่วยเร่งความเร็ว จนสามารถหลบหลีกห่าฝนหอกแสงที่ปรากฏขึ้นเบื้องหลังได้อย่างหวุดหวิด
*‘นี่มันบ้าอะไรกัน?’* ลิธและโซลัสคิดขึ้นพร้อมกัน
*‘เทรุสตายทันทีที่ข้าตัดหัวเขา ขนาดพวกอันเดดส่วนใหญ่ยังไม่รอดถ้าไม่มีหัวกับหัวใจ อคาล่าเป็นแค่มนุษย์ ไม่มีทางที่เขาจะยังมีชีวิตอยู่ได้’* ลิธคิดขณะจ้องมองซากศพที่กำลังยันตัวลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
*‘มันไม่สมเหตุสมผลเลย ข้ามั่นใจว่าสัมผัสการไหลเวียนมานาของทั้งอคาล่าและดอว์นไม่พลาดแน่ๆ’* โซลัสไม่สามารถหาคำอธิบายให้กับการสร้างแสงที่ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าและกำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่ในตอนนี้
*‘ให้ตายเถอะ! แม้จะอยู่ท่ามกลางการโจมตีประสานสามทางของเรา ดอว์นยังคงมีสมาธิมากพอที่จะควบคุมพลังงานที่เหลืออยู่จากเวทก่อนหน้า สิ่งก่อสร้างพวกนี้คือธาตุแสงแบบเดิมที่ถูกจัดเรียงโครงสร้างใหม่เท่านั้นเอง’*
ลิธยากจะยอมรับว่าเรื่องเช่นนี้เป็นไปได้ แต่หอกแสงเหล่านั้นช่างสมจริงและเปี่ยมด้วยรังสีสังหาร เขาจึงเลือกที่จะทำลายพวกมันด้วยคลื่นพลังธาตุมืดอย่างรวดเร็วแทนที่จะมัวถกเถียงเรื่องตรรกะกับนาง
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เศษผลึกเริ่มงอกออกมาจากบาดแผลของอคาล่า เข้าไปแทนที่ศีรษะ หัวใจ และมือขวาด้วยชิ้นส่วนอนินทรีย์
“ขอบใจนะ ข้าซาบซึ้งในความช่วยเหลือของเจ้าจริงๆ” น้ำเสียงของดอว์นแจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม
การใช้มหาเวทอย่างต่อเนื่องทำให้กระแสมานาของนางอ่อนกำลังลง ทว่าบาดแผลที่ได้รับ ไม่ว่าจะรุนแรงเพียงใด กลับดูเหมือนจะไม่สร้างความรำคาญใจให้นางเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าทำให้ไอ้หน้าโง่นั่นเจ็บปวดเสียจนอคาล่าต้องตกอยู่ในอาการโคม่านานเป็นสัปดาห์ ถ้าข้ายังคิดจะคืนสมองให้มันน่ะนะ การต้องแบ่งปันร่างนี่มันช่างน่ารำคาญจริงๆ”
แสงสว่างที่คุ้นตาจากเวท ‘หัตถ์เทวะปั้นแต่ง’ เข้าห่อหุ้มร่างของอคาล่า ปรับเปลี่ยนสรีระของเขาให้กลายเป็นหญิงสาวผู้มีความงามล้ำเลิศเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการถึง ‘ประภาคารแห่งทิวา’ (The Bright Day) ปรากฏกายในรูปโฉมของสตรีผู้มีอายุเป็นปริศนา สูงราว 178 เซนติเมตร ดวงตาสีทองสุกปลั่งไร้ซึ่งรูม่านตา
ผิวพรรณของนางขาวซีดยิ่งกว่าคนเผือก ในขณะที่เส้นผมยาวจรดเอวนั้นดำขลับราวกับนิลกาล ร่างของดอว์นถูกปกคลุมด้วยชุดเกราะผลึกเต็มยศที่นางเสกขึ้นมา พื้นผิวที่แวววาวนับไม่ถ้วนของมันดูดซับแสงรอบข้างแทนที่จะสะท้อนออกมา ช่วยฟื้นฟูพลังของดอว์นและห่อหุ้มตัวนางไว้ในความมืดสลัว
ทว่าเกราะนั้นกลับสว่างไสว ทำหน้าที่เป็นสื่อนำรัศมีที่เปล่งออกมาจากร่างจริงของดอว์น ซึ่งก็คืออัญมณีที่ประดับอยู่กึ่งกลางทรวงอก เช่นเดียวกับเวท ‘เดย์เบรก’ (Daybreak) ของนาง ความขัดแย้งระหว่างแสงสว่างและความมืด ระหว่างสีดำและสีขาว ทำให้ภาพเบื้องหน้าราวกับรุ่งอรุณที่แท้จริงกำลังอุบัติขึ้นภายในถ้ำใต้ดินแห่งนี้
ลิธและโซลัสต่างตกตะลึง ทว่าสมองของพวกเขายังคงพยายามหาคำอธิบายเกี่ยวกับความเป็นอมตะของศัตรู
*‘ข้าคิดว่าข้าได้คำตอบแล้ว’* โซลัสคิด *‘ดอว์นและอคาล่าก็เหมือนกับเรา แต่เป็นขั้วตรงข้าม’*
*‘หมายความว่ายังไง?’* ลิธจดจ่ออยู่กับการเตรียมร่ายเวทชุดใหม่จนไม่มีกะจิตกะใจจะไขปริศนาของนาง *‘สรุปมาให้ข้าแบบสั้นๆ ง่ายๆ เลย’*
*‘จำที่โมนาร์เคยบอกข้าได้ไหม? ว่าตราบใดที่ร่างกายของเจ้ายังสมบูรณ์ และตราบเท่าที่พลังชีวิตของข้ายังผูกพันกับเจ้า มันยากมากที่จะฆ่าข้าได้ กรณีของอคาล่าก็เช่นกัน แต่ในกรณีของพวกเขา ดอว์นเป็นฝ่ายควบคุม’*
*‘นั่นหมายความว่าอคาล่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของนาง แทนที่นางจะเป็นส่วนหนึ่งของเขา’* นางกล่าว
*‘ให้ตายเถอะ... ถ้าข้าไม่บดขยี้ร่างกายของมันให้กลายเป็นผงธุลี นางก็สามารถปลุกเขากลับมามีชีวิตได้ตลอดงั้นสิ’* ลิธนึกไม่ออกเลยว่าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร มหาเวทระดับห้าสามบทผสานกันยังแทบจะทะลวงหัวใจของอคาล่าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
*‘ประมาณนั้นแหละ แต่เจ้าลืมไปส่วนหนึ่งว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดของทุกบาดแผล และการฟื้นฟูร่างกายก็น่าจะเป็นความทรมานที่แสนสาหัสเช่นกัน แต่ข้าว่านั่นคงสรุปสถานการณ์ของเราได้ดีที่สุดแล้ว’* โซลัสตอบ
“ทำไมถึงนิ่งเงียบเสียล่ะ น้องหญิง?” แม้จะเตี้ยกว่าร่างไฮบริดของลิธอยู่ถึงสองช่วงศีรษะ แต่ดอว์นกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองลงมาจากเบื้องบน ราวกับเทพธิดาที่จุติลงมาท่ามกลางมวลมนุษย์
“เมื่อกี้ยังช่างจามเจรจาอยู่เลย ทำไมไม่แนะนำตัวหน่อยล่ะ?” ประภาคารแห่งทิวาแบมือขวาออก ปลดปล่อยเสาแสงที่แผดเผาทุกสรรพสิ่งออกมาจากปลายนิ้วแต่ละนิ้ว
*‘อา ใช่เลย ด้วยโชคของพวกเรา ถ้านางจำข้าได้ นางอาจจะรู้วิธีทำลายข้าด้วยซ้ำ ข้าต้องใช้ชื่อแฝงแล้วล่ะ’* โซลัสคิด ในขณะที่ลิธต้องใช้ทั้งท่าเท้า เวทเหินหาว และการขยับปีกเพื่อหลบหลีกการรุกรานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนของดอว์น
ไม่เพียงแต่เสาแสงแต่ละต้นจะทรงพลังพอๆ กับที่นัลรอนด์ใช้โดยจ่ายมานาไปครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่ดอว์นยังสามารถคงพลังของเสาทั้งห้าไว้ได้พร้อมกัน และยังปรับเปลี่ยนวิถีของพวกมันตามการเคลื่อนไหวของลิธได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.