ตอนที่ 260
260 / 330
อ่าน 11 นาที
Chapter 260: Ok.
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 06:44
บทที่ 260: ตกลง
สนามฝึกซ้อมแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างไกลจากเรือนหลักมากพอจนทำให้ความเงียบสงบนั้นดูราวกับเป็นนิรันดร์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลานกว้างแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่กลายร่างอย่างไม่เป็นทางการ มันไกลพอที่จะมั่นใจได้ว่าเสียงกระดูกหักหรือกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดจะไม่ไปรบกวนการหลับนอนของใคร
ส่วนผมนั้น... ล้มเลิกความคิดที่จะข่มตาหลับไปตั้งหลายชั่วโมงแล้ว
ยอดหญ้ายังคงชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้าตอนที่ผมก้าวเข้ามาถึงใจกลางลานกว้าง เสียงรองเท้าบดเบียดกับพื้นดินแฉะๆ ดังแผ่วเบาในความเงียบ ขอบฟ้าเริ่มทอแสงรำไร แสงสีเทามัวซัวในช่วงก่อนรุ่งสางทำให้ทุกสิ่งรอบตัวดูซีดเซียวและเหนือจริงราวกับภาพฝัน
ผมต้องการสิ่งนี้... ผมต้องปลดปล่อยหมาป่าในตัวออกมาก่อนที่วันใหม่จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มตัว และก่อนที่ทุกอย่างจะพังทพลายลง
ปลายนิ้วของผมเอื้อมไปที่กระดุมเสื้อ แกะออกทีละเม็ดอย่างเชื่องช้าก่อนจะสลัดผ้าทิ้งจากบ่า อากาศยามเช้าอันหนาวเหน็บเข้าปะทะกับแผ่นอกเปลือยเปล่าจนผิวหนังลุกชันขึ้นมาในทันที
ทว่าเสียงเครื่องยนต์กลับแผดฝ่าความเงียบสงบนั้นขึ้นมา
ผมหันไปตามเสียง แม้จะอยู่ไกลแต่ผมก็ยังจำรูปทรงของรถสีแดงที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามทางเดินยาวได้ สีของมันโดดเด่นเสียจนไม่ต้องเดา... นั่นคือรถของพี่ชายแมเดลีนที่กำลังจากไป
ซึ่งนั่นหมายความว่า แมเดลีนได้ถูกตัดขาดจากภาคี (Coven) ของเธออย่างเป็นทางการแล้ว สายสัมพันธ์ที่ถักทอมานานนับปีมลายหายไปสิ้น ทั้งหมดเป็นเพราะเธอเลือกที่จะช่วยเหลือผมแทนที่จะก้มหัวทำตามกฎเหล่านั้น
ความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งตกตะกอนลงในก้นบึ้งของหัวใจ เพิ่มจำนวนคนศรัทธาที่ยอมเสียสละสิ่งสำคัญเพื่อผมขึ้นไปอีกหนึ่งคน... เป็นหนี้ชีวิตอีกครั้งที่ผมไม่รู้เลยว่าจะชดใช้อย่างไร
ผมหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นิ้วมือปลดกระดุมและรูดซิปกางเกงออก มันร่วงลงไปกองที่ข้อเท้าก่อนที่ผมจะก้าวออกจากพันธนาการนั้นแล้วเตะมันออกไปพร้อมกับรองเท้า ตามด้วยอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายในวินาทีต่อมา
ความหนาวเย็นกัดกินผิวที่เปลือยเปล่าทว่าผมกลับแทบไม่รู้สึก สมาธิของผมเริ่มดิ่งลึกเข้าไปภายใน ไขว่คว้าหาตัวตนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนังและจิตสำนึกของมนุษย์
หมาป่าของผมขานรับในทันที
มันพุ่งทะยานออกมาด้วยความโหยหากระหายจนเกือบจะเป็นความคุ้มคลั่ง เราถูกกักขังอยู่ในร่างมนุษย์นานเกินไป... นานเกินไปกับการเดินด้วยสองขาและเสแสร้งว่าทุกอย่างยังปกติดี ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่มีอะไรปกติเลยสักอย่างเดียว
การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นที่ทรวงอก
ซี่โครงของผมขยายพุ่งออกมาพร้อมเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะที่ดังก้องไปทั่วลาน มวลกระดูกแตกหักและก่อตัวขึ้นใหม่ ก้าวข้ามขีดจำกัดทางสรีระของมนุษย์ กระดูกสันหลังโก่งงอไปข้างหลังในองศาที่ดูเหนือธรรมชาติ กระดูกแต่ละข้อแยกตัวออกจากกันก่อนจะเรียงตัวใหม่ให้ยาวขึ้นและแข็งแกร่งกว่าเดิม
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วทุกโสตประสาท มันร้อนแรงดั่งไฟแผดเผาและถาโถมเข้ามาจนแทบทนไม่ไหว ขากรรไกรของผมเคลื่อนหลุดออกดัง "ครืด" ราวกับเสียงผ้าที่ถูกฉีกกระชาก กระดูกใบหน้าพุ่งไปข้างหน้า ยืดขยายกลายเป็นปากหลายลากยาว ฟันซี่เดิมร่วงหลุดออกทีละซี่ กระทบพื้นดินก่อนที่คมเขี้ยวชุดใหม่จะแทงทะลุเหงือกออกมา... มันทั้งคม ทั้งยาว และถูกสร้างมาเพื่อฉีกกระชากเนื้อโดยเฉพาะ
หัวไหล่ของผมหลุดออกพร้อมกันทั้งสองข้าง ข้อต่อแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์ก่อนที่กระดูกจะขยายใหญ่ขึ้น มวลกล้ามเนื้อก่อตัวเป็นชั้นๆ พันรอบโครงร่างที่กำลังขยายตัวอยู่เบื้องล่าง
มือของผมตบลงบนพื้น นิ้วมือยืดออกและบิดเบี้ยว ข้อนิ้วลั่นสนั่นขณะเปลี่ยนรูป กรงเล็บแหลมคมพุ่งทะลุปลายนิ้วออกมาแทนที่เล็บมนุษย์ พร้อมกับหยดเลือดที่สาดกระเซ็นก่อนจะแข็งตัวอย่างรวดเร็ว สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับเท้า กระดูกยืดออกและข้อต่อบิดกลับด้าน โครงสร้างทั้งหมดถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อการล่าและการวิ่ง
ขนสีเข้มพุ่งทะลุผิวหนังออกมาดั่งเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทงเนื้อพร้อมกันในคราวเดียว ความรู้สึกนั้นทั้งทุกข์ทรมานและเปี่ยมล้นไปด้วยความพึงพอใจในเวลาเดียวกัน
อวัยวะภายในบิดหมุนเรียงตัวใหม่ หัวใจขยายขนาด ปอดใหญ่ขึ้น กระเพาะอาหารปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับเนื้อดิบแทนที่จะเป็นอาหารปรุงสุก ทุกอย่างจัดระเบียบใหม่เพื่อรองรับตัวตนที่แท้จริง
สิ่งสุดท้ายที่เปลี่ยนไปคือจิตใจ... ความคิดแบบมนุษย์กระจัดกระจายและก่อตัวขึ้นใหม่ให้เรียบง่ายขึ้น ตรงไปตรงมามากขึ้น จิตใต้สำนึกของหมาป่าหลอมรวมเข้ากับตัวผมจนกลายเป็นหนึ่งเดียว
การกลายร่างเสร็จสมบูรณ์
ผมยืนอยู่บนสี่เท้า สะบัดขนไล่ความตึงเครียดของร่างใหม่ ประสาทสัมผัสแหลมคมขึ้นในชั่วพริบตา โลกใบนี้ดูชัดเจนและสดใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ผมได้กลิ่นทุกอย่าง... กลิ่นหญ้าเปียกชื้น กลิ่นกาแฟจางๆ จากเรือนหลัก และกลิ่นท่อไอเสียที่ยังหลงเหลือจากรถสีแดงที่เพิ่งขับออกไป
แล้วผมก็เริ่มวิ่ง
สี่เท้าตะกุยไปข้างหน้า กลืนกินระยะทางด้วยท่วงท่าอันทรงพลัง ลมเย็นสะอาดพุ่งผ่านใบหู กล้ามเนื้อทุกส่วนทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือสิ่งที่พวกเราเกิดมาเพื่อเป็น... ไม่ใช่การนั่งในออฟฟิศหรือพัวพันกับเรื่องการเมืองในฝูงเพียงอย่างเดียว
รวมถึงเรื่องนี้ด้วย...
การเคลื่อนไหวที่บริสุทธิ์... และอิสรภาพที่บ้าคลั่งนี้
พื้นดินเบื้องล่างพร่าเลือนอยู่ใต้ฝ่าเท้า ผมได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองที่หนักแน่นและเป็นจังหวะ หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างแรงและรวดเร็ว ส่งออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อที่กำลังแผดเผาด้วยความรู้สึกที่วิเศษที่สุด
ผมกระโจนข้ามขอนไม้ใหญ่โดยไม่เสียจังหวะ การกระโดดนั้นส่งร่างผมให้สูงขึ้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น ร่างหมาป่าแข็งแกร่งและคล่องแคล่วกว่ากายมนุษย์จะจินตนาการได้ ผมลงพื้นอย่างนุ่มนวลและควบทะยานต่อไป
โลกใบนี้หดแคบลงเหลือเพียงแค่... สัมผัสของดินใต้ฝ่าเท้า แรงยืดหดของกล้ามเนื้อ และลมที่อัดแน่นเต็มปอด ทุกอย่างเลือนหายไป ทั้งโรแนน แกเบรียล หรือกับดักที่เราวางไว้... ทั้งหมดมลายหายไปในจังหวะของการวิ่ง
ผมวิ่งวนรอบลานกว้างรอบที่หนึ่ง... รอบที่สอง... และในรอบที่สาม ผมก็ได้กลิ่นใหม่
มีใครบางคนยืนอยู่ใกล้ๆ กองเสื้อผ้าของผม
ผมชะลอความเร็ว เปลี่ยนทิศทางเพื่อให้มองเห็นได้ถนัดขึ้น ดวงตาหมาป่าจับภาพร่างนั้นได้อย่างง่ายดายแม้จะอยู่ไกล
โรแนน
ฝีเท้าของผมเร่งขึ้นอีกครั้งแม้ความเหนื่อยล้าจะเริ่มกัดกินกล้ามเนื้อขา ผมต้องไปหาเขา
การคืนร่างเดิมนั้นโหดร้ายไม่ต่างจากการกลายร่างออกมา
ผมยังคงเคลื่อนไหวในขณะที่กระบวนการเริ่มขึ้น กระดูกสันหลังหดตัวอย่างรุนแรง ข้อกระดูกกระแทกเข้าหากันเพื่อกลับคืนสู่โครงสร้างมนุษย์ที่สั้นกว่าเดิม ซี่โครงยุบตัวลงข้างในพร้อมเสียงกร่อนแหลกที่น่าสะอิดสะเอียน ความจุของปอดที่เคยขยายกว้างอันตรธานไปในพริบตา ทิ้งให้ผมต้องหอบหายใจเอาอากาศที่ดูเหมือนจะบางเบาและไม่เพียงพอเข้าสู่ร่างกาย
จมูกที่ยื่นยาวรั้งกลับเข้าข้างใน กระดูกใบหน้าบิดเบี้ยวครูดกันขณะที่มันสั้นลง ขากรรไกรเรียงตัวใหม่พร้อมเสียง "กึก" หลายครั้ง คมเขี้ยวหมาป่าร่วงหลุดไป แทนที่ด้วยฟันมนุษย์ที่ทู่กว่าซึ่งดันขึ้นมาจากเหงือกที่กำลังสมานตัว
ขนหดกลับเข้าไปใต้ผิวหนัง รูขุมขนทุกแห่งแผดเผาราวกับถูกไฟลนขณะที่เส้นขนรั้งกลับ ทิ้งไว้เพียงผิวหนังมนุษย์ที่เรียบลื่น อวัยวะภายในเคลื่อนย้ายอีกครั้ง หดตัวและจัดระเบียบใหม่เพื่อให้อยู่ในโครงร่างที่เล็กลง
ขาหน้ากลายเป็นแขน ข้อต่อบิดกลับพร้อมเสียงลั่นที่ชัดเจน อุ้งเท้ากลับคืนเป็นมือ กรงเล็บรั้งกลับเป็นเล็บปกติ เช่นเดียวกับขาหลังที่กระดูกแตกตัวและเรียงใหม่จนกระทั่งผมสามารถทรงตัวด้วยสองเท้าได้อีกครั้ง
ผมซวนเซในไม่กี่ก้าวสุดท้าย พยายามประคองร่างไม่ให้ล้มลง ร่างมนุษย์นี้ดูช่างอ่อนแอและเงอะงะเมื่อเทียบกับร่างหมาป่า ทุกอย่างดูช้าลงและจืดชืด ประสาทสัมผัสหม่นแสงลงจนโลกกลับมาดูธรรมดาสามัญอีกครั้ง
โรแนนเดินเข้ามาหาผม เสื้อผ้าของผมพาดอยู่บนแขนของเขา เขายื่นอาภรณ์ชิ้นเล็กให้ก่อนเป็นอันดับแรก
ผมรับมันมาสวมด้วยความรู้สึกขอบคุณที่มีอะไรปกปิดร่างกาย อากาศยามเช้าดูจะหนาวเย็นยิ่งกว่าเดิมเมื่อสัมผัสกับผิวกายมนุษย์
"นายไม่ค่อยกลายร่างเท่าไหร่ ยกเว้นตอนที่ต้องการระบายความเครียด" โรแนนพูดขึ้น น้ำเสียงของเขาดูปกติทว่าผมกลับได้ยินคำถามที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง "มีเรื่องอะไรติดค้างอยู่ในใจงั้นเหรอ?"
ความระแวงสงสัยที่คมกริบและไม่เป็นที่ต้อนรับฟาดฟันเข้าใส่ผมราวกับมีตัวตน ผมเกลียดที่มันเกิดขึ้น... เกลียดที่ผมไม่สามารถมองหน้าเพื่อน หรือพี่ชายคนนี้ได้โดยไม่ตั้งคำถามว่าเขาหักหลังผมหรือเปล่า
แกเร็ธส่งนามบัตรนั่นให้เขาหรือยัง? คำถามวนเวียนอยู่ในหัว เรียกร้องความสนใจที่ผมให้ไม่ได้ ถ้าโรแนนได้รับมันแล้ว เขาจะบอกผมไหม? เขาจะเดินมาหาผมพร้อมความกังวลเรื่องแกเบรียลหรือเปล่า?
หรือเขาจะเงียบงันและพิสูจน์ว่ามีบางอย่างผิดปกติ?
ตอนนี้เขายังไม่ได้พูดอะไร... ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่แกเร็ธยังไม่ได้ติดต่อเขา ก็แปลว่าโรแนนเลือกที่จะซ่อนมันไว้
ผมไม่รู้เลยว่าทางเลือกไหนมันแย่กว่ากัน
"ให้ตายสิ ไม่ใช่ว่าคู่ครองของผมเกือบตายหรอกนะ" ผมพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบเสื้อ เนื้อผ้าเย็นชืดปะทะกับผิวหนังที่ยังร้อนผ่าว "ผมก็แค่สงสัยว่าตัวเองจะเครียดเรื่องอะไรได้บ้าง"
"แต่เธอก็ยังรอดอยู่นี่นา" เสียงของโรแนนช่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ แม้ว่าผมจะตอบโต้ไปด้วยถ้อยคำประชดประชันก็ตาม
ผมสวมเสื้อคลุมหัวแล้วดึงมันลง "นั่นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่ามีใครบางคนพยายามจะฆ่าเธอ"
"ก็นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันมาอยู่นี่" โรแนนขยับตัวเล็กน้อย "คนของทางนั้นมาถึงแล้วพร้อมกับคนดูแลของพวกเขา"
ผมหยิบกางเกงมาสวม ผ้าเดนิมให้ความรู้สึกอึดอัดและพันธนาการหลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งอิสรภาพในร่างขนหนาและสี่เท้า ผมติดกระดุมและรูดซิป
"งั้นเราก็ไปจัดการไอ้เรื่องบ้าๆ นี่ให้มันจบๆ ไปเถอะ"
รองเท้าสลิปเปอร์วางอยู่ตรงที่ผมเตะทิ้งไว้ ผมสอดเท้าเข้าไปแล้วเริ่มเดินมุ่งหน้าสู่เรือนหลัก โรแนนเดินเคียงข้างมาด้วยฝีเท้าที่สอดประสานกันอย่างง่ายดาย ความคุ้นเคยนั้นทำให้หน้าอกของผมรู้สึกปวดร้าวขึ้นมา
"เมื่อคืนนี้ ลูน่าเฟียอยู่ที่ห้องสมุดจนดึกเลยนะ" โรแนนเปรยขึ้น
ผมปรายตามองเขา "อ้ออออออ... แล้วไง??"
"ฉันก็เลยตามเธอไปนิดหน่อยน่ะ" เขาหัวเราะ เสียงนั้นดูรื่นเริงและสบายใจ "ฉันเป็นห่วง... แล้วก็เลยโกหกไปนิดหน่อยว่านายเป็นคนสั่งให้ฉันทำ"
ฝีเท้าของผมชะงักไป... เพียงเสี้ยววินาที... นานพอที่จะประมวลผลข้อมูลนั้น
หึ... โรแนนแอบสะกดรอยตามเฟียเหรอ? แถมยังใช้ผมเป็นเกราะกำบังอีก?
ทำไม?
คำถามนั้นแผดเผาอยู่ในความคิดทว่าผมกลับถามออกไปไม่ได้ ผมจะแสดงความสงสัยขนาดนั้นไม่ได้โดยไม่ทำให้แผนแตก ถ้าเขาร่วมมือกับแกเบรียล ถ้าเขาเป็นคนทรยศ การทำให้เขารู้ตัวว่าผมกำลังสงสัยจะทำลายทุกอย่างลงทันที
"เธอดูจะเกลียดเรื่องนั้นน่าดูเลยล่ะ" โรแนนพูดต่อ โดยไม่รับรู้ถึงการคำนวณที่กำลังแล่นพล่านอยู่ในหัวของผม "เพราะฉะนั้น ถ้าเธอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ช่วยแกล้งโกหกตามน้ำไปหน่อยได้ไหม? ฉันไม่อยากกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาเธอเลย"
ผมหันไปเผชิญหน้ากับเขา สีหน้าของเขาดูเปิดเผยและเป็นมิตร... เป็นแววตาเดิมที่เขาเคยใช้มองผมมานับพันครั้ง ไม่มีวี่แววของความลวงหลอกหรือความประสงค์ร้ายแม้แต่น้อย
แต่นั่นแหละคือลักษณะของคนโกหกที่เก่งกาจ... พวกเขาจะจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของคุณในขณะที่กำลังเงื้อมีดแทงข้างหลัง
ผมเกลียดที่ตัวเองต้องฝืนยิ้ม "ได้สิ นายเป็นเพื่อนผมนี่ ผมรู้ว่านายก็จะทำแบบเดียวกันให้ผมเหมือนกัน"
คำพูดนั้นให้ความรู้สึกเหมือนการทดสอบ... เหมือนว่าถ้าผมพูดมันด้วยความมั่นใจมากพอ มันอาจจะกลายเป็นความจริงอีกครั้ง และลบเลือนความแคลงใจที่หยั่งรากลึกลงในอก และกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกความทรงจำของเราราวกับพิษร้าย
"แน่นอนอยู่แล้ว" โรแนนตอบพร้อมรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและจริงใจ "เสมอมา และตลอดไป"
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.