ตอนที่ 3
3 / 251
อ่าน 8 นาที
Chapter 3: Revenant
เผยแพร่เมื่อ 3 เม.ย. 2569 00:45
บทที่ 3: เรเวแนนท์
หากยึดตามมาตรฐานทั่วไป การที่ฟินน์ทำเรื่องอุกอาจด้วยการดูดซับมวลวิญญาณโดยปราศจากคำแนะนำหรือกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ย่อมทำให้เขาถูกจัดว่าเป็น 'เรเวแนนท์' ไม่ต่างจากชายที่พวกเขาเดินทางมาพบในวันนี้
เรื่องคงไม่ลงเอยแบบนี้ หากฟินน์เข้าทดสอบตามปกติและถูกสถาบันออสซัวรี่ทาบทามตัวไป
เมื่อเขานึกถึงการทดสอบความสามารถพิเศษ ความทรงจำที่จำเป็นก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขาเข้าใจบริบทต่างๆ มากขึ้นอีกครั้ง
การทดสอบความสามารถของเขาควรจะราบรื่นและไม่มีอะไรซับซ้อน ครอบครัวของเขา—ตระกูลสเลด—เคยให้กำเนิดจอมเวทอาร์เคนมาแล้วมากมาย
พ่อของเขาเป็นหนึ่งในนั้น เขาเป็นจอมเวทอาร์เคนที่มีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์เสริมพลังกาย ซึ่งเป็นเวทมนตร์ที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ก็ทรงพลังอย่างยิ่งตราบเท่าที่มีทรัพยากรเวทมนตร์มาสนับสนุนการเลื่อนระดับอย่างเพียงพอ ซึ่งนั่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับครอบครัวที่ร่ำรวยของเขาเลย
แม่ของเขาก็เป็นจอมเวทอาร์เคนเช่นกัน แต่ต่างจากสามีของเธอ เธอเป็นจอมเวทธาตุ แม้เธอจะไม่เคยเป็นพวกที่ไขว่คว้าหาอำนาจก็ตาม
นอกจากพวกเขาแล้ว ก็ยังมีเครือญาติคนอื่นๆ ทั้งลุง ป้า น้า อา ลูกพี่ลูกน้อง ที่ส่วนใหญ่ต่างแสดงพรสวรรค์ในเส้นทางสายจอมเวทอาร์เคนออกมาให้เห็น
ดังนั้น การทดสอบความสามารถจึงดูมีอนาคตสดใสสำหรับฟินน์ เขาแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาที่เหนือชั้นมาตั้งแต่เกิด ฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันหลายปี ครอบครัวของเขาจึงถือว่านี่เป็นสัญญาณว่าเขาถูกกำหนดมาให้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งอาร์เคน...
แต่แล้วเขากลับไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ เลยแม้แต่น้อย
ไม่มีเลย ศูนย์สนิท
หากฟินน์จะบอกว่าเขาไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลย นั่นก็เป็นการโกหกคำโต
เขาสร้างเกราะกำบังอันแข็งแกร่งราวกับว่าตนเองไม่สะทกสะท้าน และต้องให้เครดิตครอบครัวของเขาด้วยที่ยังคงสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี แล้วถ้าเขาถูกลิขิตให้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาล่ะจะเป็นไรไป?
เขาก็แค่ต้องใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาที่หรูหราที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้!
แต่ฟินน์ไม่พอใจเพียงแค่นั้น
ลองจินตนาการถึงความดีใจของเขาดูสิ เมื่อไม่กี่ปีหลังการทดสอบความสามารถ เขาบังเอิญไปรู้เข้าว่าอาณาจักรอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องจอมเวทวิญญาณเหมือนอาณาจักรเอเธลอสเขามีวิธีการทดสอบความสามารถกันอย่างไร
นอกจากจะมีการทดสอบความสามารถสำหรับเส้นทางสายอาร์เคนแล้ว เขายังมีการทดสอบสำหรับเวทมนตร์วิญญาณอีกด้วย!
ซึ่งในการทดสอบที่จัดโดยครอบครัวเขากลับไม่มีการทดสอบส่วนนี้เลย
'ฉันอาจจะเป็นจอมเวทวิญญาณก็ได้!' ฟินน์เคยคิดไว้เช่นนั้น
ด้วยความรู้ใหม่นี้ แม้ครอบครัวของเขาจะมีมุมมองเชิงลบต่อจอมเวทวิญญาณ แต่เขากลับแอบทำในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ โดยใช้เวลาหลายปีเพื่อค้นหาวิธีทดสอบความสามารถของตนเอง
และผลก็ปรากฏว่า เขามีพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์วิญญาณจริงๆ และเป็นพรสวรรค์ที่สูงส่งเสียด้วยสิ
ลองจินตนาการถึงความดีใจของฟินน์ดูเอาเถอะ
ตลอดทั้งปีถัดมา เขาใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ทุกอย่างที่ทำได้โดยไม่ให้ใครรู้ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเขาไม่สามารถเข้ากับสถาบันออสซัวรี่ ซึ่งเป็นองค์กรทางการของจอมเวทวิญญาณที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลได้ เขาจึงลุยเดี่ยวด้วยตนเอง เสาะหาข้อมูลทุกเศษเสี้ยวอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกการกระทำของเขานับจากนั้นนำไปสู่สถานการณ์ปัจจุบัน สถานการณ์ที่เขากำลังจะพังทลายและเต้นรำอยู่บนขอบเหวแห่งการกัดกร่อน
ความสงสัยของริคที่มีต่อฟินน์นั้นถูกต้อง เขาได้ดูดซับมวลวิญญาณที่โกลาหลเข้าไป... และไม่ใช่แค่มวลเดียว แท้จริงแล้วมันไม่ใช่สอง สาม สี่ หรือแม้แต่ห้า...
ฟินน์ได้ดูดซับมวลวิญญาณที่โกลาหลเข้าไปถึงยี่สิบเอ็ดมวล!
และในตอนนี้ พวกมันก็เริ่มออกฤทธิ์แล้ว
การที่ริคเขย่าคอเสื้อเขาไม่หยุดไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ดวงตาของฟินน์เบิกโพลง แสงในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกและดูห่างเหินอย่างสิ้นเชิง
"ฉันท้าให้แกกระชากฉันอีกทีสิ..." ฟินน์เลียริมฝีปากพร้อมรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้า "ฉันจะสัมผัสแกจริงๆ ด้วย!"
ริคถอยกรูดทันที เขาปล่อยมือแล้วเซถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความตกใจ
นั่นไม่ใช่เสียงของฟินน์... นั่นไม่ใช่เสียงของเพื่อนเขาเลย!
ฟินน์หลุดไปไกลแค่ไหนแล้วกัน?!
สีหน้าของฟินน์เปลี่ยนไป แล้วแสงที่คุ้นเคยก็กลับเข้ามาในดวงตาอีกครั้ง ก่อนจะหายไป แล้วกลับมาใหม่
เขาสลับไปมาระหว่างสภาวะคลุ้มคลั่งกับสติอยู่หลายครั้ง พึมพำคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์ในแต่ละครั้ง เขาเกร็งและขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมาบนหน้าผาก พยายามรวบรวมสติให้กลับมาควบคุมตัวเองอีกครั้ง
"มันไม่ใช่ะฉัน—! อยู่เฉยๆ สิ! ฉันไม่เคยสั่งให้แกพููด...!" เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นโทนเสียงประสาน ราวกับเสียงอึกทึกของคนหลายคนที่กำลังพูดโต้ตอบกัน แย่งกันพูดไปมา
ริคพ่นลมหายใจออกมาอย่างสั่นคลอน มองเพื่อนของเขาที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ความตื่นตระหนกท่วมท้นในดวงตา แต่เขาก็กัดฟันแน่นแล้วพุ่งตัวเข้าไปในอาคาร รีบไปตามหาคนที่พวกเขามาพบ
อย่างน้อยก็น่าจะรู้วิธีจัดการกับเรื่องนี้...
เขาเพิ่งวิ่งเข้าไปในอาคารได้ไม่กี่ก้าว ร่างสูงโปร่งผิวซีดที่คลุมด้วยชุดสีดำก็ปรากฏขึ้นตรงมุมบันไดที่เขากำลังจะพุ่งขึ้นไป
ริคเบรกตัวจนหยุดกะทันหันพลางอุทานออกมา แต่ร่างนั้นเพียงแค่เหลือบมองเขาผ่านๆ แล้วหันไปจ้องมองฟินน์ที่ทรุดตัวลงกับพื้นและกำลังหอบหายใจอย่างหนัก
"โฮ... น่าประทับใจ... เจ้ายังรักษาการควบคุมไว้ได้หลังจากนั้นเหรอ?" เขาเดินผ่านริคไปราวกับว่าชายหนุ่มไม่มีตัวตน เขาเดินออกไปด้านนอกสู่ที่โล่ง แต่ยังคงระมัดระวังที่จะอยู่ในร่มเงาของอาคาร
เขาคุกเข่าลงข้างๆ ร่างที่กำลังสั่นเทาของฟินน์ แล้ววางมือลงบนแผ่นหลังของเขา
"คิกๆ... เจ้าคนโง่ ร่างกายของเจ้ากำลังถูกหนี้วิญญาณกัดกินจนคลุ้มคลั่ง" เขากล่าวพลางหัวเราะอย่างขบขัน ราวกับเห็นสิ่งที่แปลกใหม่ "มันดูดซับมวลวิญญาณไปกี่มวลกัน?" เขาไม่ได้ถามฟินน์ แต่ถามขึ้นไปในอากาศ ราวกับว่ามีบุคคลที่สามนอกจากริคกำลังจ้องมองจากระยะที่ปลอดภัยอยู่ด้านหลัง
เขาเอียงหูเล็กน้อย ราวกับกำลังฟังเสียงกระซิบ
"เป็นไปไม่ได้!" เขาผงะถอยหลังทันทีราวกับร่างกายของฟินน์ร้อนดั่งไฟเผา "เจ้าโกหก! เจ้าโกหก! เจ้าโกหก!" เขารีบวิ่งกลับเข้าไปในอาคารด้วยความตกใจและจ้องมองร่างที่สั่นเทาของฟินน์ที่อยู่บนพื้นด้านนอก ราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี
"ม—มีอะไรเหรอครับ คุณไลโอเนล?" ริคถามอย่างลังเล "ค—คุณช่วยเขาได้ไหม?"
ชายผู้นั้นสะดุ้งทันทีแล้วหันมาทางริคที่อยู่ด้านหลัง "ตอนที่เจเดนบอกว่าจะส่งนายน้อยบางคนมาหาข้า ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะเจอแบบนี้..." เขากลืนน้ำลายด้วยความโลภและความทะเยอทะยานที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา "ข้าช่วยเพื่อนเจ้าได้ แค่ต้องให้เขาตามข้าไปที่ไหนสักแห่ง"
ริคกลืนน้ำลาย เขาไม่ใช่คนโง่ และต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังดูออกถึงความโลภที่ปิดไม่มิดในดวงตาของไลโอเนล เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่เขารู้ดีว่าเขาไม่มีทางยอมให้ฟินน์ถูกพาตัวไปที่อื่นแน่นอน
"จริงเหรอครับ...? เดี๋ยวพวกเราจะลองปรึกษากันดูแล้วจะติดต่อกลับไปนะครับ" เขากำลังจะเดินเลี่ยงเรเวแนนท์คนนั้นไป... แต่ดูเหมือนชายคนนั้นจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น
"หยุดอยู่ตรงนั้น" เขายื่นมือออกมากั้นทางของริค แล้วหันศีรษะอย่างแข็งทื่อมาสบกับสายตาที่สั่นไหวของริค
"อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าข้ากำลังขอร้อง?"
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบข้างก็มืดลงและเย็นเยือกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ริคขนลุกซู่จนรู้สึกได้ถึงความกลัวที่บีบคั้นอยู่ข้างใน
มันเป็นปฏิกิริยาสัญชาตญาณของคนทั่วไปที่ต้องเผชิญกับมวลวิญญาณที่โกลาหล
เบื้องหลังของเรเวแนนท์ มวลสีดำไร้รูปร่างที่ดูคล้ายวิญญาณร้ายได้ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากเงาของเขา พุ่งสูงขึ้นถึงเจ็ดฟุต มันบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปไปมาอย่างผิดปกติราวกับว่ารูปร่างของมันไม่มั่นคง
จุดสีดำลึกสองจุดที่ดูเหมือนดวงตาขยับไปมาบนร่างที่ไม่มั่นคงของมัน ก่อนจะล็อคเป้ามาที่ริค ทำให้เขาแข็งทื่ออยู่กับที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เรเวแนนท์แสยะยิ้ม "คนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าน่าจะรู้จักที่ต่ำที่สูงบ้าง เวลาที่ผู้ที่เหนือกว่าพูด ผู้ที่ด้อยกว่าควรจะ—"
"เฮ้—" เสียงประสานดังแทรกขึ้นมาข้างๆ เขาอย่างน่าหงุดหงิด ทำให้ขนลุกชันด้วยความตระหนก
มันเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!!
"เสียงเจื้อยแจ้วของแกทำให้ฉันปวดหู!" ฟินน์พูดขึ้นด้วยดวงตาที่ดำมืดราวกับก้นบึ้งของขุมนรก และริมฝีปากที่เหยียดยิ้มด้วยความดูแคลนอย่างคนคลุ้มคลั่ง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.